ค้นหา

ชะตากรรมคนไทย เจอแน่ โควิด-19 ระยะ 3

ท่ามกลางเมืองใหญ่ ผู้คนเดินขวักไขว่สวนทางกันอยู่ทั่วทุกพื้นที่ แต่ใครเล่าจะรู้ว่า สักที่ใดที่หนึ่ง ในเวลาที่เหมาะเจาะ จะมีคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน ได้แพร่เชื้อไวรัสด้วยการไอจาม แพร่เชื้อจากการแตะสัมผัสราวบันได แพร่เชื้อร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ให้ติดต่อจากคนหนึ่งสู่คนสอง คนสองสู่คนห้า สู่คนสิบ สู่คนร้อย จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องยากที่จะสกัดยับยั้ง

ล่าสุดวันนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563" โดยประกาศให้ "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019" หรือ "โรคโควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (1 มี.ค.) เป็นต้นไป

แม้ราชกิจจานุเบกษา จะเผยแพร่ประกาศให้โรค โควิด-19" เป็น โรคติดต่ออันตรายแต่ก็มิใช่เรื่องควรที่จะตื่นตระหนก เพราะการประกาศดังกล่าวนั้น เป็นการปูทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว และยืดระยะเวลาที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดย ทีมข่าวมีโอกาสพูดคุยกับ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทีมข่าวจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับข้อดี หลังจากที่มีการบังคับใช้ประกาศดังกล่าว โดยมีนื้อหาใจความ ดังต่อไปนี้

  • ในกรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 และบุคคลท่านนั้นๆ มีอาการไข้ มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ บุคคลท่านนั้นๆ ต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ขั้นตอนของการซักประวัติ หากไม่แจ้งจะมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • พาหนะที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตควบคุมโรคจากต่างประเทศ ต้องจอดอยู่ในสถานที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น หากฝ่าฝืนมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท

  • ผู้ที่เป็นโรคติดต่ออันตราย หรือเข้าข่ายต้องสงสัย หรือมารับการตรวจรักษา ต้องเข้าสู่การแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ในสถานที่ที่กำหนด จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น แบ่งออกเป็น ระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

ระยะ 1 : ผู้เดินทางจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และล้มป่วยลงด้วยโรคโควิด-19  ซึ่งในระยะนี้ ทางภาครัฐจะทำการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อตรวจหาผู้ป่วยที่มีเกณฑ์ติดเชื้อ แต่เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถคัดกรองได้ทั้งหมด 100% เนื่องจากผู้เดินทางบางรายยังไม่แสดงอาการ และในระยะนี้ จำนวนผู้ป่วยจะยังมีไม่มาก

ระยะที่ 2 : เมื่อผู้เดินทางบางรายติดเชื้อมาแล้ว แต่ไม่แสดงอาการในช่วงแรก จนสามารถผ่านจุดคัดกรองที่สนามบินมาได้ จากนั้น ผู้เดินทางได้แพร่เชื้อให้กับคนไทย เช่น แท็กซี่, ไกด์, พนักงานบริการประเภทต่างๆ ในระยะนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะทราบที่มาของการแพร่โรคว่า ผู้ป่วยติดเชื้อมาจากใคร, ผู้ป่วยเดินทางไปที่ไหนมา และผู้ป่วยมีความเกี่ยวพันกับคนที่มาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงหรือไม่

ระยะที่ 3 : เมื่อทางภาครัฐพบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มที่เพิ่มจำนวนขึ้นนี้ ไม่ได้มีประวัติเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง และไม่สามารถสืบค้นได้ว่า ผู้ป่วยติดเชื้อมาจากใคร ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยจะสูงขึ้น หรือลดลงนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ ว่าจะมีมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่เชื้อทั้งในส่วนบุคคลและสาธารณะได้เพียงพอหรือไม่

สิ่งที่คนไทยต้องเจอ...เมื่อโควิด 19 เข้าสู่การแพร่เชื้อระยะ 3

หลายคนคงนึกภาพไม่ออกว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำตอบกับไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยทีมข่าวจะไล่เรียงให้ผู้อ่านเข้าใจใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  • ไม่ว่าอย่างไร เราก็หนีการเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดไม่พ้น นายแพทย์ขจรศักดิ์ กล่าว

  • ประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ก็ต่อเมื่อ ภาครัฐได้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่กลับมีข้อมูลว่า ผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่ได้เดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง, ผู้ป่วยรายนั้นๆ ไม่มีความเกี่ยวพันกับผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อ หรืออธิบายง่ายๆ คือ ไม่รู้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อมาจากไหน

  • ภายหลังจากที่มีการประกาศเข้าสู่ระยะที่ 3 สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็คือ ทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นพาหะ(ตัวนำเชื้อโรค) และทุกคนพร้อมจะระบาดไปยังบุคคลใกล้ชิด
  • ผู้ที่มีไข้ มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกคนจะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ป่วยด้วยโรคโควิด-19

  • งานของบุคลากรทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะต้องตรวจระดมตรวจเสมหะผู้ป่วย ระดมเอกซเรย์ปอด และแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยจะไม่ใช่หลักสิบหลักร้อยอีกต่อไป แต่จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลักแสนคนต่อวัน

  • นายแพทย์ขจรศักดิ์ ระบุว่า เมื่อไหร่ที่คนไทยเป็นพาหะได้ เมื่อไหร่ที่ทุกคนไปหาหมอด้วยไข้ไอ ทุกคนจะถูกตรวจหาโควิด-19 ฉะนั้น จากวันที่บุคลากรทางแพทย์เคยตรวจผู้ป่วย 40-400 คนต่อวัน ในวันที่สถานการณ์เลวร้าย จะกลายเป็นหมื่นเป็นแสนคนต่อวัน และหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
  • สถานพยาบาลต้องสำรองยา บางโรงเรียนบางสถานประกอบการอาจจะต้องปิดชั่วคราว แต่อาจปิดเป็นบางชั้น ปิดเป็นบางตึก เช่น บริษัท A พบผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชั้น 5 บริษัท A ก็จะทำการปิดชั้น 5 และชั้นใกล้เคียงที่ผู้ป่วยเดินไปใช้งาน ซึ่งระยะเวลาในการปิดทำการจะนานเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับผู้สัมผัส หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วเพียงใด
  • ข้อสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในแวดวงสาธารณสุข ระบุว่า การเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโควิด-19 จะอยู่ในช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2563 หากพ้นระยะนี้ไปได้ และพบว่าผู้ป่วยลดลง ก็จะไม่เข้าสู่ระยะวิกฤติ
  • แม้จะบอกว่า สถานการณ์ไม่วิกฤติแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ระยะที่ 3 แต่การเข้าสู่ระยะที่ 3 ของประเทศไทย อาจพบผู้ป่วยจำนวนไม่มาก และการแพร่ระบาดไม่เยอะ” นายแพทย์ขจรศักดิ์ กล่าว
  • อย่าไปตระหนกมากครับ สิ่งที่เราต้องทำและสามารถทำได้เลยก็คือ หากเราเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศเสี่ยง เราต้องสังเกตอาการป่วยอยู่ในที่พักจนครบ 14 วัน นับจากวันที่กลับ หลีกเลี่ยงการไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่หนาแน่นโดยไม่จำเป็น สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น งดใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลาง หมั่นทำความสะอาดห้องน้ำ ชักโครก ลูกบิดประตู ด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เสื้อผ้า และหากภายใน14 วัน มีไข้ร่วมกับไอ จาม ให้รีบมาพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางนายแพทย์ขจรศักดิ์ ทิ้งท้าย.

 คลิก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563" 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์29 ก.พ. 2563

ความเห็นของผู้ชม