ค้นหา

สมองทำงานอย่างไร ไขความลับระบบสุดซับซ้อน

เรื่องควรรู้

  • สมอง เป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่มีความสำคัญมาก โดยสมองของมนุษย์มีระบบซับซ้อนมากที่สุด แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายการทำงานได้ทั้งหมด
  • ขั้นตอนการทำงานเบื้องต้น คือ เมื่อได้รับข้อมูล หรือสิ่งกระตุ้น เซลล์สมองจะส่งข้อมูลไปยัง ปลายแอกซอน” และส่งต่อไปยัง ปลายเดนไดร์ท ผ่าน ซีนแนปส์ ระหว่างการส่งสัญญาณนี้ ข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นสารสื่อประสาท และสั่งการไปทั่วร่างกาย
  • สมอง แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนท้าย แต่ละส่วนจะมีหน้าที่สำคัญแตกต่างกันไป
  • ความผิดปกติของสมองที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัลไซเมอร์ สมองได้รับการกระทบกระเทือน โรคสมองอักเสบ และโรคเนื้องอกสมอง
  • ควรดูแลสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหมั่นเรียนรู้ รับประทานอาหารที่มีสารช่วยบำรุงสมอง หลีกเลี่ยงความเครียด ระวังไม่ให้สมองได้รับบาดเจ็บ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี (ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ที่นี่)

 

สมอง (Brain) เป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อความอยู่รอด สมองของมนุษย์จัดเป็นระบบที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดาสมองของสัตว์ทุกชนิด! 

แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถอธิบายการทำงานของสมองได้ 100% เนื่องจากมันถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่ตอบสนองแตกต่างกัน ทว่าสอดประสานกันเป็นวงจร

การทำงานของสมอง

สมองผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยแล้วมีเซลล์สมองจำนวน นับ แสนล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์จะมีแขนงที่เชื่อมต่อกันกลายเป็นร่างแหขนาดใหญ่ และซับซ้อน 

เมื่อได้รับข้อมูล หรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เซลล์สมองจะส่งข้อมูลเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านทางจุดส่งกระแสประสาทของเซลล์ เรียกว่า "ปลายแอกซอน (Axon)" ไปยังจุดรับกระแสประสาทของเซลล์ข้างเคียงที่เรียกว่า "ปลายเดนไดรท์ (Dendrite)"

จุดที่เชื่อมต่อระหว่างแอกซอนและเดนไดรท์ เรียกว่า "ซีนแนปส์ (Synapse)" เป็นจุดที่จะเปลี่ยนสัญญาณกระแสไฟฟ้าให้เป็นสารเคมี หรือสารสื่อประสาท ส่งผลให้ร่างกายรับรู้ข้อมูล เช่น ความรู้สึกทางกาย การเห็นภาพ หรือการได้กลิ่น ทำให้เกิดการตอบสนอง และการสั่งการต่อไป 

สมองของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่น เครือข่ายการเชื่อมโยงของเซลล์สมองจึงเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ตามการเรียนรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา 

ยิ่งการเชื่อมโยงของเซลล์สมองซับซ้อนมากเท่าไหร่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหายากๆ หรือที่เรียกว่า ความฉลาดก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  

สมองแบ่งเป็นหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ทำหน้าที่รับรู้ และตอบสนองแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งส่วนของสมองได้คร่าวๆ 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนท้าย

 

สมองส่วนหน้า (Forebrain) 

สมองส่วนหน้า เรียกอีกชื่อว่า สมองส่วนหน้าผาก เป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักจำนวนมาก สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกหลายส่วน ยกตัวอย่างส่วนที่สำคัญ ได้แก่

    1. ซีรีบรัม (Cerebrum)

    ซีรีบรัมทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูล และการเรียนรู้ประมวลผลทางประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น ภาษาและการสื่อสาร การคิด การเรียนรู้และความทรงจำ หรือการดมกลิ่น

    ซึ่งการรับรู้ และประมวลผลดังกล่าวจะควบคุมโดยสมองส่วนนี้ แบ่งเป็น 4 กลีบ ได้แก่

  • กลีบหน้า (Frontal lobe) เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ควบคุมการพูด ควบคุมการเคลื่อนไหว ความคิด ความจำ สติปัญญา และการใช้ภาษา
  • กลีบขมับ (Temporal lobe) ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น ความเข้าใจด้านภาษา และการฟัง
  • กลีบข้าง (Parietal lobe) การรับรส และความรู้สึกจากการสัมผัส
  • กลีบท้ายทอย (Occipital lobe) ควบคุมการมองเห็น

    2. ออลแฟกทอรีบรัม (Olfactory bulb)

    ออลแฟกทอรีบรัมอยู่หน้าสุดของสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น ซึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สมองส่วนนี้จะมีขนาดเล็ก และไม่เจริญมากนัก

    3. ทาลามัส (Thalamus)

    ทาลามัสเป็นจุดศูนย์กลางในการถ่ายทอดกระแสประสาทไปยังสมองส่วนต่างๆ รวมถึงเป็นจุดรับรู้ และตอบสนองต่อความรู้สึกเจ็บปวดด้วย

   4. ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

   ไฮโปทาลามัสสร้างความสมดุลให้กับระบบการทำงานของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น

  • ควบคุมการทำงานของต่อมพิทูอิทารี
  • ผลิตฮอร์โมน
  • เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ
  • เกี่ยวข้องกับการปรับสมดุล น้ำ-แร่ธาตุ ในเลือด
  • ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
  • ควบคุมความรู้สึกหิว-อิ่ม
  • ควบคุมความต้องการทางเพศ
  • ควบคุมเรื่องการหายใจ
  • ดูแลเรื่องการนอนหลับและการตื่น

 

สมองส่วนกลาง (Midbrain)

สมองส่วนกลางเป็นส่วนที่รับส่งกระแสประสาทระหว่างสมองส่วนหน้าและสมองส่วนท้าย นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น การเคลื่อนไหวนัยน์ตา และการได้ยิน

 

สมองส่วนท้าย (Hindbrain)

ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ซีรีเบลลัม (Cerebellum) ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว และควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว
  • พอนส์ (Pons) เป็นส่วนที่อยู่ติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมการเคี้ยวอาหาร หลั่งน้ำลายและน้ำตา การเคลื่อนไหวใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้า การรับความรู้สึกของใบหน้า เช่น การสัมผัสและความเจ็บปวด หรือควบคุมการหายใจ
  • เมดัลลา (Medulla) เป็นส่วนที่อยู่ท้ายสุดติดกับไขสันหลัง เป็นทางผ่านของกระแสประสาท ควบคุมการทำงานของระบบประสาทเหนืออำนาจจิตใจ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร หรือการยืดและหดตัวของเส้นเลือด

 

ความผิดปกติของสมองที่พบได้บ่อย

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการตอบสนองด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ และการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ดังนั้น ความผิดปกติของสมองจึงมักส่งผลรุนแรงต่อร่างกาย ยกตัวอย่างความผิดปกติที่พบบ่อย เช่น

    1. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

    สาเหตุมักเกิดจากการมีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคอ้วน และความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตันและแข็งตัว จนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากรุนแรงอาจถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก

อาการที่เกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก หรือชาครึ่งซีก ไปจนถึงเป็นอัมพาต และอาจเสียชีวิตได้

    2. โรคอัลไซเมอร์ (Alzimer)

     เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองตามธรรมชาติ มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ ความจำเลอะเลือน เนื่องจากสมองส่วนดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ 

    3. สมองเกิดการกระทบกระเทือน

    สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ อาการที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนไหนถูกกระทบกระเทือน เช่น การสูญเสียการมองเห็น สูญเสียความทรงจำ ควบคุมการทรงตัวไม่ได้ จนถึงขั้นเป็นอัมพาต

   4. โรคสมองอักเสบ (Encephalitis)

    มักเกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส ทำให้เนื้อสมองเกิดความบาดเจ็บเสียหาย อาการที่พบได้ระยะแรกคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย

หากรักษาไม่ทันจะมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น สับสน มึนงง กล้ามเนื้อบางส่วนหมดความรู้สึก มีปัญหาด้านการพูด การได้ยิน ไปจนถึงขั้นหมดสติ

    5. โรคเนื้องอกในสมอง

 

    เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย ก้อนเนื้อในสมองที่มีขนาดใหญ่ แม้ไม่ใช่เนื้อร้าย ก็อาจไปกดทับเนื้อสมองส่วนข้างเคียง ทำให้เกิดอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น

  • ปวดศีรษะรุนแรง (โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนและช่วงกลางคืน)
  • อาเจียนอย่างควบคุมไม่ได้
  • การมองเห็นแย่ลง
  • เกิดอาการชา
  • แขนขาอ่อนแรง
  • ทรงตัวไม่ได้
  • เดินเซ
  • การเรียนรู้ถดถอย อาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถพูด อ่าน และเขียนได้
  • มีอาการชัก หมดสติกะทันหัน

 

การดูแลสมองให้มีประสิทธิภาพ

วิธีที่จะดูแลสมอง อวัยวะสำคัญซึ่งควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมีจำนวนเซลล์สมอง ประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ (โดยเฉลี่ยสำหรับวัยผู้ใหญ่) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

  • หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะการเรียนรู้ การอ่าน การฟัง และการคิด จะช่วยเพิ่มโครงข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทให้ซับซ้อนขึ้น ทำให้สามารถเชื่อมโยงความคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสมอง เช่น ปลา ไข่ ผักใบเขียว ใบแปะก๊วย และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ล้วนอุดมด้วยโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินหลายชนิด มีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของสมองและระบบประสาท
  • หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดส่งผลให้สมองขาดสมาธิ การตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ช้าลง ทำให้การเรียนรู้ขาดประสิทธิภาพ  นอกจากกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลให้สารเคมีในสมองผิดปกติ และยังทำให้คุณรู้สึกกระวนกระวาย นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้สมองไม่ปลอดโปร่ง สั่งการช้าลง และส่งผลเสียในระยะยาว เช่น ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า
  • ระมัดระวังไม่ให้สมองถูกกระทบกระเทือน สมองที่บาดเจ็บเสียหายจะส่งผลร้ายแรงต่อการดำรงชีวิต หากเกิดขึ้นแล้วมักแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้สมองกระทบเทือน เพื่อป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดตามมา

สมองเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จึงควรดูแลและบำรุงสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ เช่น หมั่นเรียนรู้ รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ที่สำคัญ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อจะได้รู้ว่า ต้องระมัดระวังสิ่งใด หรือร่างกายขาดสารอาหารอะไรไปบ้าง

 

อ้างอิง

ที่มา ; honestdocs

ความเห็นของผู้ชม