ค้นหา

โมเดลการเรียนรู้ในโลกหลังโควิด-19

        มีผู้รู้บางท่านบอกว่า การสร้างคนในโลกศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนจาก การศึกษาให้เป็น การ เรียนรู้ โดยเน้นการรังสรรค์ร่วมในกระบวนการเรียนรู้ จัดหลักสูตรการเรียนรู้ที่สอดรับกับความต้องการของ นักเรียนเป็นหลัก ควบคู่กับหลักสูตรมาตรฐาน เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้   

       ถึงกระนั้นก็ตาม การเรียนรู้อย่างเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้เป็นเพียงวิถี เป็น ตัวกลาง หรือเป็นเพียงเครื่องมือ การสร้างคนให้สามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขในโลกยุคหลังโควิดที่ทุกคน เรียกหาความเป็นอิสระแต่ต้องอิงอาศัยกันนั้น การเรียนรู้หรือ “Learning” อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จะต้องมี “Living” และ “Loving” ด้วย

        Living ตอบโจทย์ความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ผู้เรียนเรียกหาความเป็นอิสระมากขึ้น ในขณะที่ Loving ตอบโจทย์การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในท่ามกลางโลกที่ต้องอิงอาศัยกันมากขึ้น

       การเตรียมพร้อม เด็กให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์จึงอยู่ที่การออกแบบโมเดลการศึกษาที่สามารถผสมผสานและถักทอ Learning, Living และ Loving เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เริ่มด้วยจาก รักที่จะเรียนรู้ต่อด้วย รู้ที่จะเรียนจากนั้นจึงเป็นเรื่องของ เรียนรู้ที่จะรอดควบคู่กับ เรียนรู้ที่จะรัก

 

โมเดลกำรเรียนรู้ในโลกหลังโควิด-19

 

1. รักที่จะเรียนรู้ (Love to Learn)

       คนเกาหลีมีความเชื่อมานานแล้วว่า ความรู้คืออำนาจลัทธิขงจื๊อโดยตัวมันเองไม่ใช่ระบบความคิดที่ ทำให้ทันสมัย ลัทธินี้ปลูกฝังว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สังคมดีขึ้น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของคน เกาหลีสมัยใหม่ และภายหลังเมื่อปรากฏชัดว่าหนังสือขงจื๊อไม่เพียงพอในการพัฒนาชาติ ประชาชนเกาหลีใต้ หันไปค้นคว้าหนังสือตำรับตำราของญี่ปุ่นและตะวันตกอย่างจริงจัง

       ทำอย่างไรให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งจูงใจ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ การให้ คุณค่า การสร้างแบบอย่าง ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น  Plearn ( Play + Learn) หรือ Edutainment (Education + Entertainment) เป็นตัวอย่างแนวคิดที่พยายามผลักดันให้เกิด รักที่จะ เรียนรู้

        อย่างไรก็ดี  รักที่จะเรียนรู้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การสร้างบรรยากาศให้เกิด รักที่จะเรียนรู้เสมือนดาบสองคม ปล่อยเสรีมากไปก็ไม่ได้ คุมเข้มมากไปก็ไม่ดี ปัญหาหนึ่งของการศึกษาไทย คือ จากการที่ สื่อต่างๆ ตกอยู่ในมือของภาครัฐและเอกชนเพียงไม่กี่ราย ทำให้แหล่งเรียนรู้สำคัญนอกห้องเรียน นอกโรงเรียน และนอกระบบถูกครอบงำ แทรกแซงหรือถูกจำกัด การกระจุกตัวของสื่อส่งผลให้เนื้อหาของความรู้และแหล่ง เรียนรู้ส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างจะแยกส่วนอยู่แล้วยิ่งขาดความหลากหลาย โดยมุ่งเน้นผลิตซ้ำกระบวนการเรียนรู้ 

       ในเชิงนโยบาย การผลักดันให้เกิด รักที่จะเรียนรู้จะต้องสามารถตอบสองประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

        1) ในเชิงโครงสร้าง จะต้องสามารถหาจุดสมดุลระหว่าง โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ (Accessibility) กับ ระดับของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ (Selectivity)

         2) ในเชิงพฤติกรรม จะต้องสามารถหาจุดสมดุลระหว่าง ระดับการเปิดกว้าง (Openness) ให้เด็กเข้าถึง แหล่งเรียนรู้ กับ ระดับการเฝ้าติดตาม (Monitoring)

         วงจรการเรียนรู้ในโลกหลังโควิด การเรียนรู้ในโลกหลังโควิด ต้องสร้าง วงจรการเรียนรู้” (Learning Circle) ให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ

         การสำรวจสืบค้น” (Exploring) การฝึกนิสัยให้เด็กรัก การสำรวจสืบค้นจะเป็นการเปิด โอกาสให้เด็กท่องไปในโลกกว้างทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน รู้จักใช้จินตนาการ รังสรรค์ความคิดใหม่ๆ โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ นอกห้องเรียน” “นอกโรงเรียนและ นอกระบบ”  คู่ขนานไปกับ กระบวนการเรียนรู้ ในห้องเรียน” “ในโรงเรียนและ ในระบบที่มีอยู่เดิม 

          การทดลองปฏิบัติ” (Experimenting)  ให้เด็กเกิดความคิด และค้นหาทางเลือกใหม่ๆ เปิด โอกาสให้เด็กได้ลองถูกลองผิด สามารถกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลองทำ และกล้าที่จะผิดพลาด (Dare to Dream, Dare to Do, Dare to Fail) 

          การสร้างเสริมประสบการณ์” (Experiencing)  ฝึกให้มีการตัดสินใจด้วยตนเอง คิดเป็น โครงการเพื่อฝึกการสานฝันผลักดันความคิดให้เกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการฝึกฝน ปฏิบัติ และนำบทเรียนและประสบการณ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นๆ เด็กจะได้รู้จักสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ต้นแบบการดำเนินงาน (Best  Practices) และหากเป็นไปได้พัฒนาคิดค้นแนว ทางการดำเนินงานใหม่ (New Practices) ขึ้นมาเองจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

           การแลกเปลี่ยนแบ่งปัน” (Exchanging) เป็น การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความคิด ประสบการณ์ และข้อมูลข่าวสารกับผู้อื่น ด้วยการปลูกฝัง “Free Culture” ที่เน้น Free to Take และ Free to Share รวมถึงการท างานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นผ่านกิจกรรมต่างๆในรูปแบบต่างๆ อาทิ “Peer Production” และ “Creative Collaboration” การแลกเปลี่ยนแบ่งปันระหว่างกันดังกล่าว เป็นปฐม บทในการสร้างสังคมเกื้อกูลและแบ่งปันขึ้น

 

2. รู้ที่จะเรียน (Learn to Learn)

      ในขณะที่ รักที่จะเรียนรู้ตอบโจทย์ความชอบที่จะเรียนรู้ (Propensity to Learn) “รู้ที่จะเรียนจะเป็นเรื่องของรูปแบบวิธีการเรียนรู้ (Learning Approach)  

        ภายใต้กระแส Democratization of Information, Idea และ Innovation เด็กเผชิญกับสิ่งต่างๆ มากมายทั้งเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ มีคุณและเป็นโทษ เหมาะสมและไม่เหมาะสม รู้ที่จะเรียนจะเริ่มต้น จาก Learn Why to Learn และ Learn What to Learn ซึ่งจะบ่มเพาะให้เด็กมี Critical Thinking, Strategic Thinking และ Logical Thinking มีวิจารณญาณในการคัดกรองเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง ตามมาด้วย เรื่องของ Learn How to Learn, Learn When to Learn และ Learn Who to Learn from เพื่อฝึกให้เด็ก มี Realistic Thinking , Pragmatic Thinking และ Shared Thinking ในบางประเด็นที่เน้นหลักคิดหรือ หลักการ น ้าหนักของการเรียนรู้ก็จะอยู่ที่ Why/What to Learn ในบางประเด็นที่เน้นการปฏิบัติให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ น ้าหนักการเรียนรู้จะอยู่ที่ When/How/Who to Learn from เป็นสำคัญ แต่มีบางประเด็นซึ่งเป็น เรื่องละเอียดอ่อน อย่างกรณีเรื่องความเชื่อทางศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง หรือเรื่องเพศศึกษา นอกจาก Learn Why/What to Learn เป็นเรื่องสำคัญแล้ว เรื่อง Learn When/How/Who to Learn from ก็ถือเป็น เรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

3. เรียนรู้ที่จะรอด (Learn to Live)

     “รู้ที่จะเรียนทำให้เราได้ Learning Approach “เรียนรู้ที่จะรอดจะเป็นการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง Human Capacity ที่จะท าให้ผู้เรียนรู้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

       ในเชิงปรัชญา เรียนรู้ที่จะรอดเป็นเรื่องของการพัฒนา Human Capacityในแต่ละช่วงของชีวิต หากแบ่งชีวิตของคนเรานั้นออกเป็น 4 ช่วง

       ช่วงแรกของชีวิต ใฝ่ศึกษาเรียนรู้” (Study)

       ช่วงที่สองของชีวิต ประสบความสำเร็จในการทำงาน” (Success)

       ช่วงที่สามของชีวิต เป็นบุคคลสำคัญในสังคม” (Significance) และ

       ช่วงสุดท้ายของชีวิต ทำประโยชน์คืนกลับสู่สังคม” (Sacrifice)

การพัฒนา Human Capacity ในแต่ละช่วงของชีวิต

      ประเด็นคือ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้จังหวะจะโคนในแต่ละช่วงของชีวิตได้อย่างไร ทั้งในลักษณะของ ศิลปะในการใช้ชีวิตและความรู้ในการใช้ชีวิต (Art & Science of Living) จะได้ใช้ชีวิตที่เติมเต็มและอยู่อย่างมี ความหมาย

         ในโลกหลังโควิด การเรียนรู้ที่จะรอดเป็นเรื่องของการพัฒนา Human Capacity เพื่อนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้บริบทและสภาวะแวดล้อมที่มีเงื่อนไขที่แตกต่าง อาทิ

         การเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกันในโลกเชิงซ้อน (Multiple Realities)

         การเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันหรือทำงานภายใต้ภาวะความไม่รู้ (Not-Knowing Zone)

         การเรียนรู้ในการเผชิญภัยคุกคามร่วม (Global Commons)

         การเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันภายใต้ภาวะที่มีความขัดแย้งรุนแรง (Hyper-Conflict)

 

4. เรียนรู้ที่จะรัก (Learn to Love)

      เรียนรู้ที่จะรอด ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกหลังโควิดได้อย่างเป็นอิสระ แต่การเน้น เรียนรู้ ที่จะรอดเพียงอย่างเดียวอาจเป็นอันตรายได้ เพราะจะมีแต่การเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่งชิงดีกัน จำเป็นที่ จะต้องเติมเต็ม เรียนรู้ที่จะรอดด้วย เรียนรู้ที่จะรักเพราะ         

      เรียนรู้ที่จะรัก ทำให้เราใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ในท่ามกลางโลกหลังโควิดที่ต้องมีการอิงอาศัยกันมากขึ้น

       เรียนรู้ที่จะรอดและ เรียนรู้ที่จะรัก ต้องเดินคู่กันไป จึงจะทำให้ ประโยชน์สุขและ ปกติ สุขเกิดขึ้นพร้อมกัน กลไกการทำงานของ เรียนรู้ที่จะรอดและ เรียนรู้ที่จะรักเปรียบเสมือนเบรกและ คันเร่งในรถยนต์

การเรียนรู้ที่จะรอด กับ การเรียนรู้ที่จะรัก

 

     เราจะสอนให้เด็กมีศิลปะการใช้เบรกและคันเร่งอย่างไร จึงจะไปตลอดรอดฝั่ง ใช้เบรกอย่างเดียวก็ไป ไหนไม่ได้ ใช้คันเร่งอย่างเดียวก็อันตรายอาจกู่ไม่กลับ รู้ว่าเมื่อไรจะใช้เบรก เมื่อไรจะใช้คันเร่ง เป็นความพอดี เป็นความงามเป็นความลงตัว 

       เรียนรู้ที่จะรัก จึงเป็นเรื่องของ Human Affinity เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะ อยู่ร่วมกับคนทั้ง โลก” (Human Togetherness) ในบริบทของปัจเจกบุคคล เรียนรู้ที่จะรักนำพาสู่การเป็นพลเมืองที่ดี ของโลก  ในบริบทขององค์กร เรียนรู้ที่จะรักนำพาสู่การเป็นองค์กรที่ดีของโลก

       จิตสำนึกต่อโลกครอบคลุมถึงเรื่องระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติด้วย โดยการ คิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว คิดเพื่ออนาคตลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป มากกว่า ผลประโยชน์ของตัวเอง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก ความพยายามเอาชนะธรรมชาติมาสู่ การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุลและจาก ความพยายามแข่งขันเอาชนะคนอื่นมาสู่ การอยู่ ร่วมกันกับประชาคมโลกอย่างเป็นปกติสุข

       ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เป็นอยู่ในสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกทุกวันนี้ มีสาเหตุมาจาก การขาดจิตสำนึกในคุณธรรมจริยธรรม ปราศจากความมั่นคงที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และไม่ยอม ศิโรราบต่อสิ่งที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่มีผลประโยชน์ส่วนรวมทับซ้อนอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัว  การขาดจิตสำนึกดังกล่าว ก่อให้เกิดความสับสนทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ แสดงออกของผู้คนในสังคม จะเป็น พลเมืองที่เฉื่อยชา” (Passive Citizen) ที่ขาดความคิด อุดมการณ์เพื่อ ส่วนรวม ในทางกลับกัน การมีจิตสำนึกดังกล่าว จะทำให้ผู้คนในสังคมเป็น พลเมืองที่ตื่นตัว” (Engaged Citizen) ที่มีความคิด อุดมการณ์เพื่อส่วนรวม เปิดใจกว้าง มีความกระตือรือร้น และมีความคิดอ่านที่อยากจะ ทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศชาติ รวมถึงการเป็น Good Global Citizen ที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับประชาคมโลก

       ในโลกหลังโควิด ต้องปลูกฝังภาวะ การนำทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองให้เกิดขึ้นกับ เยาวชนและคนไทยภายใต้บริบท การเรียนรู้ที่จะรอดและ การเรียนรู้ที่จะรักการเรียนรู้เรื่องภาวะความ เป็นผู้น าไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนรู้ยุทธวิธีในการแข่งขันแบบ เห็นแก่ตัวเพื่อช่วงชิงอำนาจและไต่เต้าสู่การ เป็นผู้นำ หากหมายถึงการเรียนรู้ที่จะพัฒนาบุคลิกนิสัย ความคิดอ่าน คุณค่า และพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการมีวินัยกับตนเอง เคารพตนเอง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำไม่ ควรทำ รู้จักประเมินตัวเองว่ามีจุดเด่นจุดด้อยอะไร สามารถทำเรื่องอะไร ได้มากน้อยแค่ไหน กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ ท าผิดแล้วรู้จักยอมรับผิด แพ้แล้วยอมรับการแพ้ด้วยน้ำใจนักกีฬา รู้จักการสรุปบทเรียนเพื่อ แก้ไขปรับปรุงตนเองใหม่ได้ ที่สำคัญ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักการเป็นผู้ตามที่ดีด้วย

 

ที่มา ; สุวิทย์ เมษินทรีย์

ดาวน์โหลดอีบุ๊คในเรื่องนี้ได้ที่ https://bit.ly/2XRlC7b

ความเห็นของผู้ชม