ค้นหา

6 มาตรการชี้ชัดการศึกษาพื้นฐานในยุคโควิด-19 ควรโกออนอย่างไร

เมื่อ วิกฤตโควิดทำให้การเรียนหยุดชะงัก จะเสริมการเรียนรู้ด้วย เทคโนโลยีการศึกษาอย่างไรให้สร้างสรรค์และเท่าเทียม

ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 กับภาคการศึกษาที่หนักที่สุด นั่นคือ การทำให้เกิดภาวะหยุดชะงักของการเรียนรู้ เพราะรายงานจาก UNESCO ระบุชัดว่าตั้งแต่เชื้อไวรัสเริ่มระบาดในประเทศจีนปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน รัฐบาล 191 ประเทศทั่วโลก ประกาศปิดสถานศึกษาทั้งประเทศ มีผู้เรียนได้รับผลกระทบกว่า 1.5 พันล้านคน (มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้เรียนทั้งหมด) โดยส่วนใหญ่ เครื่องมือหลักที่ใช้ผ่อนหนักให้เป็นเบาในภาวะนี้ คือ เทคโนโลยีการศึกษา

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การระบาดเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยในช่วงต้นเดือนเมษายน  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เลื่อนวันเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 ไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563

ตั้งแต่นั้นมา ไทยจึงมีโอกาสทบทวนบทเรียนจากต่างประเทศเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับมาตรการป้องกันการระบาด พร้อมกับเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนได้รับผลกระทบจากรูปแบบการเรียนที่เปลี่ยนไป

มาในวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ที่เด็กไทยจำเป็นต้องหยุดเรียนรู้ในโรงเรียนแบบปกติ แล้วมาอาศัยการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ปรับเอา เทคโนโลยีการศึกษา หลายรูปแบบมาใช้เพื่อเสริมให้การเรียนการสอนออนไลน์นั้นเข้าถึงและกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กให้ได้มากที่สุด

เพื่อระดมสมองบุคลากรการศึกษาของประเทศ มาชี้แนะวิธีการเลือกใช้เทคโนโลยีเสริมการเรียนรู้ ในยุคที่วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ยังไม่คลี่คลาย TDRI Facebook Live ได้เผยแพร่งานเสวนาออนไลน์ เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างไร ให้เสริมการเรียนรู้ เมื่อต้องอยู่กับ COVID-19”  จัดโดย 20ed.school เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันระดับประเทศ ที่จัดเสวนาออนไลน์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

รู้ทันผลของการปิดโรงเรียนเพราะวิกฤตโควิด-19 แรงกระเพื่อมที่ทำให้การศึกษาโลกสั่นสะเทือน

ที่ผ่านมา มาตรการกึ่งปิดเมือง (Semi-lockdown) และ มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) คือ มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลหลายประเทศใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ด้วยมาตรการที่กล่าวมานี้ จึงทำให้โรงเรียนต้องถูกปิดไปด้วย เพื่อลดช่องทางการแพร่เชื้อไวรัส

วิทยากรบนเวทีเสนาออนไลน์ครั้งนี้ ได้หยิบยกเอางานวิจัยศึกษาผลของการปิดโรงเรียนในประเทศจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ประกอบกับบทเรียนในอดีตเมื่อครั้งเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส SARs ชี้ชัดว่า การปิดโรงเรียนอย่างเดียวส่งผลน้อยมากต่อการลดจำนวนของผู้ติดเชื้อ เมื่อเทียบกับมาตรการอื่น

และเมื่อมาพิจารณาความเท่าเทียมของเด็กนักเรียนทั่วโลก ที่จะเข้าถึง เทคโนโลยีการศึกษา ในยุคโควิด-19 ก็พบว่า มีเด็กนักเรียนเกินครึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือในการเรียนออนไลน์ได้

หากอ้างอิงตามรายงานของธนาคารโลก ได้ชี้ให้เห็นถึงแง่มุมที่สะท้อนให้เห้ฯถึงความไม่เท่าเทียมในสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าสถานการณ์ปิดโรงเรียนจะส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่เสียโอกาสในการเรียนรู้ โดยเฉพาะนักเรียนในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีรายได้มากพอที่จะนำมาใช้สนับสนุนการเรียนของบุตรหลานเพิ่มเติม

ซ้ำร้ายการปิดโรงเรียนอาจผลักให้นักเรียนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตเด็กในระยะยาวด้วย

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็น คือ การวางแนวทางเปิดโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้ไปโรงเรียนอีกครั้ง โดยให้สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางด้านสาธารณสุขและมาตรการทางสังคมอย่างเคร่งครัดในโรงเรียน

ใช้ เทคโนโลยีการศึกษา เรียนทางไกลตอบโจทย์การเรียนยุคโควิดได้ แต่เด็ก นร.ต้องเข้าถึงเครื่องมือได้อย่างเท่าเทียม

มาถึงเครื่องมือที่หลายประเทศใช้ เพื่อทำให้การศึกษาภาคปกติไม่หยุดชะงักในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่บนเวทีเสวนาออนไลน์นี้ได้กล่าวถึง คือ การสอนทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการสอนออนไลน์ผ่าน Massive Open Online Courseware (MOOC) หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ครูสอนในห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) หรือใช้การถ่ายทอดการสอนผ่านสัญญาณโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กเรียนต่อที่บ้านได้ขณะปิดโรงเรียน

แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เด็กนักเรียนทุกคนจะสามารถเข้าถึง เทคโนโลยีการศึกษา ในรูปแบบที่กล่าวมาได้ทั้งหมดอย่างเท่าเทียม เพราะเด็กในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางถึงยากจนย่อมเสียเปรียบ ด้วยเหตุผลที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลที่บ้าน

ยิ่งถ้าโฟกัสไปที่การเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เด็กจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่จากบุคลาการการศึกษาตัวจริง อย่าง ครู การเรียนที่บ้านจึงเป็นการผลักภาระให้ผู้ปกครอง อาจทำให้เหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้นหากผู้ปกครองไม่มีความพร้อมในการช่วยเหลือบุตรหลานของตนในการเรียน

ดังนั้น ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่ไม่มีความพร้อมเสียโอกาส รัฐบาลของหลายประเทศได้จัดหาอุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าว

         ยกตัวอย่างรัฐบาลฮ่องกงให้โรงเรียนสำรวจความพร้อมนักเรียน และจัดหาคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนยืมเรียน ด้านรัฐนิวยอร์กก็เตรียม iPad พร้อมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนยืมกว่า 3 แสนเครื่อง และรัฐแคลิฟอร์เนียร่วมมือกับบริษัท Google จัดหา Chromebooks และ Mobile Hotspot ให้นักเรียน รวมทั้งออกคู่มือให้ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือเด็กในการใช้อุปกรณ์

แต่เมื่อมาพิจารณาในบริบทของการศึกษาประเทศไทย ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในการเรียนทางไกลค่อนข้างสูง

หากอ้างอิงข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) พบว่า สัดส่วนของครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติยังสะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำสูงในการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัล โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีฐานะยากจน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ามีนักเรียนกว่า 8 หมื่นคน อยู่ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 

ดังนั้น เพื่อให้การศึกษาในช่วงวิกฤตโควิด ที่ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไปนี้ รัฐบาลต้องสำรวจความพร้อมของครัวเรือนเด็กควบคู่กันไปด้วย กอปรกับต้องมีมาตรการที่หลากหลายเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงการเรียนทางไกลของเด็กที่มีสภาพความขาดแคลนแตกต่างกัน

มาตรการชี้ชัดการศึกษาพื้นฐานในยุคโควิด-19 ควรโกออนอย่างไร?

จากบทเรียนที่เวทีเสวนาออนไลน์ที่จัดโดย 20ed.school ถกกันข้างต้น นำมาซึ่งข้อแนะนำในว่ารัฐบาลไทยควรมีมาตรการเปิด-ปิดโรงเรียนให้สอดรับกับความรุนแรงของการระบาดของโรค มีความยืดหยุ่นในแต่ละพื้นที่ และใช้มาตรการด้านอื่นควบคู่ในกรณีเปิดโรงเรียน

นอกจากนี้ ควรเร่งสำรวจความพร้อมในการเข้าถึงการเรียนทางไกลของเด็ก เพื่อเตรียมอุปกรณ์หรือสื่อการเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของครอบครัวเด็กที่แตกต่างกัน โดยต้องวางมาตรการ 6 ด้านนี้และขับเคลื่อนให้บรรลุผลด้วย

หนึ่ง : กำหนดมาตรการเปิด-ปิดโรงเรียนให้สอดคล้อง และยืดหยุ่นตามความรุนแรงของการระบาดของไวรัสโควิด-19

วางแนวทางให้พื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องปิดโรงเรียน และให้เด็กเรียนทางไกลที่บ้านจนสถานการณ์ลดความรุนแรงลงจนสามารถกลับมาเปิดโรงเรียนได้  

ส่วนในพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประปราย หรือไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ให้พิจารณาเปิดโรงเรียนได้ภายใต้ข้อจำกัดความพร้อมของห้องเรียน และความพร้อมในการเรียนทางไกลของเด็ก

ทั้งนี้ควรกำหนดให้แนวทางการเปิด-ปิดโรงเรียนยืดหยุ่นตามสถานการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในกรณีที่สถานการณ์ระบาดรุนแรงขึ้น และสถานการณ์ผ่อนคลายลง

สอง : ลงมือ ปรับ เปลี่ยน สร้าง ห้องเรียนปลอดภัย ห่างไกล โควิด-19”

กำหนดแนวทางให้โรงเรียนทุกแห่งสำรวจความพร้อมของห้องเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการ ควรประสานงานกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยากำหนดลักษณะของห้องเรียนที่เหมาะสม

อย่างการจัดระยะห่างระหว่างนักเรียนอย่างน้อย 1 เมตร หรือการมีอากาศหมุนเวียนอย่างน้อย 10 เท่าของปริมาณอากาศในห้องเรียน

และเพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งประเมินความพร้อมด้านกายภายของตน กระทรวงศึกษาธิการควรสื่อสารอย่างชัดเจน โดยกำหนดแนวทางที่อิงกับแบบแปลนอาคารเรียนมาตรฐาน หรือในกรณีที่โรงเรียนไม่ได้ใช้แบบแปลนมาตรฐาน ควรแจ้งให้โรงเรียนทราบถึงมาตรฐานของการระบายอากาศอย่างชัดเจน

สาม : สำรวจความพร้อมการเรียนทางไกลของเด็ก เพื่อประเมินความเสี่ยง

กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานต้นสังกัดโรงเรียน ควรประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลพื้นฐานครัวเรือนนักเรียนมาบูรณาการร่วมกันเพื่อจัดกลุ่มตามระดับความเสี่ยงในการเข้าถึงการเรียนทางไกล

โดยให้แบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ หนึ่ง กลุ่มที่มีความพร้อม มีอุปกรณ์ดิจิทัลพร้อมอินเทอร์เน็ตที่บ้าน สอง กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ เด็กที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน แต่เข้าถึงไฟฟ้าได้ และ สาม กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็กที่ไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน และไม่มีไฟฟ้าใช้ 

ทั้งนี้ ควรใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความพร้อมของผู้ปกครองด้วย เช่น เป็นเด็กอยู่กับพ่อแม่หรือไม่ เพื่อวางแผนให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ครอบครัวที่ผู้ปกครองไม่พร้อมสนับสนุนบุตรหลานในกรณีที่ต้องเรียนที่บ้าน

        ส่วนในกรณีพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประปราย และพื้นที่ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โรงเรียนควรเปิดการเรียนการสอนตามปกติ หากมีห้องเรียนพร้อมรองรับนักเรียนทุกคน โดยยังสามารถรักษาระยะห่างได้ 

สี่ : จัดเตรียมอุปกรณ์ให้แก่นักเรียนที่มีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสจากการเรียนทางไกล

ในกรณีโรงเรียนต้องปิดเพราะพื้นที่มีการระบาดรุนแรง หรือโรงเรียนที่ไม่สามารถจัดชั้นเรียนในห้องเรียนแก่เด็กทุกคนได้ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานต้นสังกัดควรจัดเตรียมอุปกรณ์ รวมทั้งสื่อการเรียนการสอนแก่เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยงสูงก่อน

อย่างการจัดเตรียมแท็บเล็ต (Tablet) พร้อมเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ให้ยืมเรียน แก่เด็กที่ขาดแคลนอุปกรณ์ที่บ้าน แต่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนออนไลน์ได้ และจัดเตรียม สื่อแห้ง ในรูปชุดสื่อการเรียนรู้ (Learning Packages) สำหรับเด็กที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้

ห้า : ใช้มาตรการทางสาธารณสุข และมาตรการทางสังคมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ในโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนและสามารถจัดการสอนได้ หรือใช้การสอนแบบผสม ควรบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดตาม แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” ที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับองค์กร UNICEF อย่างเคร่งครัด

เช่น ไม่ให้นักเรียน ครู หรือเจ้าหน้าที่ที่เจ็บป่วยมาโรงเรียน กำหนดให้มีการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ รณรงค์ส่งเสริมให้สวมใส่หน้ากากอนามัย

หก : สื่อสารให้ผู้ปกครองทราบความจำเป็นของมาตรการเปิด-ปิดโรงเรียน

ให้คู่มือสนับสนุนเด็กสำหรับการเรียนทางไกล พร้อมกับแจ้งให้ผู้ปกครองทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางการเปิด-ปิดโรงเรียน อย่างไร เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้ 

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการควรจัดทำคู่มือสำหรับผู้ปกครองสำหรับสนับสนุนบุตรหลานในกรณีเรียนที่บ้าน เช่น วิธีการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเรียนออนไลน์ แนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น หรือ คู่มือการใช้สื่อการเรียนรู้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาออนไลน์นี้ ยังเน้นย้ำไปที่การเปิด-ปิดโรงเรียนเป็นเพียงมาตรการหนึ่งเพื่อตอบโจทย์ การศึกษาต้องปรับตัวอย่างไรในช่วงสถานการณ์ โควิด-19” เพื่อให้เด็กกลับมาเรียนตามปกติให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น

แต่หัวใจสำคัญต้องมองไปถึงผลลัพธ์ ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กสามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่อาจต้องเรียนที่บ้านช่วงหนึ่ง แล้วสลับกลับมาเรียนตามปกติภายหลังสถานการณ์ระบาดลดความรุนแรงลง

นอกจากนั้น วิกฤตครั้งนี้ยังเป็นเหมือนการส่งสัญญาณกับบุคลากรการศึกษาทั่วโลกว่า จะทำอย่างไรถึงจะปฏิรูประบบการศึกษาทั้งระบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่ต่อไปจะซับซ้อนมากขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย


ที่มา : เสวนาออนไลน์ เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างไร ให้เสริมการเรียนรู้ เมื่อต้องอยู่กับ COVID-19” จัดโดย 20ed.school เผยแพร่ทาง TDRI Facebook Live

ที่มา ; www.Salika.co

ความเห็นของผู้ชม