ค้นหา

5 เทคนิคการจำสิ่งที่อ่านไม่ให้ลืม เทคนิคที่เด็กมหาลัยใช้กันก่อนสอบ

การลืมอาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน อ่านเยอะก็ลืมเยอะ อ่านน้อยก็ลืมน้อย ถ้าไม่อ่านก็ไม่ลืมเลย แต่คงไม่มีความรู้

แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะจำที่อ่านได้ ??? 

ใครอาศัยการอ่านในการเรียนรู้อย่างนักเรียน นักศึกษา หรือใครที่การงานเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าและต้องอ้างอิงข้อมูลจากสิ่งที่อ่านเยอะๆ มี 5 เทคนิคง่ายๆในการจดจำสิ่งที่อ่านนำมาฝากที่เด็กมหาวิทยาลัยเขาใช้กันก่อนสอบ

 

1. อ่านไปจดโน๊ตไปด้วย

ในหนังสือ Managing Oneself ของ Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารธุรกิจยุคใหม่ผู้ล่วงลับเคยกล่าวไว้ว่า คนเรามีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป บ้างผ่านการฟัง การอ่าน การพูด เราจึงได้ประโยชน์จากการใช้หลายวิธีในการผสานกันในการเรียนรู้

ในขณะที่เราขีดเส้นใต้ วงคำศัพท์บางคำที่ไม่รู้ หรือแม้กระทั่งสรุปทั้งย่อหน้ามาเป็นประโยคสั้นๆ ด้วยความเข้าใจของเราเอง จะเปิดช่องว่างให้สมองของเราได้มีเวลาตีความ ถอดความหมาย คิด สังเคราะห์ตัวหนังสือเหล่านั้น

ย่อหน้าเดียวกัน ให้คนสิบคนอ่านจึงตีความได้สิบทิศทาง ยิ่งผู้อ่านพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่เข้ากับสิ่งที่รู้เดิมอยู่แล้วได้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจดจำมันได้มากเท่านั้น

 

2. ตั้งคำถามกับสิ่งที่อ่าน

ตอนยังเด็กเรามักคิดว่าถ้อยความในหนังสือเป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องทุกอย่างทุกประการ ไม่มีความจำเป็นใดที่จะตั้งคำถามหรือโต้แย้งกับมัน

กาลเวลาผันผ่านมาถึงปีปัจจุบัน ในโลก social media ที่ทุกคนสามารถผลิต content ได้นั้น พวกเราเริ่มตระหนักดีแล้วว่า วิจารณญาณ ในการเสพข้อมูลสำคัญเพียงใด

หากเป็นหนังสือวรรณกรรมหรือนิยาย (Fiction) เราอาจถามตัวเองว่า อะไรคือเบื้องหลังที่ตัวละครตัดสินใจแบบนี้” “ถ้าเจอสถานการณ์เดียวกันเราจะตัดสินใจเหมือนหรือแตกต่างออกไปบ้าง

หากเป็นหนังสือความรู้หรือสารคดี (Non-Fiction) เราอาจถามว่า ใจความสำคัญของย่อหน้านี้คืออะไร” “ข้อเท็จจริงเหล่านี้อธิบายสิ่งที่เราเจอรอบตัวอยู่ทุกวันได้อย่างไรบ้าง

การตั้งคำถามในสิ่งที่อ่านไม่เพียงแต่ช่วยคัดกรอง ความคิดเห็น และ ข้อเท็จจริง ออกจากกัน แต่มันยังช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้อย่าง ซึมลึก และลืมได้ยากมากขึ้นเท่านั้น

 

3. กวาดสายตาดูภาพรวมและหัวข้อใหญ่ ๆ

ในบทความ 8 Tips To Remember What You Read ที่เขียนโดยนักประสาทวิทยาสมอง Dr. Bill Klemm ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเห็นโครงสร้างภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดก่อนเริ่มอ่านเจาะรายละเอียดจะช่วยให้เรากักเก็บรายละเอียดของข้อมูลไว้ในความทรงจำได้มากขึ้น

แทนที่เราจะอ่านเป็นเส้นตรงจากหน้าแรกไปหน้าสุดท้ายเราสามารถที่จะพลิกดูที่สารบัญเป็นอันดับแรก

ในแต่ละบทเราสามารถควานหาใจความหลักใหญ่ และอ่านแสกนผ่านแบบเร็วๆ หากเจอประโยคไหนที่สำคัญ ที่คอยสนับสนุนหรือโต้แย้งตีมใหญ่ของเรื่องก็สามารถ hightlight เก็บไว้ให้เด่นชัด 

การแสกนอ่านแบบนี้ก็คล้ายกับเทคนิคการอ่านล่วงหน้าเวลาเรียนหนังสือ เราอ่านเรื่องที่อาจารย์จะสอนไปล่วงหน้า และเข้าคลาสเรียนซ้ำอีกครั้งในหัวข้อเดียวกัน

การเห็นภาพรวมก่อนลงขุดรายละเอียดในสนามจริงจะทำให้เราเก็ทไอเดียว่าต้องมองหาหรือคาดหวังในประเด็นไหนบ้าง

เมื่อเข้าใจมากขึ้น จับประเด็นได้ดีขึ้น ก็ย่อมจดจำได้มากขึ้นตามมานั่นเอง

 

4. นำสิ่งที่อ่านไปเล่าให้คนอื่นฟัง

หนึ่งในเทคนิควิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดบนโลกมีชื่อว่า ‘The Feynman Technique’ ซึ่งใจความหลักของมันสามารถสรุปออกมาได้ด้วยประโยคเดียวโดยฝีปากของอัจฉริยะตลอดการอย่างไอสไตน์ที่ว่า

ถ้าคุณเองยังอธิบายมันออกมาแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ แสดงว่าคุณเองนั่นแหละยังไม่เข้าใจในเรื่องนั้นดีพอ

เมื่อลองกลับประโยคดูจะได้ว่า 

ถ้าคุณอยากจะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างให้ถ่องแท้ ก็ลองพยายามอธิบายมันออกมาเป็นภาษาง่ายๆ ดูสิ

อยากเก่งต้องไม่หวงความรู้

ครั้งต่อไปที่คุณเรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ ลองนำมันไปเล่าหรืออธิบายให้คนรอบตัวฟังในระหว่างการเล่าการถามตอบเหล่านั้นคุณจะเริ่มเห็น ช่องว่างของความรู้ ในตัวเองที่ยังต้องการเติมเต็มคุณจะได้รับคำถามที่ทำให้รู้ว่าเรายังเข้าใจมันได้ไม่ดีพอ

เมื่อเรา 
ยอมรับในความไม่รู้ ของตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับไปอ่านทำความเข้าใจเหล่านั้นใหม่ เมื่อช่องว่างเหล่านั้นได้รับการเติมเต็ม ข่ายใยประสาทแห่งความรู้ความเข้าใจจะแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

หากอ่านคุณอาจลืม แต่ถ้าเข้าใจ มันจะติดสมองของเราไปจนวันตาย

 

5. อ่านจากหนังสือกระดาษ

มีหลายงานวิจัยที่มายืนยันแนวคิดนี้โดยทำขึ้นในปี 2013 โดย Anne Mangen ที่มหาวิทยาลัย University of Stavanger มีการแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม เช่นเคย นั่นก็คือกลุ่มที่ให้อ่านจากหนังสือเล่ม และกลุ่มที่อ่านเป็นไฟล์ pdf ในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นก็ให้ทำการทดสอบความเข้าใจ

แต่ที่น่าสนใจคือระหว่างการทดสอบจะให้ดูเนื้อหาเหล่านั้นไปด้วยได้ระหว่างการทดสอบ

กลุ่มอ่านจากหนังสือก็เปิดหนังสือ กลุ่ม pdf ก็อ่านจากคอมพิวเตอร์

ผลปรากฎว่ากลุ่มที่อ่านจาก pdf ทำคะแนนได้ย่ำแย่กว่ากลุ่มที่อ่านจากหนังสือนิดหน่อย (นี่ขนาดว่าเปิดเนื้อหาสอบได้ ยังมีส่วนต่างของคะแนน)

ผู้วิจัยได้สรุปผลการทดลองว่า ถึงแม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะเปิดเนื้อหาดูได้ระหว่างสอบ แต่ก็ยังมีส่วนต่างของคะแนนอาจเป็นเพราะว่ากลุ่มที่อ่านจาก pdf จะมีความยากลำบากจากการค้นหาข้อมูลที่ต้องการเพื่อนำมาตอบข้อสอบได้ยากกว่ากลุ่มที่อ่านจากหนังสือเล่ม

ด้วยธรรมชาติของการอ่านแบบดิจิตอลที่มีข้อความเรียงยาวตั้งแต่ต้นจนจบเป็นแถบยาวเหมือนไม่สิ้นสุดทำให้สมองของเราเกิดความรู้สึก “หลง ใน ตำแหน่งแห่งหน

อ่านมายาวเท่าไหร่แล้ว เราอยู่ในหัวข้อย่อยอะไร จะจบประเด็นส่วนเนื้อหาที่อ่านแล้วขึ้นเรื่องไหม่ที่ไหน ไม่มีหน้าซ้ายขวา บนล่างเป็นตัวอ้างอิง

ในขณะที่ถ้าเป็นหนังสือเล่มเราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ด้วยมือของเราเอง จะเปิด จะพลิก จะเปลี่ยนหน้า ด้วยความง่ายของการ สำรวจ เนื้อหาเหล่านี้ ทำให้เราแยกแยะส่วนเริ่มส่วนจบของเนื้อหาแต่ละประเด็นได้อย่างชัดเจน

ทำให้เราเชื่อมโยงความเข้าใจและภาพในหัวเข้ากับส่วนต่างๆของหนังสือได้อย่างเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับการทำงานของสมองได้มากขึ้น ทำให้เรามีพลังงานไปโฟกัสกับเนื้อหา เข้าใจและจำมันได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา ; SE-EDNews

ความเห็นของผู้ชม