ค้นหา

แต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงมิชอบต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

 เมื่อมีการกล่าวหาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัย กฎหมายบัญญัติให้อำนาจดุลพินิจแก่ผู้บังคับบัญชา หากพิจารณาในเบื้องต้นเห็นว่า กรณีมีมูลเพียงพอ ที่จะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้ ผู้บังคับบัญชามีอำนาจออกคำสั่งได้โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจริง

แต่ก็มิได้หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาจะใช้อำนาจดุลพินิจนั้นอย่างไรตามอำเภอใจก็ได้ โดยเฉพาะการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการคนใด เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชา ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกัน มิให้ผู้ใดอาศัยช่องทางของกฎหมายในการกลั่นแกล้งข้าราชการ เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น

เพราะแม้คำสั่งดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของข้าราชการคนนั้นโดยตรงก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวก็อาจเป็นฐานที่มาในการออกคำสั่งอื่น ๆ ที่กระทบสิทธิของข้าราชการผู้นั้นได้

ด้วยเหตุนี้ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าวว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่ให้อำนาจหรือไม่ กล่าวคือ ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบได้ว่า การที่ผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการผู้ใด โดยอาศัยเหตุว่ากรณีมีมูลเพียงพอที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการผู้นั้น เป็นไปโดยสุจริต หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาเป็นไปโดยไม่สุจริต หรือไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอแล้ว ก็เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้

ข้อเท็จจริงปรากฎว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดี ได้รับหนังสือร้องเรียนผู้ฟ้องคดีจำนวน 3 ฉบับ จาก ท. ซึ่งเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก และมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกันหลายหน่วยงาน ประกอบกับผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน และเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามหนังสือร้องเรียนและเอกสารประกอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ความชัดเจนในเรื่องที่ร้องเรียนเสียก่อนว่า #มีมูลเพียงพอ ที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แต่กลับดำเนินการไปด้วยความรวดเร็วผิดปกติ โดยใช้ระยะเวลาเสนอเรื่องเพียงวันเดียวหลังจากได้รับหนังสือร้องเรียน นอกจากนี้ หลังจากมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จนกระทั่งผู้ฟ้องคดีเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นเวลาถึง 7 เดือน ก็ไม่อาจดำเนินการสอบสวนเรื่องที่กล่าวหาผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จได้ และต่อมาอีกประมาณ 2 ปี 3 เดือน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ยุติการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟ้องคดี
อันแสดงให้เห็นโดยปริยายว่า หนังสือร้องเรียนของ ท. ยังไม่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีได้  ฉะนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาศัยหนังสือร้องเรียนดังกล่าวออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งโดยไม่ชอบตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามศาลเห็นว่า เมื่อคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเป็นเพียงกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อกล่าวหาเพื่อนำไปสู่คำสั่งลงโทษทางวินัยอันเป็นคำสั่งทางปกครอง  ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จึงยังไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี
 และเป็นเพียงขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายฯ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แม้เป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่การออกคำสั่งดังกล่าวจะต้องเป็นการใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของความมีอยู่จริง และความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่จะนำมาประกอบในการใช้ ดุลพินิจตัดสินใจ เมื่อเหตุที่มีคำสั่งย้ายดังกล่าวสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การออกคำสั่งย้ายดังกล่าวจึงเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันกับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน แต่เมื่อคำสั่งย้ายดังกล่าวได้สิ้นผลไปแล้วโดยผลของคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน ศาลจึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดีดังกล่าว

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดด้วย ซึ่งศาลเห็นว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดี เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในตำแหน่ง จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

สำหรับคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นการนำข้อเท็จจริงจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้เป็นฐานในการออกคำสั่ง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

เมื่อการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน กระทำในฐานะที่เป็น ข้าราชการฝ่ายบริหาร โดยใช้อำนาจในขอบภาระหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ภายใต้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ส่วนการออกคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดีให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าอยู่ภายใต้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด กระทรวงการคลังจึงต้องรับผิด ในผลแห่งละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในกรณีดังกล่าว แต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องกระทรวงการคลังเพื่อให้ร่วมรับผิดด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยลำพัง 

คลิกดาวน์โหลด กรณีศึกษา >>>

ความเห็นของผู้ชม