ค้นหา

สมองกับพัฒนาการทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

มนุษย์เรามีสมองเป็นอวัยวะที่โดดเด่นมากที่สุดของร่างกาย  สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ก้านสมอง (Brain Stem) สมองน้อย (Cerebelium) และสมองใหญ่ (Cerebrum) ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

      1. ก้านสมอง เป็นศูนย์ควบคุมการหายใจ มีเครือข่ายระบบประสาทที่เกี่ยวกับการหลับ ตื่น เป็นที่อยู่ของประสาทสมองที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ใบหน้า ลิ้น กล่องเสียง การกลืน

       2. สมองน้อย ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลการเคลื่อนไหว การกะระยะ การประสานให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ละเอียด และแม่นยำของกล้ามเนื้อแขนขา

       3. สมองใหญ่ แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ

     3.1 สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) มีหน้าที่เกี่ยวกับการคิด วางแผน ตัดสินใจ สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา

     3.2 สมองส่วนกลาง (Parietal Lobe) ทำงานเกี่ยวกับการรับรู้และแปลผลข้อมูลที่มาจากประสาทสัมผัสที่มาจากแขน ขา ลำตัว และผิวหนังทั่วร่างกาย เช่น อุณหภูมิ ความร้อน ความเย็น หนัก เบา ความหยาบ ละเอียดของพื้นผิว และมิติทางเรขาคณิตของสิ่งต่าง ๆ

3.3 สมองส่วนขมับ (Temporal Lobe) ทำงานเกี่ยวกับการรับรู้ แปลผลและตัดสินข้อมูลเสียงที่เข้ามาทางหูทั้งหมดที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก มี Hippocampus ที่ฝังตัวอยู่ด้านในทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Main Memory Circuit ของสมอง

3.4 สมองส่วนหลัง (Occipital Lobe) ทำงานเกี่ยวกับการรับรู้ แปลผลและตัดสินข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางสายตาทั้งหมดจากสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเด็ก

 

สมองของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีกทำงานแตกต่างกัน อธิบายได้ดังนี้

·  สมองซีกซ้าย ทำงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ และทำความเข้าใจเรื่องภาษาทั้งหมด การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน

·   สมองซีกขวา ทำงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ และทำความเข้าใจเรื่องแผนที่ และมิติทางเรขาคณิตของสิ่งแวดล้อมของตัวเด็ก รวมทั้งทัศนะทางศิลปะ

 

สมองของเด็กปฐมวัยกับการเรียนรู้ภาษา

สมองของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมหาศาล เด็กแรกเกิดมีเซลล์สมองประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์ สมองของเด็กปฐมวัยกำลังเติบโตเมื่ออายุ 3 ปี ขนาดของสมองของเด็กเท่ากับ 3 ใน 4 ของสมองผู้ใหญ่ ภายใน 5 ปี สมองเด็กโตเป็น 9 ใน 10 ของขนาดสมองผู้ใหญ่ แต่ร่างกายเติบโตช้าเมื่อเทียบกับสมอง เด็กวัยนี้สมองและศีรษะเติบโตรวดเร็วยิ่งกว่าส่วนใด ๆ ของร่างกาย สมองถูกออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่รอดเป็นสำคัญ และความอยู่รอดนี่แหละเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการทำงานของสมอง อันเป็นที่มาของการเรียนรู้ต่าง ๆ เด็กเล็ก ๆ เริ่มเรียนรู้ที่จะยิ้ม หัวเราะ รับประทานอาหาร คลาน นั่ง เดิน พูด สมองรับรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เพื่อจะมีชีวิต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ม.ป.ป. , หน้า 12 – 15)

สมองของเด็กปฐมวัยได้รับความสนใจและถูกอธิบายไว้มากที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คำอธิบายนั้นชี้ว่าวัยแรกเกิด ถึง 5 ปีแรก เครือข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์ในสมองเด็กจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และในอัตราความเติบโตที่เหลือเชื่อ เครือข่ายเซลล์สมองที่เชื่อมโยงกันนี้มีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้ภาษาในเด็กปฐมวัย และวัยประถมสามารถเรียนรู้ภาษาพร้อมกันได้ถึง 7 ภาษา นักวิทยาศาสตร์อธิบายเพิ่มเติมว่า ความจริงเด็กมีศักยภาพที่จะพูดได้ถึง 5,000 ภาษา เท่าที่มีอยู่ในโลก เพราะทั้ง 5,000 ภาษานี้แท้ที่จริงประกอบด้วยเสียงเพียง 50 เสียง ซึ่งนำมาผสมกันเป็นคำต่าง ๆ แต่ความสามารถนี้ของเด็กจะค่อย ๆ หมดไปเมื่อเด็กโตขึ้น เนื่องจากเด็กไม่ได้ใช้มัน พัฒนาการของสมองเด็กปฐมวัยมีประสิทธิภาพสูงสุด คือการรับรู้ความรู้สึกสัมผัสการจัดการเรียนรู้เด็กปฐมวัยจึงเน้นที่การเล่น การเคลื่อนไหว การเรียนสัมผัสของจริง

โดยมีแนวการจัดอย่างครบถ้วน ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ม.ป.ป. , หน้า 14)

·  เด็กทุกคนต้องได้เคลื่อนไหว

·  จำนวนเวลาในการเคลื่อนไหวต้องมากพอ

·   อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเคลื่อนไหวต้องเพียงพอสำหรับทุกคน

·    เด็กทุกคนต้องได้เคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตามที่หลักสูตรกำหนด

 

การสอนให้เด็กปฐมวัยรู้จักการคิด

การสอนคิดเกิดจากสมองรับรู้ข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก่อรูปเป็นวงจรการคิด รูปแบบการคิดจึงเกิดจากการจับต้องสัมผัส สมองต้องมีประสบการณ์ตรงมาก่อน การคิดคือจินตนาการ เป็นการประมวลผลข้อมูลจากโลกภายนอกแล้วสร้างภาพขึ้นมาในสมองของตนเอง เมื่อสมองทำงานประมวลข้อมูลที่เคยรับรู้การคิดก็เกิดขึ้น สมองเด็กปฐมวัยควรได้ฝึกการตั้งคำถาม ครูต้องหาวิธีการจัดประสบการณ์และกระตุ้นเด็กให้คิด ทดลองสิ่งที่ตัวเองคิด เพื่อหาคำตอบ ครูสามารถกระตุ้นหรือสอนให้เด็กคิดได้ง่าย ๆ ดังนี้

·  ให้คิดผ่านการเล่นต่าง ๆ ขณะเล่นสมองจะพยายามพลิกแพลงให้การเล่นสนุกขึ้นซับซ้อนขึ้น คิดกระบวนการและวิธีแก้ปัญหา

·  ให้คิดจากเหตุการณ์ใกล้ตัว ที่ดีที่สุดคือเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น น่าประหลาดใจ น่าสนใจ สำหรับเด็ก เด็กเพิ่งได้พบและสัมผัสโดยตรง

·  ให้คิดจากความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง เพื่อน และโรงเรียน ครูจำเป็นต้องแนะนำชวนคุย พูดถึงความรู้สึกของตนเองให้เด็กนึกคิดตาม เช่น เพื่อนที่รักมากที่สุด มุมที่ชอบที่สุดในโรงเรียน เป็นต้น

·  ให้คิดผ่านอุปกรณ์และเครื่องมือ การใช้อุปกรณ์ทำให้สนใจเรื่องรูปร่าง จำนวน น้ำหนัก สี กลิ่น เพราะลักษณะและความน่าสนใจของอุปกรณ์เป็นตัวชี้นำให้เด็กคิดได้ จำแนกได้ จัดกลุ่มได้ คิดถึงประโยชน์ได้ เป็นต้น

·  ให้คิดผ่านธรรมชาติและปรากฏการณ์ เช่น ฝนตก มีพายุ มีลูกเห็บ ความร้อน แห้งแล้ง แดดจ้า ความเย็น ความหนาวเหน็บ สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่เด็กสัมผัสได้ ทำให้คิดต่อเนื่องโยงไปสู่ประสบการณ์ข้อมูลที่มีอยู่เดิมได้ง่าย

การกระตุ้นให้สมองคิดจะออกมาในรูปของการเล่น การสร้าง การทำงาน การเคลื่อนไหว นำไปสู่การพูด ชวนพูด เด็กจะสามารถตัดต่อ เติม พูดต่อ ขยายความคิดออกไปได้อีกมาก

 

การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการด้านภาษา พัฒนาการด้านภาษาเป็นพัฒนาการด้านสติปัญญาที่จำเป็นที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในสังคม การพัฒนาภาษาไม่ใช่เป็นการฝึกให้เด็กฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่การพัฒนาภาษาเป็นพัฒนากระบวนการคิดและการสื่อสารไปพร้อม ๆ กัน

การสอนภาษาตั้งต้นที่การพูดคุย สนทนากันและถัดไปก็คือ การอ่านให้ฟัง ควรเลือกหนังสือที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมกับเด็ก หนังสือเล่มแรก ๆ ควรเป็นคำคล้องจอง บทกลอน บทร้องเล่น และบทเพลงง่าย ๆ สั้น ๆ มาอ่านให้เด็กฟัง ครูไม่ต้องกังวลว่าเด็กต้องอ่านตาม ต้องตอบคำถามครูและต้องจำเรื่องให้ได้ เพราะเมื่ออ่านให้ฟังติดต่อกันยาวนานพอ เด็กจะเริ่มจดจำเรื่องได้เอง เด็กจะหยิบหนังสือมาและเปิดอ่าน บางคนจำเนื้อหาได้ทั้งเล่ม การสะกดได้ตามมาทีหลัง การสอนอ่าน และสอนสะกดคำทำได้ง่ายมาก เมื่อเด็กรักที่จะอ่าน นอกจากการเลือกหนังสือที่เหมาะกับเด็ก วิธีการอ่านของครูมีความสำคัญไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ ไป จบ ๆ ไป แต่ต้องอ่านให้เด็กประทับใจใช้น้ำเสียงสูงต่ำ เว้นระยะตามเหตุการณ์ การอ่านให้ฟังครั้งแรก ครูต้องกล่าวถึงชื่อหนังสือ ชื่อผู้เขียน ชื่อผู้วาดภาพ เปิดหนังสือให้ดู และชี้ขณะที่อ่านโดยหันหนังสือไปในทิศทางที่เด็กปฐมวัยนั่ง และควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดวางหนังสือ พื้นที่การอ่าน และบรรยากาศแวดล้อมด้วย

ความสำเร็จของการอ่านในช่วงแรกอยู่ที่การปลุกเร้าความรู้สึกให้เด็กอยากอ่าน  กิจกรรมหลักการอ่านจะย้ำความรู้สึกดังกล่าวให้มากขึ้น ได้แก่ การอ่านบนกระดานเคลื่อนที่ได้ การหาตำแหน่งของคำที่หายไป การเล่นเกม การเคลื่อนไหวทำท่าทางประกอบการอ่าน และมีการอ่านแบบต่าง ๆ ต่อ ๆ มา คืออ่านด้วยกัน อ่านเป็นกลุ่ม อ่านเป็นคู่ อ่านเดี่ยว อ่านอิสระ การอ่านทำให้เด็กรู้จักคุ้นเคยกับภาพ ตัวอักษร สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นบรรยากาศทางภาษาที่ทำให้เด็กอยากเรียนรู้ อยากแสดงความรู้สึกจากสิ่งที่อ่าน ออกมาเป็นคำพูด และการเขียนต่อไป

 

สมองกับการเรียนรู้ภาษา พรพิไล เลิศวิชา และอัครภูมิ จารุภากร (2551 : อ้างถึงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2552, หน้า 15) ได้สรุปขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เด็กพัฒนาการรับรู้เสียงไว้ ดังนี้

·  สมองของเด็กมีความจำผ่านการฟัง เด็กจะจำบทร้องเล่น จำบทกลอนง่าย ๆ ได้ การจดจำ และจำแนกเสียงนี้เกิดขึ้นเองโดยเด็กไม่ต้องใช้ความพยายาม สิ่งที่ช่วยให้สมองรับรู้แบบแผนของเสียงได้อย่างรวดเร็ว คือ เนื้อหาที่สนุก ตลก ง่าย และจังหวะที่ชวนฟัง

·  สมองของเด็กต้องการรับข้อมูลเสียงพร้อมกับมองเห็นภาพ เมื่อสมองตำแหน่งที่รับรู้เสียงและตำแหน่งที่รับรู้ภาพทำงานพร้อมกัน การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพก็เกิดขึ้น ดังนั้นหนังสือสำหรับเด็กจึงเน้นหนังสือที่มีภาพประกอบชัดเจน เมื่อออกเสียงอ่านให้เด็กฟัง เด็กก็มองเห็นภาพคู่กันไป และเข้าใจความหมายได้ทันที

·  สมองเด็กเริ่มรู้จักเสียงที่เหมือนและแตกต่าง การฟังบทกลอนสั้น ๆ บทร้องเล่นและบทกล่อมเด็ก ช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักเสียงที่เหมือน และแตกต่างกันได้ง่าย เพราะสมองของเด็กจดจำเสียงได้ทั้งหมดในขณะที่ตามองเห็นคำที่มีแบบแผนต่างกัน ทำให้เด็กรู้ว่าเสียงที่ต่างกันย่อมใช้ตัวอักษรที่ต่างกันออกไป

·  สมองของเด็กสามารถเรียนรู้จังหวะของคำได้จากการฟังซ้ำ ๆ และเด็กจะรู้เองโดยอัตโนมัติว่าเสียงยาว ๆ ที่ได้ยินนั้นที่แท้แล้วแยกออกเป็นเสียงสั้น ๆ หลายเสียง เช่น คำว่า แมงมุมมี 2 เสียง นกขุนทองมี 3 เสียง การจัดระบบรับรู้เสียงเหล่านี้ เด็กรับรู้โดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นการรับรู้เอง (Subconscious Learning)  เป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่การเข้าใจเรื่องพยางค์ในสมองของเด็ก

 

สมองพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยได้โดยผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ

จากการเรียนรู้เรื่องของสมองเราพบว่า สมองน้อย ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลการเคลื่อนไหว การกะระยะ การประสานให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ละเอียด และแม่นยำของกล้ามเนื้อแขนขา จึงนำมาสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ การเคลื่อนไหวและจังหวะที่ครูจัดให้เด็กปฐมวัยได้ประสบการณ์นั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีทักษะทางภาษาเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เพราะครูต้องจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านทักษะทางภาษา ใช้ทั้งการฟัง พูด อ่านและเขียน สื่อสารกับเด็กปฐมวัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ โดยใช้การฟังเสียงเพลง คำคล้องจอง ซึ่งจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบ ได้แก่ เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะเหล็ก รำมะนา กลอง ฯลฯ  มาประกอบการเคลื่อนไหว เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เด็กวัยนี้ร่างกายกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา การใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างรายยังไม่ผสมผสาน หรือประสานสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ การเคลื่อนไหวของเด็กมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

·  ช้า ได้แก่ การคืบ คลาน

·  เร็ว ได้แก่ การวิ่ง

·  นุ่มนวล ได้แก่ การไหว้ การบิน

·  ขึงขัง ได้แก่ การกระทืบเท้าดัง ๆ ตีกลองดัง ๆ

·   ร่าเริงมีความสุข ได้แก่ การตบมือ หัวเราะ

·   เศร้าโศกเสียใจ ได้แก่ สีหน้า ท่าทาง

 

ทิศทางการเคลื่อนไหว

·   เคลื่อนไหวไปข้างหน้า และข้างหลัง

·   เคลื่อนไหวไปข้างซ้าย และข้างขวา

·   เคลื่อนไหวตัวขึ้นและลง

·   เคลื่อนไหวรอบทิศ

 

รูปแบบการเคลื่อนไหว

1.การเคลื่อนไหวพื้นฐาน ได้แก่ การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเด็กมี 2 ประเภท

·   การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ ได้แก่ ตบมือ ผงกศีรษะ ขยิบตา ชันเข่า เคาะเท้า เคลื่อนไหวมือและแขน มือและนิ้วมือ เท้าและปลายเท้า

·   การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ ได้แก่ คลาน คืบ เดิน วิ่ง กระโดด ควบม้า ก้าวกระโดด

2.การเลียนแบบ มี 4 ประเภท

     2.1 เลียนแบบท่าทางสัตว์

     2.2 เลียนแบบท่าทางคน

     2.3 เลียนแบบเครื่องยนต์กลไก และเครื่องเล่น

     2.4 เลียนแบบปรากฏการณ์ธรรมชาติ

·  การเคลื่อนไหวตามบทเพลง ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลงไก่ เพลงข้ามถนน ฯลฯ

·  การทำท่าทางบริหารประกอบเพลง ได้แก่ การทำท่าทางกายบริหารตามจังหวะและทำนองเพลง หรือ คำคล้องจอง

·  การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นเอง อาจชี้นำด้วยการป้อนคำถามเคลื่อนไหวโดยใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น ห่วงหวาย แถบผ้า ริบบิ้น ถุงทราย ฯลฯ

·  การเล่นหรือการแสดงท่าทางตามคำบรรยาย เรื่องราว ได้แก่ การเคลื่อนไหว หรือแสดงท่าทางตามจินตนาการจากเรื่องราวหรือคำบรรยายที่ผู้สอนเล่า

·  การปฏิบัติตามคำสั่ง และข้อตกลง ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางตามสัญญาณ หรือคำสั่งตามที่ได้ตกลงไว้ก่อนเริ่มกิจกรรม

·  การฝึกทำท่าทางเป็นผู้นำ ผู้ตาม ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางจากความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเอง แล้วให้เพื่อนปฏิบัติตามกิจกรรม

 

 เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). การส่งเสริมศักยภาพทางภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

. (ม.ป.ป.). 

  • การจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง.  กรุงเทพมหานคร : ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. (อัดสำเนา)
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542.

 

บทความโดย ผศ.ดร.วราลี   โกศัย

 

ที่มา ; blog.bru.ac.th

ความเห็นของผู้ชม