ค้นหา

เหตุผล 5 ข้อที่การอ่านจะช่วยพัฒนาสมองของคุณ

นี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ 5 ข้อที่การอ่านจะช่วยพัฒนาสมองของคุณ

1.เพิ่มการเชื่อมโยงเครือข่ายของสมอง

Elon musk เคยกล่าวไว้ว่า การมองความรู้เป็นเหมือนกับแขนงต้นไม้ที่มีลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ เป็นเรื่องที่สำคัญในการเรียนรู้เรื่องใดๆ ก่อนอื่นให้เริ่มจากการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐาน (fundamental principles) ที่เป็นเหมือนแกนหลักที่เป็นลำต้นและกิ่งหลักๆ ของความรู้ก่อนเป็นลำดับแรก ก่อนจะกระโดดไปยังส่วนดีเทลเล็กน้อยๆ ไม่เช่นนั้นเกร็ดความรู้ที่เป็นส่วนใบเหล่านั้นคงไม่มีแกนหลักให้ได้ยึดเกาะ (ปลิดปลิวหายไปจากความทรงจำ) 

นั่นคือการทำงานของความรู้ที่มีการเชื่อมโยงกันเป็นแขนง ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมองที่พบว่าไม่เพียงแต่การอ่านหนังสือความรู้หรือ Non-fiction เท่านั้นที่ช่วยให้เราเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ทว่าการอ่านหนังสือนิยายหรือ Fiction ที่เป็นเรื่องเล่าก็สามารถเพิ่มความเชื่อมโยงของสมองบางส่วนได้แม้กระทั่งตอนที่เราเลิกอ่านไปแล้ว 

นั่นทำให้เรื่องสองเรื่องที่คนทั่วไปอาจจะมองไม่เห็นว่ามันเชื่อมโยงกัน กลับมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นหากเราไม่อ่าน 

 

2.ทำให้ผู้อ่านเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกหนังสือจริงๆ 

ใครหลายๆคนต้องเคยมีประสบการณ์ที่เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในโลกนิยายที่ถูกสร้างขึ้นมาราวกลับว่ามันคือโลกจริงๆ 

ในขณะที่ผมไล่สายตาไปบนตัวอักษรของหนังสือ Harry Potter ในตอนที่ยังเป็นเด็ก เวลา 4-5 ชั่วโมงเหมือนเคลื่อนหายไปโดยไม่รู้ตัว สายตาเรามองที่ตัวหนังสือก็จริงแต่รู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้เห็นมันกลับกันเรากลับเห็นภาพต่างๆ อย่างแจ่มชัดเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ 

การศึกษาทางสมองพบว่าในขณะที่เราอ่านนิยาย สมองในส่วน Central Sulcus ซึ่งปกติมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทรงตัวของเรากลับถูกกระตุ้นไปด้วยนั่นหมายความว่าในขณะที่เราอ่าน เราไม่เพียงแต่รับรู้เรื่องราวเท่านั้น แต่เรายังเหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ 

จะว่าไปแล้วเมื่อดูจากภายนอก เราอาจจะรู้สึกว่าการนั่งอ่านนิยายซักเรื่องเป็นอะไรที่ดูหยุดนิ่งไหม่ไหวติง แต่ลึกลงไปในสมองของนักอ่าน ทุกคนรู้ดีว่าโลกภายใน ภาพจินตนาการความรู้สึกนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย นิยายดีๆหลายเรื่องถูกเขียนเมื่อหลายสิบหรือหลายร้อยปีก่อน แต่เมื่อเราอ่านมัน ก็กลับกลายเป็นความจริงตรงหน้าไปในทันที

รอเน เดสการ์ตส์นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า I Think Therefore I Amฉันคิด ฉันจึงเป็น

 

ในแง่หนึ่ง การอ่านจะทำให้เราเป็นอิสระจากเวลาและสถานที่ เราจะไปได้ทุกที่เป็นได้ทุกอย่าง
สมองเราก็รับรู้เช่นนั้นจริงๆ

 

3. การอ่านทำให้โครงสร้างสมองเปลี่ยน [ไปในทางที่ดีขึ้น]

จินตนาการว่าคุณกำลังยืนอยู่ในห้องเก็บศพเย็นยะเยือกในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บนโต๊ะเหล็กตรงหน้ามีผ้าขาวชิ้นหนึ่งกำลังคลุมวัตถุทรงกลมมนๆ ก้อนหนึ่งอยู่ สิ่งที่ถูกเก็บซ่อนนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างของคนหนึ่งคน ทั้งความทุกข์ ความสุข ความกลัว ความคาดหวัง ความรัก มิตรภาพ ความทรงจำ  ใช่, แล้วมันคือก้อนสมอง 

เราอาจจะใจเต้นเมื่อพบเจอคนที่เรารักหรือชอบ เราชอบบอกว่าหัวใจคือที่อยู่ของความรัก
แต่ความจริงแล้วหากเราผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เราก็ยังคงรักคนคนเดิม แต่ถ้าเราเปลี่ยนสมองล่ะก็เราจะกลายเป็นคนละคนเลยทีเดียว
 

เรารู้แหละว่าสมองใช้ในการเรียนรู้ จดจำ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่านอกจากสมองจะใช้ในการอ่าน แต่การอ่านยังย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงสมองด้วยเช่นกัน

ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ถกเถียงกันอีกแล้วกับประเด็นที่ว่าการอ่านสามารถช่วยให้สมองโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า white matter ซึ่งเป็นที่อยู่ของตัวเซลล์ประสาทให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ช่วยเพิ่มการติดต่อสื่อสารในส่วนต่างๆของสมองมากยิ่งขึ้น

 

ยิ่งอ่าน สมองยิ่งทำงานได้ดี ยิ่งทำงานได้ดี ก็ยิ่งอ่านได้ดียิ่งขึ้น

 

4.เพิ่มการเรียนรู้จดจำ

การอ่านเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองหลายส่วนร่วมกัน จึงนับว่าเป็นการออกกำลังกายของสมองอย่างหนึ่ง

แล้วทำไมการอ่านตัวอักษรถึงช่วยทำให้ความจำดีได้?

มีการศึกษาพบว่าเมื่อเทียบกับการเสพสื่อรูปแบบอื่นไม่ว่าจะดูหรือฟัง การอ่านนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ในจังหวะความเร็วที่เราต้องการ เรามีเวลาหยุดคิด พัก จินตนาการ การมองจากมุมที่แปลกใหม่และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการจัดเก็บข้อมูลและการจดจำเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ยิ่งเราเชื่อมโยงสิ่งที่เราเรียนรู้ใหม่เข้ากับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วได้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจดจำมันได้มากขึ้นเท่านั้น

 

5. ช่วยแก้ไขอาการสมาธิสั้น

"ยาวไป ไม่อ่าน" .... วลียอดฮิตของพฤติกรรมการอ่านของคนในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งบทความนี้ก็อาจเริ่มยาวเกินไปแล้วสำหรับนักอ่านที่บังเอิญเลื่อนมาเจอ 

ต่างจากการอ่านหนังสือซักเล่มที่ประกอบด้วยตีมใหญ่ของทั้งเล่ม หัวข้อย่อยลำดับถัดมา มีส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย ซึ่งทั้งหมดจะประกอบขึ้นมาเป็นแก่นใจความหลักของหนังสือทั้งเล่ม 

การฝึกอ่านหนังสือเล่มบ่อยๆจะช่วยเราฝึกความอดทนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจดจ่อโดยใช้สมาธิสูงสุด ซึ่งเป็นยาแก้ขนานดีในโลกที่เรียกร้องให้เราทำสิ่งต่างๆหลายอย่างพร้อมกันที่เรียกว่า Multitasking 

เมื่อเราเปิดไฟหัวเตียง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เราไม่เพียงแต่อ่านแต่ยังเป็นการฝึกจิตใจให้อยู่กับปัจจุบัน ให้เวลาสมองได้ตกตะกอน ครุ่นคิด กับสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว บางทีเราอาจจะพบว่าตัวเองหมดเวลาแต่ละวันไปโดยแทบไม่เคยใช้ชีวิตที่แท้จริง เราปล่อยให้เวลาเคลื่อนผ่านไปโดยไม่เคยมีสติและสมาธิที่มากพอ 

หนังสือซักเล่มช่วยให้จังหวะชีวิตที่ดูรีบเร่งของคนยุคปัจจุบันช้าลงได้อย่างแท้จริง

ช้า ทว่าลุ่มลึก ย่อมดีกว่าไวแต่ตื้นเขินมิใช่หรือ 

ที่มา ; SE-ED

ความเห็นของผู้ชม