ค้นหา

อ่านเหมือนไม่ได้อ่าน สถานการณ์ของความสนใจ

นักเรียนหลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่ตัวเองอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียนซ้ำไปมาหลายรอบแต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจความหมายและมักจะพูดกับตัวเองด้วยประโยคที่ว่า อ่านก็เหมือนไม่ได้อ่านแล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบความคิดและประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจ  แต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่เข้าใจกระบวนการทำงานดีพอนัก ดังนั้นความรู้ด้านกระบวนการทางสรีรวิทยา (Physiological processes) ที่ควบคุมดูแลการทำงานที่เกี่ยวข้องที่มีนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้เพียงคำตอบเดียว จึงต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลักฐานทางการศึกษาร่วมด้วย

แม้ว่าคุณจะไม่ทราบว่าคุณอ่านบทเรียนเกี่ยวกับชีววิทยาในเรื่องอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตจบได้อย่างไรโดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อ่าน ข้อมูลดังต่อไปนี้แม้จะเป็นเพียงการพิจารณาถึงเหตุและผลแต่ก็เป็นสาระสำคัญที่พยายามจะตอบคำถามถึงสาเหตุของสถานการณ์ดังกล่าว

         

ทฤษฎีเฮ็บเบียน (Hebbian theory)

เมื่อคุณกำลังอ่านบางสิ่งบางอย่าง สมองจะเชื่อมต่อเนื้อหาที่อ่านเข้ากับหน่วยความจำ ทั้งนี้ทฤษฎีเฮ็บเบียน (Hebbian theory) เป็นทฤษฎีเกี่ยวข้องกับประสาทวิทยาที่เสนอโดยโดนัลด์ เฮ็บบ์ ในปี ค.ศ. 1949 โดยได้อธิบายเกี่ยวกับการปรับตัวของเซลล์ประสาทในสมองในช่วงที่มีการเรียนรู้ไว้ว่า "การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทสองเซลล์จะนำไปสู่การเพิ่มกำลังของไซแนปส์ (Synaptic strength) ของเซลล์เหล่านั้นได้หากเซลล์ประสาทมีการทำงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน"  ซึ่งเพื่อให้เกิดการทำงานดังกล่าว การให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นหรือหมายความว่า เราควรทำบางอย่างกับตัวอักษรหรือบทความในขณะกำลังอ่านตรงหน้า เช่น การสร้างมโนภาพขึ้นในหัวหรือการสรุปความในใจ เป็นต้น การกระทำเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความจำระยะสั้น (Working memory) ที่สามารถช่วยสร้างการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองได้

ในทางตรงกันข้ามขณะที่คุณกำลังคิดถึงเรื่องอื่นที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่กำลังอ่านอยู่ หน่วยความจำระยะสั้นจะถูกครอบงำโดยความคิดเหล่านั้น นั่นทำให้ไม่สามารถสร้างการเชื่อมต่อกับภายในฐานความรู้ได้ ดังนั้นแม้ว่าเราจะอ่านจบทั้งเล่มก็ไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากสมองไม่สามารถประมวลผลให้เข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่อ่านได้

สิ่งที่ควรกระทำคือ การมีสมาธิ โดยให้คิดว่าสมาธิเป็นเหมือนไฟสปอร์ตไลท์บนเวทีการแสดงที่ช่วยนำทางและดึงดูดความสนใจ และเพ่งความสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ภายใต้ไฟสปอร์ตไลท์ แม้ว่าจะมีสิ่งต่างๆ มากมายเกิดขึ้นนอกสปอร์ตไลท์ก็ตาม การกระทำเช่นนั้นจะทำให้เราเข้าใจความหมายของสิ่งที่แสดงให้เห็นภายใต้ไฟสปอร์ตไลท์ได้สมบูรณ์มากขึ้น ในทำนองเดียวกันเมื่อคุณกำลังอ่านหนังสือ แต่ความคิดของคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์กับตัวหนังสืออย่างเต็มที่ นั่นทำให้ไม่เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เพิ่งอ่านอย่างสมบูรณ์ได้เนื่องจากสปอตไลท์ของคุณมุ่งเน้นอยู่ที่อื่น

         

ระบบความใส่ใจของมนุษย์ (Human attentional system)

ระบบความใส่ใจของมนุษย์เป็นอีกหนึ่งสาระสำคัญที่จะช่วยอธิบายสถานการณ์ความล้มเหลวในการอ่านของคุณ  อย่างไรก็ดีในชีวิตประจำวันมีข้อมูลมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเรา และคงจะไม่เป็นเรื่องดีแน่ หากว่ามนุษย์ไม่มีวิธีจัดการกับข้อมูลเหล่านั้น แต่ด้วยมนุษย์มีระบบความสนใจซึ่งเป็นเหมือนหน่วยคัดกรองข้อมูลที่ตรงกับความต้องการจริง ๆ จึงทำให้เราไม่ต้องปวดหัวกับข้อมูลจำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ตามที่ดาเนียล เลวิติน นักวิทยาศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ The Organized Mind ระบุไว้ว่าระบบความสนใจของมนุษย์แบ่งออกได้ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนการบริหารข้อมูลส่วนกลาง ส่วนการสำรวจความคิด ส่วนคัดกรองความสนใจ และส่วนการสับเปลี่ยนความสนใจ โดยแต่ละส่วนจะทำหน้าที่สัมพันธ์กัน

การใช้เวลาในการอ่านหนังสือมากขึ้นไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน ดังนั้นส่วนคัดกรองความสนใจจะค่อย ๆ กันส่วนที่เป็นภาพกว้างของเนื้อหาออก ในทางกลับกันความสนใจของคุณจะถูกจัดการโดยส่วนการบริหารข้อมูลส่วนกลาง ซึ่งในส่วนนี้จะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามักจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการอ่านเพื่อทำความเข้าใจคำถามแต่ละคำถามในการสอบที่ยาวนาน เนื่องด้วยการให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่างจะทำให้สมองทำงานหนักขึ้นและส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้น

สมองของมนุษย์มีการออกแบบการทำงานในลักษณะของความพยายามที่จะลดความมุ่งมั่นตั้งใจลง ซึ่งทำให้การกำหนดเป้าหมายในการอ่านถูกจัดอยู่ในส่วนของการสำรวจความคิด ผลก็คือเรายังสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสนใจจุดประสงค์ของเนื้อหา ในขณะเดียวกันก็สามารถคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่อ่านได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ส่วนของการสำรวจความคิดเป็นส่วนที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อการประมวลผลข้อมูล เนื่องด้วยผลลัพธ์ก็คือ คุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่อ่านแม้ว่าคุณจะอ่านทบทวนซ้ำแล้วหลายร้อยรอบก็ตาม

แม้ว่าการมีสมาธิต่อเรื่องที่กำลังอ่านจะเป็นเรื่องยาก แต่เพื่อการอ่านที่มีประสิทธิภาพ การให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังอ่านจึงเป็นสิ่งสำคัญ คำแนะนำดังต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณสามารถให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการอ่านได้มากขึ้น

  • ศึกษาบทนำหรือสารบัญของเรื่องที่กำลังอ่าน
  • มีสมาธิกับส่วนสำคัญของเนื้อหาที่ต้องเข้าใจ
  • พยายามทำความเข้าใจหรือหาจุดเริ่มต้นในแต่ละส่วนของเรื่อง
  • สร้างมโนภาพของเรื่องที่กำลังอ่านขึ้นและค่อย ๆ ทำความเข้าใจภาพเหล่านั้นทีละฉาก
  • ทบทวนภาพรวมของกรอบความคิดหรือค้นหาคำสำคัญ
  • คาดเดาการสื่อความหมายในส่วนของเนื้อหาที่ทำให้ไม่เข้าใจจากบริบทโดยรอบ

 

แหล่งที่มา

Ashish. (2018, January 23). How Can We Sometimes Keep Reading, But Not Understand Anything We Read?.  Retrieved May 24, 2018, From https://www.scienceabc.com/eyeopeners/how-can-we-sometimes-keep-reading-but-not-understand-anything-we-read.html

Hebbian Learning Rule.  Retrieved May 24, 2018, From http://penta.ufrgs.br/edu/telelab/3/hebbian_.htm

Appedix D: Artificial Neural Network. Retrieved May 24, 2018, From http://web.mit.edu/mcraegroup/wwwfiles/ChuangChuang/thesis_files/Appendix%20D_Artificial%20Neural%20Network.pdf

What to Do When You Don't Understand What You're Reading.  Retrieved May 24, 2018,  From http://www.shsu.edu/centers/testing-center/tips/dontk5.html

 

บทความโดย พรรณพร กะตะจิตต์

 

ที่มา ; scimath

ความเห็นของผู้ชม