ค้นหา

หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรอง ศธจ.และ ศธจ.

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ครั้งที่6/2563 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 กันยายน ปี 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานปลัดศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) รวม 23,321 อัตรา แบ่งเป็น สพฐ. 21,984 อัตรา สำนักงานปลัดศธ. 254 อัตรา และ สอศ. 1,083 อัตรา โดยให้สงวนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 2 อัตรา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรอัตราว่าง จากผลการเกษียณอายุราชการฯ ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)

จากนี้ไป ทางส่วนราชการจะไปวางแผนจัดสรรให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และสามารถเรียกบรรจุหรือรับย้ายได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้ ให้สพฐ. สอศ. และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) สงวนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยที่ได้รับจากอัตราเกษียณฯ รวม 5,641 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (รอง ศธจ.) และ ศธจ. เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รอง ศธจ. และ ศธจ. กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่ง ก.ค.ศ. เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศธจ. และรอง ศธจ. ควรกำหนด ให้มี 4 องค์ประกอบ คือ การคัดกรองการคัดเลือก การพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง และการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งในส่วนของการคัดกรองนั้นบังคับทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สพท. และผอ.สพท. สังกัด สพฐ. มาเป็นฐานในการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวการพัฒนาให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรอง ศธจ.และ ศธจ.ด้วย  

ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจ้างผู้พิการ ให้ทำงานในสัดส่วน 1:100 ตามนโยบายและหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงาน ศธจ. 5 อัตรา ขณะเดียวกันที่ประชุมยังอนุมัติหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการครู ได้รับเงินเดือนขั้นทะลุ กรณีที่เงินเดือนเหลื่อมไปขั้นสูงกว่า ซึ่งจากเดิมจะอนุมัติเงินเดือนทะลุได้สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนขั้นสูงและได้รับการเลื่อนเงินเดือนในเดือนเมษายน แต่ผู้ที่อัตราเงินเดือนขั้นสูงชนเดือนตุลาคม จะไม่ได้รับเงินเดือนขั้นทะลุ เช่น อยู่ คศ.3 แต่เงินเดือนไป คศ.4 จะไม่ได้รับเงินเดือนขั้นสูงกว่าขึ้นไป แต่จะได้รับเป็นค่าตอบแทน ดังนั้น ก.ค.ศ. จึงมีมติแก้ไขว่า ใครก็ตามถ้าเงินเดือนถึงขั้นที่จะทะลุได้ตามหลักเกณฑ์เงินเดือนขั้นสูง ขั้นต่ำ ไม่จ่ายเป็นค่าตอบแทน ให้รับเป็นเงินเดือนไปเลย เหมือนข้าราชการ ก.พ.

ในที่ประชุม ท่านรัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ให้ความสำคัญกับครู เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ ก.ค.ศ. ครุสภา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หารือ ถึงแนวทางจัดสรรอัตรากำลังที่เพียงพอ พัฒนาศักยภาพให้ได้คนเก่ง คนมีคุณภาพมาเป็นครู และให้ครูมีส่วนในการผลักดันคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำการทำงานแบบบูรณาการ 

ที่มา; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ความเห็นของผู้ชม