ค้นหา

ดิจิทัลวัคซีน ท่องโลกออนไลน์อย่างมีภูมิคุ้มกัน

ยุคนี้จะมีสักกี่คนที่ไม่ท่องโลก ออนไลน์ โดยหากย้อนไปเพียง 1 ปีก่อนหน้านั้น ข้อมูลจาก “EDTA” สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า ในปี 2562 คนไทยใช้อินเตอร์เนตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 และเป็นการเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัยไม่ใช่เฉพาะแต่คนรุ่นใหม่อย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต โดย

วัยเกษียณและใกล้เกษียณ หรือ Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี) อยู่ที่

  • 9 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวันในวันทำงาน 11 ชั่วโมง 3 นาทีในวันหยุด
  • เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 21 นาที และ 8 ชั่วโมง 26 นาที ตามลำดับ

วัยแรงงานตอนกลางและตอนปลาย หรือ Gen-X (อายุ 39-54 ปี)

  • ในปี 2562 ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 9 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวันในวันทำงาน และ 11 ชั่วโมง 58 นาทีในวันหยุด
  • เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 25 นาที และ 8 ชั่วโมง 55 นาที ตามลำดับ

วัยแรงงานตอนต้นและนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือ Gen-Y (อายุ 19-38 ปี) ในปี 2562

  • ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 7 นาทีต่อวันในวันทำงาน/วันเรียน และ 11 ชั่วโมง 50 นาทีในวันหยุด
  • ลดลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 22 นาทีต่อวันในวันทำงาน/วันเรียน และ 11 ชั่วโมง 52 นาทีในวันหยุด

คนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมลงไป หรือ Gen-Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) คือกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เนตมากที่สุด ในปี 2562

  • ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 10 ชั่วโมงต่อวันในวันเรียน และ 12 ชั่วโมง 1 นาที ในวันหยุด
  • ลดลงเล็กน้อยจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 22 นาทีต่อวัน แต่ในวันหยุดจะเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 11 ชั่วโมง 50 นาทีต่อวัน

แต่เทคโนโลยีใหม่นั้นก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆ ที่เป็น “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งมีประโยชน์มากมายทั้งในแง่การหาความรู้ ถกเถียงแลกเปลี่ยนมุมมอง ไปจนถึงเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ แต่อีกด้านหนึ่งนำมาซึ่งปัญหาตั้งแต่ข่าวปลอม (Fake News) การรังแกกันบนโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) รวมถึงมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกลวงจนผู้หลงเชื่อเสียเงินเสียทองไปมากมาย เป็นต้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ดิจิทัลวัคซีน (Digital Vaccine) เช็คภูมิคุ้มกันดิจิทัล ซึ่งคำว่าวัคซีนในที่นี้ไม่ได้มาในรูปยาสำหรับฉีด แต่หมายถึงการจัดทำสื่อที่เข้าถึงและกระตุกให้ผู้คนได้คิดขึ้นว่า ณ เวลาที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่ละคนมีอาการอันเป็นผลพวงจากการท่องโลกอินเตอร์เนตอะไรกันบ้าง

อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึง ข้อค้นพบที่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกด้านปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ แบ่งเป็น 3 อาการ 

1.วิจารณญาณบกพร่อง หมายถึง การรับและส่งต่อข้อมูลโดยขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง นำไปสู่ปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งผลสำรวจในยุโรปพบว่าประชากร 2 ใน 3 ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ประชากรร้อยละ 49 เคยส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง 

2.เสพติดความรุนแรง เช่น การรังแกกันบนโลกออนไลน์ รวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอกัน (Hate Speech)

เขาสำรวจมา 30 กว่าประเทศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ของเด็กและเยาวชนอยู่ในวังวนของการรังแกทางออนไลน์ ทั้งในฐานะผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ อินเดียหนักสุด 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ค่อนข้างน้อยหน่อยคือญี่ปุ่นกับรัสเซีย 4-5% ทั่งนี้ 45% ของเด็กที่ถูกรังแก จะออกอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ คิดไม่อยากอยู่ในโลกนี้แล้ว เป็นผลตามมาที่น่ากลัวมาก” 

3.บ้าตามกระแส ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “Fear of Missing Out” แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

      3.1 กลัวตกข่าว จึงต้องคอยเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลาด้วยความวิตกกังวล

      3.2 ของมันต้องมี สินค้าที่นักการตลาดจับทางได้ มีการปั่นกระแสบนโลกออนไลน์ผู้คนก็แห่กันไปซื้อเพราะกลัวว่าไม่มีแล้วจะเชย ซึ่งในสหรัฐ มูลค่าการตลาดนี้สูงถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 15 ล้านล้านบาท กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือคนเจนวาย (Gen Y) หรือผู้ที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานและมีกำลังซื้อสูง

โครงการ Digital Vaccine เช็คภูมิคุ้มกันดิจิทัล จึงเกิดขึ้นเพื่อผลิตวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหรือความรู้เท่าทันโลกดิจิทัล “ความเร็วต้องมาพร้อมความถูกต้อง” โดยงานชิ้นแรกคือภาพยนตร์สั้น นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ digitalvaccine.me คาดหวังให้เป็นช่องทาง (Platform) กลางเพื่อรวบรวมข่าวสารและความคิดเห็นสำหรับนำไปประมวลผลสร้างชุดข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด รวมถึงให้ความรู้เรื่องภัยคุกคามทางดิจิทัล อีกทั้งสามารถแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งที่เป็นภัยกับประชาชน

ที่มา  ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.