ค้นหา

ครูรัก(ษ์)ถิ่น สร้างโอกาสเสมอภาคการศึกษา

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสเรียนครูและกลับไปเป็นครูในท้องถิ่นของตนเอง โครงการนี้ได้รับการอนุมัติ จากครม. ตั้งแต่ปี 2562 โดย กสศ.ได้คัดเลือกสถาบันผลิตครู มี 11 สถาบัน  ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ และมีมหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น

ครูรัก(ษ์)ถิ่น เริ่มจากหลักคิดที่ว่า โรงเรียน 3 หมื่นกว่าโรง มีโรงเรียนขนาดเล็กมากเกือบสองพันโรง บางโรงเรียนมีนักเรียน 10-20 คน เป็นโรงเรียนที่ยังจำเป็นต้องคงอยู่ เพราะว่าในชุมชนนั้นไม่มีโรงเรียนเลย หากยุบจะทำให้เด็กในพื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ หรือเรียกว่า Protected  School เช่น โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเขา บนดอย หรือบนเกาะ เป็นต้น

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ นอกจากเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของกสศ. ยังดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่งโครงการนี้กำลังก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 2 รศ.ดร.ดารณี เล่าให้เราฟังถึงเกาะแห่งหนึ่ง ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งเกาะนี้มีโรงเรียนอยู่เพียงโรงเรียนเดียว ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงป.6 ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนไม่ถึง 20 คน ถึงแม้โรงเรียนแห่งนี้คุณครูจะได้รับการดูแลต้อนรับจากชาวบ้านเป็นอย่างดี แต่พอเราบรรจุครูที่ไม่ใช่ครูท้องถิ่นเข้าไป ภายในสองวันก็มีหนังสือขอย้ายส่งมา เราเลยมามองดูว่า โรงเรียนนี้เป็นของเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลมาก และไม่มีใครอยากไปเป็นครูที่นั่น ซึ่งโรงเรียนก็ไม่สามารถยุบได้ เพราะยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่ง ที่ต้องการโรงเรียนเพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

กสศ. เรามีหน้าที่พัฒนาคุณภาพการศึกษา และพัฒนาคุณภาพครูด้วย อีกทั้ง กสศ. มีสำนักพัฒนาครู จึงมีการออกแบบการทำงานเพื่อตอบโจทย์ตามภารกิจในกฎหมาย โดยทำงานร่วมกับสพฐ. ว่า ในจำนวนโรงเรียนสองพันกว่าโรง มีโรงเรียนไหนที่ครูจะเกษียณในอีกสี่ปีข้างหน้า ซึ่งพบว่่ามีโรงเรียนกว่าสามร้อยโรงที่คุณครูจะเกษียณทั่วประเทศ

เราได้คุยกับสพฐ. สกอ. คุรุสภา ว่า ถ้าเราทำครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยให้โอกาสเด็กยากจนที่อยู่ในพื้นที่นั้นมาศึกษาเล่าเรียน และอีกสี่ปีข้างหน้าจะผลิตครูไปแทนครูที่กำลังเกษียณ

โรงเรียนตั้งอยู่ไหน เราปักหมุดเอาไว้ และหาเด็กที่เรียนในบ้านเกิด ตำบลนั้น หรือตำบลใกล้เคียง เราก็จะให้เด็กที่มีภูมิลำเนา ในตำบลนั้น ไปเลือกเขามาเรียนครู และสนับสนุนให้ทุกอย่าง ทั้งค่าเล่าเรียน ค่ากินอยู่ และให้มาอยู่หอพักด้วย เพื่อบ่มเพาะจิตวิญญาณของความเป็นครู

คำถามว่า แล้วใครจะเป็นคนผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น รศ.ดร.ดารณี อธิบายว่า ต้องเป็นสถาบันผลิตครูที่อยู่ในชุมชนในท้องถิ่นนั้น เพราะเราต้องการครูแบบใหม่ ไม่ได้ต้องการครูแบบคณะคุรุศาสตร์ เราต้องการครูที่เขาจะออกไปเป็นครูโรงเรียนขนาดเล็ก ไปเป็นผู้นำชุมชน สามารถจัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียนได้ เช่น ครูประถมสามารถสอนได้ทุกวิชาตั้งแต่ ป.1-ป.และสอนแบบบูรณาการ มัลติเกรด เอาเด็กหลายชั้น ตั้งแต่ ป.1-3 มารวมกัน แล้วสอนได้

วิธีการของกสศ. คือ ประกาศรับสมัครสถาบันที่ผลิตครู ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างละเอียด ต้องเป็นสถาบันที่มีคุณภาพ โดยรุ่นที่หนึ่งมี 11 สถาบันที่ร่วมกับเรา กลไกลที่สำคัญ คือ กสศ.สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้สถาบันลงพื้นที่ค้นหาเด็กในชุมชนด้วยตนเอง

รศ.ดร.ดารณี เล่าว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยจะไม่ได้เป็นเดินเข้าไปหาเด็ก มหาวิทยาลัยจะรอเด็กมาสมัครเรียนเอง แต่ครั้งนี้เรามีค่าใช้จ่ายสนันสนุนให้มหาวิทยาลัยลงพื้นที่ค้นหาเด็ก พร้อมทั้งดูโรงเรียนปลายทางที่เด็กเรียนจบแล้วจะกลับไปบรรจุด้วย เพราะเราจะพัฒนาโรงเรียนเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเตรียมตัวเด็กที่เป็นครูด้วย วิธีที่เราเลือกสถาบันเราคัดเลือกกันอย่างเข้มข้น มีผู้ทรงคุณวุฒิ  อาจารย์มหาวิทยาลัย อดีตผอ.เขตพื้นที่ อดีตผอ.โรงเรียน เพื่อพิจารณาสถาบันว่ามีความพร้อมหรือไม่  ผู้บริหารให้ความสำคัญหรือไม่ เพราะโครงการนี้เราต้องทำงานกันทั้งมหาวิทยาลัย

จากนั้นการคัดเลือกเด็กจะคัดเลือกโดยผู้ใหญ่และคนในชุมชนช่วยกันเลือก เพราะสุดท้ายเด็กคนนั้นจะกลับไปเป็นคุณครูในชุมชนนั้น และมีคุณสมบัติตามที่ชุมชนนั้นๆ ต้องการ เช่น บางชุมชนต้องการครูที่สามารถพูดภาษาถิ่นได้ เพื่อช่วยให้เด็กในท้องถิ่นกล้าพูดหรือซักถามคุณครูได้

รศ.ดร.ดารณี ยังได้ถ่ายทอดความรู้สึกของนักศึกษาได้ที่รับการพิจารณาเข้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นว่า  

การที่นักศึกษาเหล่านี้เข้ามาในมหาวิทยาลัยถือเป็นความฝัน เด็กๆ กลุ่มนี้ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัย เราเห็นแววตาเขา พ่อแม่เขาเปลี่ยนความคิด ชุมชุนก็เปลี่ยนความคิด เราสร้างผลกระทบให้ชุมชนที่ชัดเจน ว่าชุมชนต้องช่วยดูแลเด็ก เด็กเหล่านี้จะไม่ทิ้งถิ่นฐานตัวเอง เพราะรู้ว่าชุมชนอยากให้เขากลับมาเป็นครูในโรงเรียน ครูที่จะเกษียณก็มีความสุขมากตอนลงพื้นที่ ที่ลูกหลานเขาเองในชุมชนที่จะกลับมาเป็นครู

โครงการนี้ เราเปลี่ยนสถาบันฝึกหัดครู เราเรียกกันว่า สมรรถนะของครูในท้องถิ่นที่เราต้องการ ต้องฝึกให้เขาเป็นผู้นำชุมชน ฝึกให้เขาจัดการเรียนการสอนแบบนี้  และมหาวิทยาลัยจะต้องเอาสมรรถนะนี้ ไปตีความไปออกแบบหลักสูตร กิจกรรม เพื่อสร้างเด็กของเรา ในสี่ปีที่บ่มเพาะไปให้เป็นครูที่มีคุณภาพ ถ้าเป็นแบบนี้เด็กที่ด้อยโอกาส ที่อยู่ในโรงเรียนจะได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น

และในวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา  สำนักครูได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 2 ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ทั้งนี้ ปีการศึกษา 2564 มีอัตรานักเรียนอยู่  301  อัตรา เราคัดเลือกสถาบันได้อีก 10 สถาบัน เป็นสถาบันเดิมจำนวนหนึ่ง และสถาบันใหม่ รวมทั้งหมด 15 สถาบัน ซึ่งจะลงไปติดตามที่มหาวิทยาลัยและโรงเรียนปลายทาง

เราหวังว่าการลงทุนกับครูคนหนึ่งจะไปเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านของเขา เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า หากมองในแง่ human resource จะพบว่า ถ้าเราสร้างครูดีหนึ่งคน ที่บ้านเกิดเขา พ่อแม่ ปู่ย่าตายายเขาอยู่ตรงนั้น โรงเรียนเหล่านี้เรียกว่าเป็นจิตวิญญาณของชุมชน” รศ.ดร.ดารณี กล่าวทิ้งท้าย 

ที่มา ; กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 24 สิงหาคม 2563

ความเห็นของผู้ชม