ค้นหา

กลยุทธ์ 3 ป ปฏิรูปการศึกษาไทยยกกำลังสอง

องค์ความรู้ในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการของตลาดงานก็เปลี่ยนแปลงไป แต่ระบบการศึกษาไทยยังปรับตัวได้ไม่เร็วพอ ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนำพาการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ เตรียมพร้อมสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้ประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษา จากเดิมที่ทำให้เด็กไทยมีความรู้และความคิดแบบ fixed mindset เป็นการศึกษาที่จะช่วยให้เกิดระบบความคิดแบบ growth mindset โดยก้าวข้ามระบบการศึกษา ไปสู่การสร้างระบบนิเวศของการศึกษาหรือ education eco-system ซึ่งคุณภาพสำคัญกว่าแค่ปริมาณ เพิ่มศักยภาพนักเรียนรายบุคคล พัฒนาครูให้ทันโลก ปั้นผู้บริหารสู่ CEO โรงเรียน เพื่อความเป็นเลิศ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาให้สมบูรณ์

 

1.ลดการบ้าน ลดงานเอกสารครู

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกกำลังสองการศึกษาไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำภาคเอกชนมามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมการพัฒนากำลังคนในทุกมิติ สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนในการเตรียมกำลังคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม new s-curve

ควรมีการลดจำนวนการบ้านของเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กมีเวลาพัฒนาความสามารถด้านอื่น ๆ ตามพรสวรรค์ ทั้งนี้การเพิ่มการสอนนอกห้องเรียน เพื่อเรียนรู้จากประสบการจริงก็สำคัญ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ภาษาต่างประเทศ และการเรียนรู้กับชุมชน ขณะเดียวกันต้องลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนาตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ และกระจายศูนย์อบรมพัฒนาครูในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้อเสียเวลาเดินทาง

 

2.ปลดล็อก-ปรับเปลี่ยน-เปิดกว้าง

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการสร้างระบบการศึกษายกกำลังสองคือ เพื่อให้เกิดการศึกษาที่มีความเป็นเลิศ (education for excellence) โดยการศึกษาจะต้องมีความยืดหยุ่นเท่าทันกับบริบทภายนอก ตัดขอบเขต (boundary) ทางความคิดออกไป และนำคอนเทนต์จากภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนมาปรับใช้ในบทเรียน

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาของการรับหน้าที่บริหารการศึกษาของประเทศไทยผมได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับปัญหาของการศึกษาและบริบทตามสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ พูดคุยกับนักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน รวมไปถึงผู้ปกครอง รวมถึงการเปิดดูสมุดและหนังสือของเด็ก ๆ เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของปัญหาที่การศึกษาไทยยังคงอยู่กับที่ หลังจากตกผลึกความเข้าใจในทุกด้านของปัญหาแล้ว ผมพร้อมที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยอย่างเร็ว ด้วยนโยบาย 3 ป. คือ ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง เพื่อยกกำลังสองการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ

  • ปลดล็อกกลไกขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วนนำภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จับมือเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิรูปการศึกษาสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริงและยั่งยืน
  • ปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่งครู สรรหาคนเก่งมาเป็นครูปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา และ
  • เปิดกว้างในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยต่อยอดจากมาตรฐานด้านคุณภาพเพื่อนำพาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศตามบริบทแวดล้อมและนำพาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

แท้จริงแล้วทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเอง เพียงแต่ต้องสร้างระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองจนเป็นทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ

 

3 ศูนย์ สร้างทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ

รมว.ศธ.สร้าง 3 ศูนย์ ให้เป็นกลไลของขับเคลื่อนการศึกษาไทยยุคใหม่ ไปสู่การเป็นฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย

  • HCEC (Human Capital Excellence Center) หรือศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งเป็นหน่วยพัฒนาทุนมนุษย์ (HR) ของประเทศเพื่อตอบโจทย์อาชีพ อุตสาหกรรม และธุรกิจ,
  • DEEP (Digital Education Excellence Platform) หรือแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ เป็นหน่วยบริหารจัดการองค์ความรู้ (KM) ของประเทศ เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ
  • EIDP (Excellence Individual Development Plan) หรือแผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งเป็นต้นแบบการพัฒนาศักยภาพบุคคล (Human Potential : HP) เพื่อตอบโจทย์เส้นทางความสำเร็จของชีวิต

ณัฏฐพลอธิบายว่า ในปี 2564 จะมีการเพิ่ม HCEC ในโรงเรียน จำนวน 185 ศูนย์ และอีก 100 ศูนย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา เน้นทำงานร่วมกับสถานประกอบการภาคเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา

เราจะเปลี่ยนต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมครูตามที่ต่าง ๆ ให้เป็นการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนผ่านศูนย์ HCEC เน้นสร้างครูให้มีแนวคิดแบบ growth mindset สามารถจัดรูปแบบการสอนของตัวเองให้ใหม่อยู่เสมอ ส่วน HCEC ของอาชีวศึกษา สร้างขึ้นเพื่อพัฒนานักเรียนอาชีวะและบุคคลทั่วไป ใช้ในการ upskill และ reskill

DEEP เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ใน www.deep.go.th ที่เชื่อมโยงครู นักเรียน และภาคเอกชน โดยภาคเอกชนช่วยเติมความรู้เข้าไปในแพลตฟอร์ม เพื่อพัฒนาคนให้ตรงตามความต้องการได้ของตลาดงาน ภายใต้ DEEP มี Teaching Resource Platform (TRP) ที่ครูสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอน นอกจากนั้นนักเรียนและบุคคลทั่วไปสามารถเรียนออนไลน์ผ่าน DEEP ได้ และมีการบันทึกข้อมูลรายบุคคลผ่าน ID ช่วยในเรื่องสร้างแผนพัฒนาส่วนบุคคล โดยภายในปี 2564 เราจะผลักดันให้เกิดการใช้งาน DEEP ทั่วประเทศ

EIDP ช่วยให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพหรือความเป็นเลิศในแบบฉบับของตนเอง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการประเมิน จากที่ประเมินเพื่อตัดสินเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา ลดการสอบของนักเรียน และลดงานเอกสารของครู เตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารเป็น CEO รุ่นใหม่ของสถานศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับการศึกษาไทย

ผมเชื่อว่าหากทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมมือกัน การศึกษาของเราจะก้าวทันโลกและแข่งขันได้ในระดับสากลแน่นอน มาจับมือแก้ปัญหาการศึกษาไทยไปด้วยกัน

 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2563

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขันน็อตข้าราชการ ศธ. ดันการศึกษายกกำลัง2

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ. ) ได้เรียกประชุมสำนักนโยบายและแผนของทุกส่วนงานใน ศธ. เมื่อวันที่ 2ก.ย.ที่ผ่านมา  เพื่อทำความเข้าใจและติดตามแผนงานการศึกษายกกำลังสองเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา  เพื่้อขับคลื่อนสร้างความปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย โดยกล่าวว่า ขณะนี้ทุกประเทศเผชิญสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน หากประเทศไทยซึ่งมีมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอันดับต้นของโลก ถือเป็นข้อได้เปรียบหากจะมีนักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวมาประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียน และคุณครู เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หากสถานการณ์พลิกฟื้นกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาอีก 1-2 ปี ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองด้านการศึกษา โดยสามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อรองรับได้ ถึงเวลานั้น เราก็จะสามารถเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยว ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้พลิกฟื้นขึ้นมาได้ 

อยากให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนที่มีอยู่ให้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น แนวทางการสอบเพื่อคัดเลือกครูให้ได้คนที่มีความสามารถจริงมาเป็นครูสอน ผู้บริหารโรงเรียนจะมีหลักเกณฑ์ หรือแนวทางในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนสถานการศึกษาของตนเองให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทางของตนเองได้อย่างไร หรือปรับวิธีการสอบโดยใช้ข้อสอบแบบสุ่ม (Random) เป็นต้น นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานในศธ. ต้องบูรณาการแนวคิด และวิธีการทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อหาแนวทางร่วมกันในลักษณะข้ามหน่วยงาน ให้เป็นแผนงานของกระทรวงศึกษาธิการที่ทุกคนเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม โดยให้มีการประชุมเพื่อจัดทำแผนบูรณาการด้านการศึกษายกกำลังสอง และนำเพื่อหารือร่วมกันภายในระยะเวลา 1 เดือน 

เราต้องก้าวข้ามข้อจำกัด และขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมากขึ้น ต้องเพิ่มด้านปริมาณ และคุณภาพอย่างเข้มข้น หากมีข้อติดขัด เช่น งบประมาณ พวกเราต้องช่วยกัน และสรุปข้อเสนอแนะอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งผมพร้อมที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในการปลดล็อคแนวทางการทำงาน  หากเราทุกคนในกระทรวงฯ ช่วยกัน คุย  จะเป็นวิวัฒนาการใหม่ของการบริหารราชการไทย  เป็นกระทรวงแรกที่มีการร่วมมือกันทุกหน่วยงาน อยู่ที่ว่า ทุกคนพร้อม และกล้าหรือไม่ หากเราจะมาช่วยกันรื้อด้านการศึกษาของไทย ซึ่งเริ่มต้นได้ทันที รวมถึงการทำแผนงานงบประมาณในปี 2565 อย่างบูรณากการร่วมกัน

แนวคิดด้านการศึกษายกกำลังสอง ผ่าน ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Human Capital Excellence Center – HCEC, แฟลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Digital Education Excellence Center-DEEP และ แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Excellence Individual Development Pan - EIDP โดยมีแผนงานสำคัญ อาทิ

  • สภาการศึกษาแห่งชาติ จะดำเนินการด้านหลักสูตรให้เป็นที่เรียบร้อยในเดือนพฤษภาคม 2564 และในปี 2563 จะสามารถจัดทำฐานข้อมูล และแฟ้มผลงาน (Portfolio) ของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ
  • สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอแผนงานการควบรวมโรงเรียนใน 29 จังหวัด จำนวนกว่า 2,000 โรงเรียน และแผนการโยกย้าย และพัฒนาครูผู้สอน
  • ด้านสำนักงานอาชีวศึกษา (สอศ.) เสนอแผนเร่งรัดและขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนด้านหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านแรงงานของภาคเอกชน และเสนอแนะการสร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นหันมาศึกษาด้านอาชีวะมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแรงงานที่มีความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะสาขาสำคัญๆ เช่น โรโบติกส์ ระบบราง แม็คคาทรอนิกส์ เป็นต้น
  • สำนักส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้นำเสนอการฝึกอบรมครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ด้วยระบบออนล์ และการขออนุมัติงบประมาณในการเปลี่ยนพื้นที่ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสะเต็มศึกษา (STEM Edupolis) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ให้กับครูทั่วประเทศ 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 03 กันยายน พ.ศ. 2563

ความเห็นของผู้ชม