ค้นหา

แนะปฏิรูปหลักสูตร ต้องสอนนักเรียนเป็นพลเมือง ปชต.

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีนโยบายปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทันสมัย โดยจะปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรใน 8 กลุ่มสาระวิชาใหม่ ทั้งนี้ หลักสูตรใหม่จะมุ่งเน้น Competency Based โดยต้องมีสมรรถนะ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมของบุคคล อย่างไรก็ตาม มองว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ใช่ตัวปัญหา แต่จะทำให้เห็นผลลัพธ์จากการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างไรเป็นสิ่งสำคัญกว่า ทั้งนี้ จะสร้างให้นักเรียนอ่าน และสามารถคิดวิเคราะห์ด้วย ที่สำคัญต้องทำให้นักเรียนดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วย

ดร.สุภัทรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของสถานศึกษาด้วย โดยให้สถานศึกษานำหลักสูตรไปสอนตามบริบทของตน เช่น สถานศึกษาที่ตั้งในชนบท อาจจะเน้นสอนให้นักเรียนสามารถดำรงชีวิต และประกอบอาชีพในพื้นที่ให้ได้ หรือสถานศึกษาในเมืองใหญ่ ซึ่งมีผู้เรียนหลากหลาย บางส่วนอาจมุ่งเน้นเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ หรือคณะวิทยาศาสตร์ แต่บางส่วนต้องการเรียนด้านสังคมศาสตร์ด้วย ดังนั้น เนื้อหาที่สถานศึกษาควรสอนคือ 70% สอนความรู้พื้นฐานให้กับนักเรียน และอีก 30% สอนเนื้อหาที่สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนตามที่นักเรียนถนัด หรือสถานศึกษาที่เน้นเรียนเพื่อมุ่งสู่การแข่งขัน เช่น โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ อาจมุ่งเน้นสอนด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา อดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เห็นด้วยที่ ศธ.จะปรับหลักสูตรให้ทันสมัยมากขึ้น เพราะหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถูกใช้มาร่วม 20 ปีแล้ว มีเนื้อหาสาระ ตัวบ่งชี้ และตัวชี้วัดจำนวนมาก ทำให้การเรียนในปัจจุบันเป็นการเรียนเพื่อจำ ทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่าการศึกษาของประเทศอยู่กับที่มาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว โดยมี 3 ปัจจัย ที่ทำให้การศึกษาอยู่กับที่ คือ โครงสร้างและระบบ ระบบหลักสูตรการเรียนรู้ และระเบียบกฎเกณฑ์ที่ล้าหลัง ดังนั้น การปรับระบบหลักสูตรเพียงอย่างเดียว มองว่าจะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้น แต่อาจจะไม่ไปรอด เพราะ ศธ.ต้องปรับเรื่องโครงสร้าง และระเบียบกฏเกณฑ์ที่ล้าหลังด้วย จึงจะทำให้การศึกษาพัฒนาขึ้น

จากการหารือร่วมกับคณะจัดทำหลักสูตร เห็นตรงกันว่านักเรียนควรได้เรียนตรงความต้องการ และตรงกับศักยภาพของนักเรียน ผมมองว่าถ้าสามารถสร้างหลักสูตรให้หลากหลาย และกว้างขึ้น เพื่อให้สถานศึกษานำหลักสูตรไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง เชื่อว่าภายใน 5-10 ปี จะทำให้เห็นจุดเด่น และความเป็นเลิศของโรงเรียนแต่ละแห่งชัดเจนมากขึ้น หากมีการเปลี่ยนหลักสูตร วิธีการเรียนการสอนอาจจะต้องเปลี่ยนด้วย จะต้องอบรมเตรียมความพร้อมครู เพื่อให้ครูมีเทคนิค วิธีการสอนใหม่ๆ มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับหลักสูตรใหม่ ดร.สุภัทร กล่าว

การปรับหลักสูตรต้องมีเป้าหมายชัดเจน เมื่อปรับแล้วตอบโจทย์เรื่องไหนบ้าง และหลักสูตรที่ปรับใหม่นี้ จะช่วยพาเด็กเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อเป็นทุนมนุษย์ในอนาคตหรือไม่ นอกจากนี้ การปรับหลักสูตรจะช่วยจะพาเด็กสู่ความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้า ศธ.เพียงแค่ปรับหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นให้เด็กมีสมรรถนะเพื่อมีงานทำ อาจจะไม่ช่วยให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต ผมมองว่าการพัฒนาหลักสูตร จะต้องพัฒนาให้เด็กมีความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยด้วย เพราะจากการศึกษา หลายประเทศสร้างพลเมืองคุณภาพ โดยมุ่งสอนให้ประชาชนเป็นพลเมืองประชาธิปไตย รู้จักสิทธิหน้าที่ มีทักษะทางมีความส่วนร่วม ผมมองว่า ศธ.ต้องนำเรื่องเหล่านี้มาใส่ในหลักสูตรด้วย ผมอยากให้นายณัฏฐพลตั้งสติให้ดี ในการปฏิรูประบบหลักสูตร และการปฏิรูประบบการศึกษา เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ ศ.ดร.สมพงษ์ กล่า

ที่มา ; มติชนออนไลน์

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ย้อนดูการศึกษาไทย ก้าวสู่ปีแห่ง สมรรถนะ

ปี 2563 ที่ผ่านไป เป็นปีแห่งการปรับตัว และมองเห็นความท้าทายของการศึกษาในรูปแบบใหม่ ครูหลายท่านต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ไฉไลสอดรับกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง หากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปี ใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะเกิดปรากฏการณ์ และวิกฤตการณ์ทั้งเก่า และใหม่ ให้ครูไทยต้องฝ่าฟันกันมากเหลือเกิน

ปิดโรงเรียนตั้งแต่เดือนแรกของปีจาก ฝุ่น PM 2.5 เริ่มจากศึกเบาๆ กันตั้งแต่ต้นปี ปัญหาฝุ่นละองและหมอกควัน PM 2.5 ที่ค่าเกินมาตรฐานลุกลามจากปี 2562 สร้างผลกระทบครอบคลุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิต และดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ สุดท้ายหลายโรงเรียนมีประกาศปิดการเรียนชั่วคราว ทำให้การสอนต้องหยุดชะงัก งานเข้าคุณครูต้องจัดสรรตารางเวลาเรียนกันใหม่เพื่อชดเชยที่หยุดไปสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้

เวลาผ่านไปยังไม่ทันข้ามเดือน วิกฤต PM. 2.5 ไม่ทันจะจางหาย วิกฤตใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ลงมติประกาศว่าการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 เป็นภัยพิบัติฉุกเฉินระดับโลกในวันที่ 31 มกราคม 2563 สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทุกวงการ โรงเรียนหลายแห่งทั่วโลกประกาศงดการเรียนการสอน ร้อนมาถึงประเทศไทย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราวทุกสถานศึกษา ทั้งภาครัฐ และเอกชน เป็นเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 และตามมาด้วยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 พร้อมนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้การเรียนการสอนต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าโรงเรียนจะไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนจากที่โรงเรียนได้ตามปกติ ตามนโยบายที่ว่า โรงเรียนอาจหยุดได้ แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้ 

New Normal นิยามการศึกษายุคใหม่สู่ความท้าทาย และการปรับตัว เพราะหากพิจารณาแล้ววิกฤตไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกเริ่มปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดการศึกษาในอนาคต พฤติกรรมของครูไทยเราเองก็เปลี่ยนไป โรงเรียนหลายแห่งพร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของนวัตกรรมเพื่อการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล

หากมองในแง่ดี วิกฤตครั้งนี้ อาจเป็นเหมือนเคมีเร่งปฏิกิริยาให้โรงเรียน และครูไทย ก้าวเข้าสู่การศึกษาในรูปแบบใหม่ แม้ยังขาดทักษะ และความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ การได้เริ่มก้าวไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อผลลัพธ์สำคัญสุดท้ายคือเด็กไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาตินั่นเอง

เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน หลายค่ายทั้งในไทย และต่างประเทศ พร้อมใจกันเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น ล่าสุด ศธ.นำเสนอแพลตฟอร์มด้านการศึกษาใหม่ภายใต้ชื่อ DEEP (Digital Education Excellence Platform) ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมของระบบการศึกษา สร้างความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เกิดมิติการสร้างห้องเรียนแบบใหม่ Flipped Classroom หรือห้องเรียนกลับด้านที่ถูกนำมาเป็นโมเดลสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และค้นคว้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากทางภาคเอกชนหลายแห่ง 

2564 ปีการศึกษาใหม่ ทางภาครัฐเองมีแนวนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทย ด้วยแผนเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ และมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง แทนที่การท่องจำเนื้อหาเพื่อใช้ในการสอบ และเปลี่ยนจุดเน้นจากที่เคยเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา (Content – based) ซึ่งมุ่งไปที่มาตรฐาน และตัวชี้วัดจำนวนมาก ไปเป็นหลักสูตรที่เป็นฐานสมรรถนะ (Competency – based) คือมุ่งไปยังพฤติกรรมที่ผู้เรียนโดยตรง ยึดที่ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กๆ ของเราจะสามารถมีทักษะ องค์ความรู้ ที่พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกรได้ต่อไปในอนาคต

การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีเพียงองค์ความรู้ อาจไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่อีกต่อไป โลกที่เชื่อมถึงกันและกันแบบทุกวันนี้ คนที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องเข้าใจ และหาทางข้ามเส้นขีดจำกัดของตนเองให้เจอ พร้อมที่จะต่อยอด และประยุกต์ใช้จากองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างตลอด 

ข่าวเกี่ยวกัน

สพฐ. คาดหลักสูตรใหม่ทันใช้ปีการศึกษา 2565 เน้นสมรรถนะ ให้เรียนตามความชอบ (ข่าว)

เมื่อวันที่ 9 กุมาพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำหลักสูตรการอิงสมรรถนะ แทนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ว่า หลักสูตรที่จัดทำใหม่จะเปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนจุดเน้น จากเดิมที่เน้นว่าผู้เรียนจะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำเท่าใด และควรรู้เรื่องอะไรบ้าง แต่หลักสูตรใหม่จะเน้นว่าเมื่อเรียนแล้วผู้เรียนได้สมรรถนะอะไรบ้าง ซึ่งหลักสูตรใหม่ที่กำลังจัดทำนี้ไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหาอะไรมากนัก แต่จะปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและทันกับปัจจุบัน เช่น การเรียนโค้ดดิ้ง ที่เดิมอาจจะสอนไม่ครบทุกโรงเรียน ก็อาจจะนำมาเพิ่มในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

อย่างไรก็ตาม การจัดทำหลักสูตรใหม่ จะดูว่าในแต่ละช่วงชั้นควรจะพัฒนาสมรรถนะใดให้กับผู้เรียนบ้าง เช่น ระดับอนุบาล ควรจะสอนและเติมสมรรถนะพื้นฐานอะไรให้กับเด็กบ้าง เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนระดับชั้นต่อไป ส่วนระดับชั้น ป.1-3 ควรสอนสมรรถนะอะไรเพื่อเตรียมตัวผู้เรียน ให้ไปเรียนในระดับที่สูงขึ้น ส่วนระดับชั้น ป.4-6 หลักสูตรการเรียนการสอนจะต้องเติมเต็มความรู้ของผู้เรียนให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้ ส่วนระดับชั้นม.1-3 จะเน้นเรียนสมรรถนะด้านอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง และระดับชั้น ม.4-6 การเรียนการสอนจะเน้นที่ตัวผู้เรียน ว่าผู้เรียนสนใจอาชีพอะไร ก็ให้การเรียนการสอนมุ่งเน้นตามความสนใจของผู้เรียน ซึ่งตนมองว่าหลักสูตรใหม่นี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนตามความชอบของตนเองมากขึ้น

 

หลักสูตรที่จัดทำใหม่ไม่ได้เป็นการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะปัจจุบันหลักสูตรที่ใช้อยู่ก็อิงสมรรถนะผู้เรียนอยู่แล้ว แต่จะปรับให้ทันสมัยมากขึ้น ดังนั้นครูจะต้องปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากปัญหา และแสวงหาวิธีแก้เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ใหม่ผ่านการเรียนการสอนลักษณะนี้ และสิ่งที่การศึกษาขั้นพื้นฐานคาดหวัง คือทำให้ผู้เรียนมีฐานความรู้ขั้นพื้นฐานที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงอาชีพของผู้เรียน เพราะถ้าผู้เรียนมุ่งไปศาสตร์เดียวหรืออาชีพเดียวอาจจะดำรงชีวิตได้ยาก

 

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเร่งจัดทำหลักสูตรใหม่ให้เสร็จ ทันใช้ในปีการศึกษา 2565″

ที่มา ; มติชน

ความเห็นของผู้ชม