ค้นหา

แผนปฏิรูปประเทศขยายเวลาเกษียณอายุราชการเป็น 63 และ 65 ปี

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ดังนี้

. ด้านการเมือง
. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
. ด้านกฎหมาย
. ด้านกระบวนการยุติธรรม
. ด้านเศรษฐกิจ
. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
. ด้านสาธารณสุข
. ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ
. ด้านสังคม
๑๐. ด้านพลังงาน
๑๑. ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
๑๒. ด้านการศึกษา
๑๓. ด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข่าว

อยู่ในเนื้อหาของ ด้านที่ ๒ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

ส่วนที่ ๒ กิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

กิจกรรมปฏิรูปที่ ๓ ปรับเปลี่ยนการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐสู่ระบบเปิด เพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งคนเก่ง ดีและมีความสามารถอย่างคล่องตัว ตามหลักคุณธรรม

 

ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลต่าง ๆ เป็นอย่างน้อยในการดำเนินการ ดังนี้

ฯลฯ
     ๓) ขยายอายุเกษียณราชการสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งต่าง ๆ ยกเว้นผู้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร และตำแหน่งที่ต้องใช้สมรรถภาพทางกายในการปฏิบัติหน้าที่ จากอายุ ๖๐ ปี เป็น ๖๓ ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ และขยายอายุเกษียณเป็น ๖๕ ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๕

   ฯลฯ

คลิกดูตาราง  เทียบตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนว่าดำแหน่งใดเป็นตำแหน่งนักบริหาร และตำแหน่งอื่นๆ

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบตำแหน่งอย่างอื่นเท่ากับการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 ตาม ว30/2553

 

คลิกดาวน์โหลด ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง)

ข่าวต่อเนื่อง

ชะลอ ขยายอายุเกษียณราชการ จาก 60 ปี เป็น 63 ปี

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ถึงประเด็นการ "ชะลอ" ขยายอายุเกษียณราชการ จาก 60 ปี เป็น 63 ปี ว่า สืบเนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งหมายถึงมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2573 สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 30% 

เพราะฉะนั้นจำเป็นที่ภาคส่วนต่างๆ จะต้องมีแผนการรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งในส่วนของข้าราชการพลเรือน ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารบุคลากรภาครัฐ ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการขยายอายุเกษียณราชการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งมีการศึกษามาแล้วระยะหนึ่ง โดยได้กำหนดสาระสำคัญในแผนปฏิรูป ว่าให้ควรมีการศึกษาการขยายอายุการเกษียณราชการเป็นมาตรการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และสนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐมีงานทำหลังเกษียณ รวมถึงการบริหารกำลังคนภาครัฐในช่วงวัยต่างๆ อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้มีข้อเสนอหนึ่งแนวทางคือ น่าจะขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สำนักงาน กพ. ได้รับรายงานและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสของวุฒิสภา ที่มีการเสนอเรื่องการจางข้าราชการภายหลังเกษียณอายุ 60 ปี

เพราะฉะนั้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้ของวุฒติสภา เมื่อสำนักงาน กพ. ได้รับข้อเสนอแล้ว ก็นำมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่ง ครม.ก็เห็นชอบตามข้อเสนอที่เข้าเข้า ครม.พิจารณา และได้ข้อสรุปดังนี้

      1.เห็นด้วยกับการชะลอ การขยายเกษียณอายุราชการตามแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงระบบการคลังและงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเห็นว่าควรจ่ายงบประมาณที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดการจ้างงานกับกลุ่มเปราะบางก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อสามารถจัดการกับสถานการณ์โควิด-19 ได้แล้ว ค่อยนำเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

      2.เห็นด้วยกับการจ้างเพื่อใช้ศักยภาพข้าราชการเกษียณ ที่เสนอให้มีทางเลือกที่หลากหลายในการจ้างงานที่เกษียณอายุราชการ ควบคู่ไปกับมาตรการการขยายอายุเกษียณ ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความจำเป็นและบุคลากรในแต่ละตำแหน่ง สาขา  เช่น ตำแหน่งที่กำลังขาดแคลนกำลังคน ตำแหน่งที่มีความเชี่ยวชาญ หรือให้พิจารณาในรูปแบบอื่น เช่น จ้างข้าราชการเกษียณในกรณีจ้างเหมาบริการหรือการรับงานไปทำที่บ้าน 

3.การศึกษาเพื่อปฏิรูปบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งในวาระนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ความสำคัญของการบริหารบุคลากรภาครัฐจะต้องมองในภาพรวม ซึ่งต้องพิจารณาในเรื่องของการลดกำลังคน การส่งเสริมบุคลากรคนรุ่นใหม่ การจ้างจ้างงานข้าราชการเกษียณที่มีศักยภาพในตำแหน่งที่ขาดแคลน และการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย โดยย้ำว่าให้ดูครบทุกมิติ

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็นของผู้ชม