ค้นหา

สารจากนายกรัฐมนตรีถึงศธ. ให้พร้อมรับ พ.ร.บ.การศึกษาชาติใหม่

ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล ศธ. ได้เดินทางมามอบนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติ เนื่องในโอกาสที่ ศธ. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) คนใหม่ โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.เข้าร่วม

นายวิษณุ ได้กล่าวภายหลังการประชุมตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการให้กำลังใจนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. ในฐานะเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงคนใหม่ ซึ่งตนได้เห็น 12 นโยบายการศึกษาและ 7 นโยบายเร่งด่วนของนางสาวตรีนุชแล้ว ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามแผนงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง นายกฯ กำชับเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ได้อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา และนายกฯรับปากว่าอย่างช้าเดือนในมิถุนายน ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร  ดังนั้นตนจึงขอฝาก ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีของรัฐบาลฉบับหนึ่งและของประชาชนอีกฉบับหนึ่ง โดย นายกฯ มีข้อสั่งการให้บูรณการร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเป็นฉบับเดียวกัน ดังนั้นเมื่อร่างพ.ร.บ.รวมเป็นฉบับเดียวกันอาจถูกใจกระทรวงแต่ไม่ถูกใจประชาชน หรือไม่ถูกใจประชาชนแต่ไม่ตรงกับนโยบายรัฐบาลจึงฝาก ศธ.ให้ช่วยดูด้วย 

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯยังต้องการเห็นการกำกับดูแลมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมของครู โดยเฉพาะปัญหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ครูทำร้ายนักเรียน ซึ่งในประเด็นนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และมีมาตรการขั้นเด็ดขาดออกมาแล้ว ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เห็นชอบ เรื่อง แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นหากพบข้าราชการคนใดกระทำพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ จะต้องให้ออกจากราชการเอาไว้ก่อนทันที พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ขณะเดียวกัน ศธ.จะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะสังคมต้องการที่จะเห็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงมาถึงในยุคปัจจุบัน เป็นการเรียนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยด้วย ไม่ใช่การเรียนประวัติศาสตร์ที่มีแต่การสู้รบในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านว่าเราเป็นญาติมิตรกับประเทศใกล้เคียงอย่างไรบ้าง รวมถึงการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรู้แบบลงมือหรือ Active Learning ซึ่งจะต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมร่วมไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว ซึ่งการเรียนในลักษณะนี้สามารถใช้ร่วมกับการเรียนการสอนได้ในทุกรายวิชา ทั้งนี้ นายกฯ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ซึ่งวันนี้ตนได้รับฟังข้อเสนอจากศธ.แล้วว่าจะต้องสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้มาเรียนสายอาชีพได้อย่างไรบ้าง เช่น การเพิ่มเงินเดือนผู้จบอาชีวะ เป็นต้น ดังนั้นตนรับที่จะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) 

สำหรับปัญหาโครงสร้างของ ศธ.นั้นมีการพูดถึงมาตลอด เพราะ ศธ.เป็นกระทรวงที่มีลักษณะเป็นแท่งแบ่งการทำงานเป็นจำนวนมาก ซึ่ง ศธ.เป็นกระทรวงแรกที่ปฏิรูปรูปการการบริหารจัดการเป็นแบบนี้ เพราะคิดว่าจะทำให้การทำงานสะดวก แต่ปัจจุบันหน่วยงานราชการอื่นๆ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ ศธ.ทำ เนื่องจากรูปแบบแท่งเป็นการแบ่งการทำงานที่ชัดเจน การที่ข้าราชการจะย้ายข้ามแท่งก็สร้างความยุ่งยาก เพราะแต่ละแท่งต่างมีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องคนของตัวเอง รวมถึงยังมีผู้บริหารระดับ 11 ถึง 4 คน ส่งผลให้ข้าราชการที่ทำงานไม่รู้จะฟังใครก่อน ดังนั้นปัญหาโครงสร้าง ศธ.ผมมีธงในใจแล้ว ว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งรับจะไปพิจารณา แต่ในตอนนี้ขอให้การทำงานใน ศธ.ได้สลายความเป็นแท่งออกให้หมด และทำงานกันอย่างมีเอกภาพ เชื่อมต่อการทำงานกันให้ได้มากที่สุดรองนายกฯ กล่าว 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 05 เมษายน พ.ศ. 2564

ข่าวเกี่ยวกัน

คำถามและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ภาคประชาชน
นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่าตามที่ สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) แจ้งว่าได้ร่วมกันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ภาคประชาชน โดยได้รับการสนับสนุนจากนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังได้ประชุมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเห็นว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ยอมรับฟังและแก้ไขในหลายประเด็น

ปัจจุบันสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) มีสมาชิกที่เป็นสมาคม องค์กร ครูและบุคลากรอยู่ 19 องค์กร นอกจากนี้ สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) ยังได้แจ้งว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายภาคประชาชนที่สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) ยอมรับตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา มีดังนี้ คือ

1. ไม่ใช้ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่ให้ใช้ตำแหน่ง หัวหน้าสถานศึกษา โดยให้หน่วยงานไปกำหนดชื่อเอง

2. ไม่ใช้คำว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่ให้ใช้คำว่า ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู

3. ไม่มีบัญญัติไว้ในมาตราใดที่ระบุให้ วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ขอเรียนว่าสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากแนวคิดและแนวทางในการร่างกฎหมายการศึกษามีความแตกต่างกัน และสมาคมก็มิได้มอบหมายให้สมาชิกหรือกรรมการบริหารสมาคมรายใดไปเป็นตัวแทนของสมาคมในการไปร่วมร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และเสนอเป็นร่างกฎหมายฉบับประชาชน ร่วมกับ สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท)

แต่อย่างใด ปัจจุบัน องค์กรที่ถือว่าเป็นตัวแทนของครูทั้งประเทศคือ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท) ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารโรงเรียนและครูโรงเรียนประถมศึกษาทั้งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้มี ดร.วีรบูล เสมาทอง เป็นประธานสมาพันธ์ และสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย(ส.บ.ม.ท.) ซึ่งมีนายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ เป็นนายกสมาคม ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศไทย โดยเรื่องนี้ตนได้สอบถามไปที่ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท) แล้วว่าเป็นสมาชิกของสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) หรือไม่อย่างไร ได้รับแจ้งว่า สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท) มิได้เป็นสมาชิกของสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) และการที่มีสมาชิกของสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท)บางรายไปร่วมประชุมกับ สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) นั้นถือว่าไปประชุมเป็นการส่วนตัว

นายรัชชัยย์ ฯ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) ได้ไปพบนายกรัฐมนตรี ไปประชุมกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปพบกับนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการในฐานะตัวแทนครูทั้งประเทศเพราะไม่มีฐานะเป็นตัวแทน นอกจากนี้การที่สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท)ไปยอมรับการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กับที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในประเด็นเรื่องการ เปลี่ยนตำแหน่ง ผู้อำนวยการเป็น หัวหน้าสถานศึกษาและการ เปลี่ยนคำสำคัญจาก ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็น ใบรับรองการประกอบวิชาชีพนั้น ข้าราชการครูทั้งประเทศไม่สามารถยอมรับได้เพราะจะทำให้ข้าราชการครูได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ดังนี้

ข้อ 1. มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยะฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาบัญญัติไว้ว่า อัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนด ไว้ในบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และบัญชีอัตราเงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาท้ายพระราชบัญญัตินี้โดยบัญชีอัตราเงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษาท้าย พ.ร.บ.เงินเดือนฯดังกล่าว กำหนดให้ข้าราชการครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจะได้เงินประจำตำแหน่งคนละ 5,600 บาท และยังจะได้รับเงินค่าวิทยฐานะอีก 5,600 บาท รวมเป็นเงิน 11,200 บาท ในขณะที่ข้าราชการพลเรือนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจะได้รับเฉพาะเงินประจำตำแหน่งคนละ 5,600 บาท ซึ่งขณะนี้สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายให้ข้าราชการพลเรือน วิทยฐานะชำนาญการพิเศษให้ได้รับเงินค่าวิทยฐานะ อีก 5,600 บาท เท่าเทียมกับข้าราชการครู อนึ่ง ข้าราชการครูที่จะได้รับเงินค่าวิทยฐานะ อีก 5,600 บาท นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น การเปลี่ยนเป็น ใบรับรองการประกอบวิชาชีพจึงทำให้ครูไม่ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.เงินเดือนฯดังกล่าว

ข้อ 2 มาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติไว้ว่า ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงแต่ ร่างกฎหมายการศึกษา ฉบับที่สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท) เสนอต่อรัฐบาลนั้น ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่า วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง แต่อย่างใด ทั้งๆที่การเป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้นเป็นความภาคภูมิใจของผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู และยังจะส่งผลให้เป็นวิชาชีพที่จะได้รับเงินวิทยฐานะเพิ่มเติม

นายรัชชัยย์ฯ กล่าวเพื่มเติมว่าจากการติดตามการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆของนายมีชัย ฤชุพันธ์ นั้น พบว่านายมีชัยฯ มีมุมมองต่อวิชาชีพครูว่าเป็นวิชาชีพทั่วไป ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษมากไปกว่าวิชาชีพอื่นๆ ไม่เคยมองว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้นนายมีชัยฯจึงไม่เคยสนับสนุนให้มีตำแหน่ง ผู้อำนวยการในสถานศึกษา ทั้งๆที่มีหลายหน่วยงานที่มีภาระงานและอัตรากำลังคนในหน่วยงานต่างๆน้อยมากแต่หัวหน้าหน่วยงานก็เป็นตำแหน่ง ผู้อำนวยการเช่น ผู้อำนวยการกลุ่มในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (สถานีอนามัยตำบล) เป็นต้น การเปลี่ยนตำแหน่ง ผู้อำนวยการเป็น หัวหน้าสถานศึกษาแม้จะอ้างว่าให้เป็นไปตามส่วนราชการกำหนด นั้น ก็ไม่สามารถยอมรับได้เพราะเป็นเรื่องของอนาคตซึ่งยังขาดความแน่นอน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีการจัดทำร่างกฎหมายการศึกษาทั้งสี่ฉบับโดยเป็นร่างกฎหมายของสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร ที่มี รศ. ดร.สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการร่างกฎหมายการศึกษา และมีตัวแทนของ ส.บ.ม.ท.ไปเป็นคณะทำงานร่างกฎหมายการศึกษานี้ โดยร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับดังกล่าวนั้นได้ร่างเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ฉบับที่เป็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ นั้นได้ยืนยันดังนี้

4.1. ให้คงคำว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

4.2 ให้คงคำว่า ผู้อำนวยการ

4.3 ให้มีการบัญญัติไว้ว่า วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงไว้ในร่างกฎหมายการศึกษาในแต่ละฉบับ

นายรัชชัยย์ ฯได้กล่าวอีกว่าตนมีความสงสัยว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ใช้คำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษาและ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเหมือนที่เคยใช้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฯฉบับปัจจุบัน ทั้งๆที่ คำสำคัญทั้งสองคำนั้น เคยผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว จึงมีการบัญญัติคำดังกล่าวไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตนจึงได้สอบถามตัวแทนของ สคคท รายหนึ่งที่เข้าประชุมด้วยได้รับคำชี้แจงว่า ที่ประชุมเห็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เป็นการอนุญาตเป็นครั้งๆไป มีระยะเวลา มีหมดอายุ ครูต้องเสียเงินมาต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี หรือตามที่กำหนดไว้ แต่หากเป็น ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู รับรองแล้ว เป็นครูไปตลอด ถ้าไม่ทำความผิดนั้น ตนเห็นว่าหากเหตุผลเยี่ยงนี้เป็นสาระสำคัญในการไม่ใช้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แล้ว ตนและครูทั้งประเทศไม่สามารถยอมรับได้ เป็นการให้เหตุผลแบบไม่น่าเชื่อว่าผู้ให้เหตุผลเช่นนี้เป็นนักกฎหมายมหาชนระดับประเทศ เป็นองค์กรที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล การให้เหตุผลอย่างนี้เชื่อโดยสุจริตใจว่ามีเจตนาอื่นแอบแฝง

ส่วนกรณีที่ให้ใช้คำว่า หัวหน้าสถานศึกษา โดยให้หน่วยงานไปกำหนดชื่อเอง นั้น ก็ไม่ได้รับคำตอบอย่างมีเหตุผลว่าทำไมไม่ใช้คำเดิม คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา นอกจากนี้ตนมีคำถามและมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า

1. คณะที่เสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ภาคประชาชน ย่อมหมายถึงมีประชาชนมากกว่าหนึ่งหมื่นคน ได้เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมาย จึงขอทราบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวบัญญัติคำสำคัญ เกี่ยวกับ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ที่เป็นคำสำคัญที่มีอยู่เดิมไว้อย่างไร ประชาชนผู้เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายได้ให้สิทธิท่านเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงคำสำคัญเป็น หัวหน้าสถานศึกษา และ ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู หรือไม่ เพราะหากเปลี่ยนแปลงแล้วภายหลังเกิดความเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ

2. การที่มีการกล่าวอ้างว่า ต้องยอมรับไว้ก่อนเพราะถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ผ่านให้จะทำให้เสียหายนั้น กรณีนี้ขอเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นองค์กรของรัฐมีหน้าที่ในเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมาย มีกรอบระยะเวลาในการทำงาน ไม่มีอำนาจอะไรที่จะระงับยับยั้งร่างกฎหมายใดตามอำเภอใจของตนเอง เว้นแต่ความในร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ขัดกฎหมายอื่นฯลฯ เป็นต้น แต่คำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นั้น เคยใช้มาก่อน และเคยผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้วว่า ใช้ได้ จึงมีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

3. มีบางท่านถามมาว่าการที่ตนออกมาคัดค้านการเปลี่ยนแปลงคำสำคัญในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.....นั้นมีเจตนาอะไร เรื่องนี้ขอชี้แจงให้ทราบถึงเจตนาคือ

      - รักษาสิทธิประโยชน์ที่ครูเคยได้รับและพึงได้รับ

      - ปกป้องเกียรติภูมิของครูที่เคยได้รับการยกย่องว่า เป็นวิชาชีพชั้นสูง

     - สร้างแรงจูงใจให้คนเก่งและคนดี มาประกอบวิชาชีพครู

4. มีคุณครูฝากถามนายมีชัย ฤชุพันธ์ ว่า

     - เปลี่ยนเพื่ออะไร

     - เปลี่ยนแล้วระบบการศึกษาจะดีขึ้นหรือไม่

     - เปลี่ยนแล้วนักเรียนได้ประโยชน์อะไร   

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายก ส.บ.ม.ท.

อ้างอิงจาก ครูบ้านนอก

ความเห็นของผู้ชม