ค้นหา

ประโยชน์ของการอ่าน

มาอ่านหนังสือกันเถอะ

นอกจากอ่านโน้ตจากของ ผอ. ข้อความทักทาย ชักชวน บอกต่อบน Line หรือ ตาม Facebook เพื่อนแล้ว จำได้ไหมว่า อ่านหนังสือเล่มครั้งสุดท้ายเมื่อไร  อ่านกี่หน้าและอ่านกี่นาที

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park)  ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจการอ่านของประชากร ประจำปี พ.ศ. 2561 พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านเพิ่มมากขึ้น โดยอ่านหนังสือเล่มร้อยละ 88 และอ่านบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาแรงถึงร้อยละ 75.4  ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น  สะท้อนว่าหนังสือเล่มยังคงอยู่เคียงคู่สื่อใหม่  ในภาพรวมมีคนไทยอ่านร้อยละ 78.8 ซึ่งหมายถึงยังมีคนไทยที่ไม่อ่านถึงร้อยละ 21.2  คนไทยอ่านหนังสือนานสุด 80นาที/วัน

หากจำแนกตามช่วงวัย พบว่า เด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี มีแนวโน้มการอ่านเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงว่าการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านในกลุ่มนี้ค่อนข้างได้ผล  เมื่อไปดูในเด็กอายุ 15-24 ปี กลับพบว่าไม่ชอบการอ่านหนังสือถึงร้อยละ 34.9 ขณะที่วัยผู้ใหญ่  25-50 ปี ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือมีถึงร้อยละ 32.8  ชี้ให้เห็นว่า หลังการศึกษาช่วงมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงทำงานและเกษียณอายุ คนกลุ่มนี้ยังขาดนิสัยรักการอ่าน และยังแสดงให้เห็นว่าการปลูกฝังเรื่องรักการอ่านในคนไทยอาจจะยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งนับเป็นเรื่องที่หน่วยงานด้านการส่งเสริมการอ่าน ต้องกลับไปแก้โจทย์และหาแนวทางในการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านกันต่อไป

นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า “หนังสือเล่มยังไม่ตาย!” ในช่วงเวลา 3 ปีนี้เราเห็นได้ชัด ความนิยมการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ร้อยละ 75.4  ซึ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่อัตราการลดลงของการอ่านหนังสือเล่มกลับไม่สูงเท่าไรนัก เพราะจากการสำรวจยังคงมีคนอ่านหนังสือเล่มอยู่ถึงร้อยละ 88 ดังนั้นแนวทางการส่งเสริมการอ่านในอนาคตจึงสามารถรณรงค์ควบคู่กันไปได้ทั้งสองทาง

ผมและท่านเอง ต่างก็มีบทบาททั้งตรงและอ้อมในการช่วยพัฒนาประเทศชาติ หนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมการอ่าน เพราะการอ่านมีคุณค่าอเนกอนันต์ 

เรามาเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ ส่งเสริมการอ่านกันเถอะ โดยการเป็นนักอ่าน เป็นแบบของการอ่าน ชักชวนเพื่อนๆ อ่าน และรณรงค์ ส่งเสริมนักเรียนของเราให้อ่าน โดยเฉพาะอ่านหนังสือเล่ม

ผมตั้งใจนำภาพข้างล่างนี้นำเสนอประกอบเรื่อง เพราะสามารถสื่อได้มากกว่าอักษรว่า การอ่านมีประโยชน์มหาศาล


 หนังสือมีประโยชน์มาก เราควรอ่านทุกๆ วัน อย่างน้อยเห็นคุณค่าได้  7 ประการดังนี้

 

1. ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

สมองก็ต้องการการออกกำลังเพื่อให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีอยู่เสมอเช่นเดียวกับร่างกาย การอ่านหนังสือเป็นเหมือนกับการออกกำลังสมอง ทำให้สมองของเราได้คิดและได้ทำงานตลอดเวลา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การกระตุ้นการทำงานของสมอง (Mental Stimulation) อย่างสม่ำเสมอจะช่วยชะลอและป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์และช่วยพัฒนาเรื่องการจดจำได้ เช่น เมื่อคุณอ่านหนังสือ คุณก็ต้องจดจำตัวละคร ความเป็นมาของเรื่องราว และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ซึ่งทุกครั้งที่มีความทรงจำใหม่ๆ สมองก็จะเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ และเรียกกลับมาเมื่อเราต้องการใช้งาน ยิ่งอ่านหนังสือมาก สมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำก็จะได้ทำงานมาก


2. ความเครียดลดลงและจิตใจสงบมากขึ้น

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณจมอยู่กับการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ความเครียดจากงาน หรือปัญหาส่วนตัวต่างๆ ที่คุณเจอมาจะถูกลืมไปทันที การอ่านนิยายสนุกๆ จะพาให้คุณได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ขณะที่การได้อ่านบทความดีๆ สักบทความ ก็จะทำให้คุณจดจ่ออยู่กับเวลาในขณะนั้นและลืมความกังวลต่างๆ ไป นอกจากจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายแล้ว การได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับศาสนา สามารถช่วยให้คุณรู้สึกสงบอีกด้วย 


3. ได้รับความรู้

ทุกอย่างที่คุณอ่านจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับคุณทั้งสิ้น ซึ่งคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคุณอาจจะต้องนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้เมื่อไหร่ ยิ่งคุณมีความรู้มากแค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้คุณได้เปรียบมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ สิ่งของหรือเงินทอง อาจถูกขโมยไปได้ แต่ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเอาไปจากคุณได้


4. มีคลังคำศัพท์ที่มากขึ้น มีทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้น

ยิ่งคุณอ่านหนังสือมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีคลังคำศัพท์เพิ่มมากเท่านั้น และคำศัพท์เหล่านั้นก็จะถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานเขียนดีๆ จะส่งผลต่อการเขียนของคนที่ได้อ่าน การได้ซึมซับวิธีและสไตล์การเขียนของนักเขียนคนอื่นๆ จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการเขียนของคุณเองในการทำงาน คนที่มีความสามาถในการอ่านและพูด และมีความรู้ที่หลากหลาย มีความเป็นไปได้ที่จะเจริญเติบโตในหน้าที่การงานมากกว่าคนที่ไม่ค่อยรู้จักคำศัพท์และมีความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ น้อย นอกจากนั้นการอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศยังช่วยในการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ อีกด้วย เพราะคุณจะได้คำศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้พูดและเขียนภาษานั้นได้คล่องขึ้น

 

5. มีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

คุณเคยอ่านหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบสวน แล้วคิดแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองก่อนที่จะอ่านหนังสือจบหรือไม่ การเก็บรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องแล้ววิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือหาตัวคนร้ายได้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ทักษะด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ การวิจารณ์นิยายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวพล็อตเรื่อง คาแร็คเตอร์ตัวละคร ความลื่นไหลของเนื้อเรื่อง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นกับคนอื่นๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่นนั้นๆ ก็เป็นการช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ได้เช่นกัน


6. มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้มากขึ้น

ในโลกที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราแบบทุกวันนี้ มีเรื่องต่างๆ มากมายที่ดึงดูดความสนใจของเราพร้อมกันในเวลาเดียว หลายคนสามารถทำงาน เช็กอีเมล แชทกับเพื่อน อ่านสเตตัส ดูโทรศัพท์มือถือ และพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้ภายในเวลาเพียงแค่ 5 นาที ซึ่งการทำพฤติกรรมแบบนี้ จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดลง และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ แต่เมื่อคุณได้อ่านหนังสือ คุณก็จะให้ความสนใจและโฟกัสไปที่เรื่องราวในหนังสือเท่านั้น ก่อนเริ่มทำงาน ลองหาเวลาอ่านหนังสือ สัก 15 – 20 นาที แล้วคุณจะพบว่ามันสามารถช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้นเมื่อถึงเวลาทำงาน 


7. ให้ความบันเทิง

การอ่านหนังสือเป็นวิธีสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองวิธีหนึ่ง หลายคนมีความสุขกับการได้ซื้อหนังสือ แต่บางคนนั้นการไปยืมหนังสือมาจากห้องสมุดเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะห้องสมุดมีหนังสือมากมายหลากหลายประเภทให้คุณได้เลือกอ่านโดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากในการซื้อ และห้องสมุดมักจะนำหนังสือใหม่ๆ เข้ามาเสมอ  อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่สะดวกในการที่จะไปห้องสมุด คุณก็สามารถอ่านหนังสือผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ เพราะทุกวันนี้หนังสือหลายเล่มมีการทำออกมาในรูปแบบของ e-book หรือ PDF ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี

 

ที่มาของภาพและเนื้อหา ; lifehack.org

ความเห็นของผู้ชม