ค้นหา

5 เหตุผลที่การอ่านหนังสือเล่มเหนือกว่าการอ่านออนไลน์

ต้องบอกก่อนว่าผู้เขียนเองไม่ได้ขุดลึกไปถึงขั้นที่ว่าอ่านงานวิจัยต้นฉบับด้วยตัวเอง แต่อ้างอิงจากบทความ The Reading Brain in the Digital Age: The Science of Paper versus Screens. บนเว็บไซต์ scientificamerican.com ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  

เอาล่ะมาดูกันว่าระหว่างการไถหน้าจออ่าน Facebook News Feed หรือแม้กระทั่งการอ่าน E-book ผ่านแท็บเล็ต มือถือ หรือแม้กระทั่งเครื่องอ่านหนังสืออย่าง Kindle ทำไมมันถึงไม่สามารถเทียบเคียงกับการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แบบจับต้องได้

ใบ้ให้ว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งเล็กน้อยๆ ที่เราคาดไม่ถึงอย่าง
     – การพลิกหน้ากระดาษหลังอ่านจบ
     – รูปเล่ม หน้าตา นํ้าหนักของหนังสือ
     – ตำแหน่งของประโยค เนื้อหา ข้อความที่อยู่ตำแหน่งต่างๆของหน้ากระดาษ
     – สภาวะจิตใจและสิ่งรบกวนที่แตกต่างกันของการอ่านทั้งสองชนิด
 

 

วิทยาศาสตร์ของสมองในการอ่าน

คุณอาจจะคิดว่าการอ่านหนังสือนั้นเป็นอะไรที่เก่าแก่และเป็นธรรมชาติของมนุษย์มากๆ แต่ความจริงแล้วการอ่านนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับอารยธรรมมนุษย์เมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรเกิดขึ้น และมาบูมมากๆในความหมายของการอ่านหนังสือในปัจจุบันในยุคสมัยแห่งการปฎิวัติอุตสาหกรรมและก่อกำเนิดแท่นพิมพ์กูเตนเบิร์กที่ทำให้การผลิตหนังสือปริมาณมากๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง

นั่นหมายความว่าเป็นเวลานับหมื่น นับแสนปีที่เราวิวัฒนาการขึ้นมาในในฐานะสายพันธุ์ Homo sapiens ที่เราไม่เคยมีการอ่านหนังสืออยู่ในชีวิตประจำวันเลย หรือพูดอย่างง่ายๆว่า มนุษย์ถ้ำยุคหินไม่อ่านหนังสือกันหรอกนะครับ

ซึ่งประเด็นก็คือสมองของเรานั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการอ่านโดยเฉพาะตั้งแต่กำเนิด นั่นทำให้เราต้องใช้เวลาช่วงแรกของชีวิตในวัยเด็กฝึกท่อง กอ ไก่ ถึง ฮอ นกฮูก ฝึกสะกดคำ ฝึกเขียน ฝึกอ่านตามคุณครูเป็นระยะเวลาหลายปีเลยทีเดียว

จะนักเขียนรางวัลซีไรต์หรือนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมล้วนเคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องฝึกเขียน ฝึกอ่าน ฝึกสะกดคำแบบง่ายๆในตอนเด็กมาก่อนทั้งนั้น

ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ…สมองของมนุษย์ในระหว่างการอ่านหนังสือนั้นมันไม่สามารถแยกได้ออกหรอกครับว่านั่นคือข้อมูลนามธรรมที่ลอยอยู่บนหน้ากระดาษ

ในชั่วขณะที่เราอ่านคำว่า “มานีจับปูอยู่ในนา” เราไม่ได้แค่เห็นภาพมานีที่กำลังแช่เท้าเปียกๆ ก้มลงจับปูในหัวเราเท่านั้น

แต่เรายังมีสมองอีกส่วนหนึ่งที่ “เห็น” ประโยคเหล่านั้นเหมือนกับว่ามันเป็นของที่จับต้องได้อย่างหนึ่ง นั่นคือส่วนโค้ง ส่วนเว้า การเว้นวรรค ลายเส้นตัวอักษรของประโยค “มานีจับปูอยู่ในนา” นั่นเอง

เราทุกคนล้วนไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกด้วยวงจรประสาทที่สามารถเข้าใจตัวหนังสือตั้งแต่เกิด ความสามารถในการอ่านจึงถูกสร้างจากการสั่งสอนและฝึกฝนของคนแต่ละคน

มีสมองหลายส่วนที่ร่วมกันทำงานเพื่อให้ “การอ่านเป็นไปได้” และหนึ่งในนั้นก็คือสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ควบคุมของวัตถุในพื้นที่สามมิติ
หรือพูดให้ง่ายคือสมองเราตีความตัวอักษรหรือประโยคที่เราอ่านไม่แตกต่างจากวัตถุอื่นๆในชีวิตประจำวัน

เหมือนที่เราสามารถแยกแยะรูปร่างของกล้วยออกจากส้มได้ และเป็นความสามารถเดียวกับที่ทำให้คนเล่นรูบิคจดจำได้ว่าสีที่กำลังค้นหาถูกหมุนไปอยู่ที่หน้าไหน แม้จะไม่ได้เห็นได้ด้วยตา แต่ก็จำได้จากความสามารถในการมองภาพในหัวเป็นสามมิตินี่เอง

แล้วทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าทำไมหนังสือเล่มจึงตอบโจทย์หลายๆอย่างในมิติของการทำงานของสมอง…เราอ่านมันได้เข้าใจมากกว่า จำได้มากกว่า เพลิดเพลินมากกว่า

 

ไปดูกันว่าธรรมชาติของสมองเหล่านี้ส่งผลให้การอ่านหนังสือเป็นเล่มเหนือกว่าการอ่านในรูปแบบดิจิตอลอย่างไรบ้าง


1. เข้าใจได้มากกว่า

สิบคนอ่าน
สิบวัตถุประสงค์ในใจ

ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าแท้จริงแล้วการอ่านก็อาจไม่ได้มีความสูงส่งกว่าการเสพสื่อรูปแบบอื่นเหมือนกับที่สังคมพยายามให้ภาพนั้นกับมัน เช่นเดียวกับ ภาพยนต์ การฟังละครเวที การดูคลิปใน Youtube
นั่นคือการรับ input ของข้อมูลเข้าสู่สมอง ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นไปเพื่อการเรียนรู้หรือการหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้งานเสมอไป

แต่ความจริงอีกชุดก็คือมีผู้อ่านจำนวนมากเช่นกันที่ใช้การอ่านเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการหาความรู้หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
คนกลุ่มนี้จึงต้องการ 2 สิ่งที่สำคัญคือ
  1) ความเข้าใจ (knowing) 2) การจดจำได้ (remembering)

ซึ่งสองสิ่งนี้อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน…บางคนเข้าใจแต่จำไม่ได้ว่าไปรู้มาจากแหล่งไหน รู้ตัวอีกทีความรู้เหล่านั้นก็เป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนของเขา และมีผลไปยังวิธีคิดและตัดสินใจต่างๆ ในขณะที่การจำได้อาจไม่ได้หมายถึงความเข้าใจเสมอไป

ในปี 2003 Kate Garland ได้มีการศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัย University of Leicester จำนวน 50 คน โดยให้อ่านเนื้อหาวิชา introductory economics ซึ่งจะมีกลุ่มที่อ่านโดยจอคอมพิวเตอร์ และอีกกลุ่มที่อ่านจากหนังสือที่จับต้องได้

หลังจากนั้นจึงให้ทำแบบทดสอบ
ผลออกมาว่าคะแนนไม่ได้แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม
แต่พอพูดถึงระดับความเข้าใจลึกๆ…นั้นมีความแตกต่าง

แล้วพวกนักวิจัยอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร ?

เรามาดูกันก่อนว่านักจิตวิทยาอธิบายความแตกต่างของสองคำนี้ว่าอย่างไร…ถ้าเราบอกว่าเราจดจำสิ่งหนึ่งได้มันหมายถึงความสามารถในการดึงข้อมูลที่จดจำออกมาใช้ได้ เช่น เราจดจำได้ว่าเด็กและโค๊ชที่ติดถ้ำมีจำนวน 13 คน เกิดการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แม้แต่ Elon Musk ก็ยังมาร่วมแจมในวันท้ายๆ…การที่เราจำได้ว่าอะไร ที่ไหน อย่างไร และรู้ว่าเรารู้สิ่งนั้นมาจากไหนจะเรียกว่าการจดจำได้

ในขณะที่การรู้หรือการเข้าใจนั้นหมายความว่าเรารู้ว่าข้อมูลนั้นๆ เป็นความจริง เราเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าวและรู้อยู่แล้วว่าเรารู้สิ่งนั้น เช่นถ้าให้พยายามอธิบายว่าทำไมถึงใช้วิธีการช่วยเหลือเด็กด้วยวิธีที่ใช้ เหตุผลและเบื้องหลังที่ทำแบบนั้นเพราะอะไร ทำไมเรือดำน้ำจิ๋วของ Elon Musk ส่งมาใช้การไม่ได้

ซึ่งหลายๆครั้งในการสอบนั้น เพียงเราจำได้ก็สามารถทำข้อสอบได้ถูกต้องแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งสองกลุ