ค้นหา

แนะครูปรับตัวให้ทันลูกศิษย์ยุคเจเนอเรชั่นแซด

นายกฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในศตวรรษที่ 21 สิ่งครูทุกคนต้องเข้าใจตรงกัน คือ ความหลากหลายของเจเนอเรชั่นลูกศิษย์ ดังนั้นครูต้องรู้จักลูกศิษย์แบบใหม่ เพราะเด็กในแต่ละเจเนอเรชั่นจะไม่เหมือนกัน หากเราไม่เข้าใจลูกศิษย์เราก็คงสอนเด็กไม่ได้ และหากครูยังไม่เข้าใจและไม่พยายามปรับตัวในเรื่องนี้การศึกษาไทยก็จะล้มเหลวเป็นรอบที่ 2 อีกเป็นแน่ เพราะครูก็คงเป็นคนผู้สอนอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่โตมากับการมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ กับสมาร์ทโฟน หาความรู้ได้จากสิ่งเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังครู ดังนั้นเมื่อครูเข้าใจเด็ก และรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็กครูก็จะสอนได้ตรงกับความสนใจของเขา ครูจะมีบทบาทในเรื่องของการสอนให้เด็กรู้จักการใช้สื่ออย่างฉลาด เพราะเวลานี้เด็กใช้สื่อสมัยใหม่ เด็กจะได้แต่สาระ แต่ไม่ฉลาดรู้สาระที่มากับเทคโนโลยี เพราะบางเรื่องบางสาระก็เชื่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าสาระไหนจริงปลอม ดังนั้นครูในยุคปัจจุบันจึงต้องมีบทบาทหน้าที่คอยเป็นตะแกรงเพื่อร่อนสาระต่างๆ ที่มากับสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอันไหนคือสาระแท้ อันไหนสาระเทียมที่เด็กควรจะได้เรียนรู้           

นายกฤษณพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เมื่อสังคมมีการพัฒนาขึ้น ย่อมมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น ปัญหาเด็กที่โตมากับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ปัญหาเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยเงินจากพ่อแม่เพียงอย่างเดียวเพราะเอาแต่ทำงานไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูก หรือแม้แต่เด็กที่ไม่มีแม้แต่พ่อและแม่ โตมากับปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงมา ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้บางส่วนเกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา ซึ่งครูจะต้องตื่นตัวเพื่อเรียนรู้ และเข้าใจกับปัญหา เหล่านี้มากขึ้น เพราะครูจะไม่ได้เป็นแค่ผู้สอนสาระความรู้อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ครูต้องสอนสาระของความเป็นคน หรือทักษะมนุษย์ให้เด็กด้วย ครูจึงต้องเข้าใจทักษะมนุษย์ อย่างไรก็ตามนอกจากปัญหาใหม่ ๆ ที่มากับยุคสมัยใหม่ที่ครูจะต้องเรียนรู้แล้ว แน่นอนว่าปัญหาเก่า ๆ ที่ยังคงอยู่ เช่น จำนวนครูในบางโรงเรียนที่มากเกินไปจะแก้ปัญหาอย่างไรให้เหมาะสม หรือครูผู้สอนได้สอนในวิชาที่ไม่ได้จบมา เป็นต้น เหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป ซึ่งก็คงต้องใช้เวลา

"ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปขนาดไหนก็ตาม ครูก็อยู่ต่อไป เพียงแต่ครูต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการสื่อสารไปยังเด็กให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ครูจะเปลี่ยนบทบาท ครูจะทำหน้าที่คอยแนะนำให้เด็กไปหาสื่อ ไปอ่านจากสื่อที่เป็นสาระแท้ จากนั้นค่อยนำมาพูดคุยหาเหตุและผลกัน ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและลูกศิษย์มากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่ครูจะใช้วิธีดาว์โหลดสาระความรู้ใส่ลูกศิษย์ผ่านทางกระดานดำ ผ่านไวน์บอร์ด ผ่านเพาเวอร์พอยท์ และส่งไฟต์งานให้เด็กอ่าน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แล้ว เด็กประถมศึกษาสามารถค้นหาความรู้ได้เองผ่านคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องรอครูแล้ว จึงเป็นเรื่องที่คุณครูต้องปรับตัวเพื่อรู้เท่าทันเด็กให้ได้"ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าว

ที่มา ; ไทยโพสต์ วันที่ 14 ม.ค. 2563

ข่าวเกี่ยวกัน

โลกเปลี่ยน ครูยังอยู่ แนะปรับตัวรับเด็ก เจนz

ครูเป็นหนึ่งในต้นแบบของใครหลายคนที่ใช้เป็นแบบอย่างทั้งในการเรียน การตามหาความฝัน และการใช้ชีวิต แล้วในยุคเทคโนโลยีที่เด็กๆ สามารถพบเจอต้นแบบ และเข้าถึงองค์ความรู้ได้มากมาย แต่ครูยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็ก

ปวีณา แช่มช้อย อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  ผู้เชี่ยวชาญด้านการละครเพื่อการเรียนรู้และพิธีกรรมศึกษา หนึ่งในวิทยากรจากเพจก่อการครู ที่เชื่อว่าครูแต่ละคนมีเวทมนตร์ของตนเอง ที่ไม่ใช่เทคนิคการสอนแต่เป็นตัวตนของครู ซึ่งแต่ละคนมีตัวตน และมีศักยภาพต่างกัน ซึ่งการที่ครูแต่ละคนใช้ศักยภาพและตัวตนของตัวเองได้อย่างคล่องแคล่ว ก็เหมือนครูได้ใช้เวทมนตร์ และตระหนักถึงการดำรงอยู่ของเวทมนตร์ ว่า ตัวเองมีดีอะไรที่นำมาใช้ในการสอน ในการดูแลผู้เรียน แล้วได้ผลที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจ ผู้เรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครู และผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนของตัวเองได้

ปัจจุบันสังคม เรียกร้องให้ครูทำอะไรหลายอย่าง เรียกร้องให้ครูเป็นยอดมนุษย์ ครูต้องสอนเด็กจำนวนมาก ครูต้องทำได้ตามตัวชี้วัดทั้งหมด และนักเรียนของครูจะต้องประสบความสำเร็จตามที่เขาบอก ที่สำคัญขอให้ครูมีจิตวิญญาณของการเป็นครู โดยที่ไม่มีใครกลับมาดูว่าทำไมครูถึงไม่สามารถทำอย่างนั้น ดังนั้น ครูต้องรู้จักใช้เวทมนตร์ คือความสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่แค่ของครูกับนักเรียน ครูกับครู หรือนักเรียนกับนักเรียนอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ในห้องเรียน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับตัวเองด้วย ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเรียนรู้ปวีณา กล่าว

ครูต้องทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ลื่นไหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ปวีณา กล่าวต่อว่าสร้างบรรยากาศในห้องเรียนมีความสำคัญ ซึ่งครูสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงการมองเห็นเท่านั้น ต้องดูสายตาผู้เรียนที่เป็นประกาย สนใจครู มีความอินกับเรื่องที่ครูสอนหรือไม่ เพราะถ้าเด็กเพลินกับการเรียนรู้ไปกับครู ความสัมพันธ์ของครูกับผู้เรียน และช่วยให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

ด้าน ศิโรจน์ ชนันทวารี โรงเรียนบ้านเจียรดับ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าหน้าที่ของครูตอนนี้ คือการให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอน การเรียนของตนเอง เพราะองค์ประกอบการสร้างความสุขในโรงเรียนต้องเกิดจากทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงศธ. และครูเป็นส่วนสำคัญ เพราะต่อให้ข้าราชการครู ต้องรับนโยบายและหลักสูตรการศึกษาของภาครัฐก็จริง แต่สามารถปรับใช้ให้เกิดความสุขในห้องเรียนและปรับเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนให้มากที่สุดได้

ครูและนักเรียนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ห้องเรียนมีความสุขได้ โดยครูต้องมองว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเด็กพิเศษ เด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้างหรือไม่หย่าร้าง ครูต้องมองให้เห็นศักยภาพหรือความพิเศษของเด็ก และผลักดันให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมนกระบวนการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน ต้องรู้จักถามเด็กเสมอว่า เด็กๆ อยากเรียนอะไร เด็ก ๆ มีความรู้สึกอย่างไรตอนนี้ ชอบหรือไม่ชอบอะไรในตัวเอง อยากให้ครูสอนอะไรบ้าง"

"แล้วก็ถามความคิดเห็นของผู้ปกครองด้วยว่า เขาอยากเห็นเราสอนลูกหลานเขาไปในทิศทางไหน ก่อนเอาหลักสูตรหรือตัวชี้วัดมาจับความต้องการทั้งหมด ซึ่งการถามดังกล่าวทำให้เด็กมีความสุขมากกว่าครูบอกว่าเทอมนี้จะเรียนอะไรบ้างศิโรจน์ กล่าว

สมพร วิชัยประเสริฐ ครูชำนาญการพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านสวนอุดมวิทยา จ.ชลบุรี กล่าวว่า การเรียน การสอนในยุคปัจจุบันครูต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากของจริง ซึ่งครูต้องเป็นคนคิดกิจกรรม แบ่งกลุ่มให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมกันคิดออกแบบทั้งด้านการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงบูรณาการการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย สื่อสมัยใหม่

ปัจจุบัน มีองค์ความรู้ให้เด็กได้เรียนรู้เยอะมาก ครูต้องทำให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สร้างสถานการณ์ให้เด็กได้ทำงาน แก้ปัญหา เชื่อมโยงเข้ากับบทเรียนและการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันดังนั้น การที่จะจัดกิจกรรมจำลองสถานการณ์ในชั้นเรียน จัดทำโครงการต่างๆ ให้เด็กเป็นคนคิด ลงมือปฏิบัติ และพร้อมที่จะแข่งขันในการสอบต่างๆ ได้ด้วย สมพร กล่าว

สมพร กล่าวอีกว่าครู เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กคนหนึ่งมีศักยภาพ มีองค์ความรู้ในการพัฒนาตนเอง ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงอยากให้ครูทุกคนเรียนรู้องค์ความรู้จากบทเรียน ควบคู่ไปกับความรู้ด้านไอซีที และมีความกล้าที่จะไปอบรม เรียนรู้ ครูต้องพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ยึดติด และรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตัวครูเอง การจัดการเรียนการสอน และนำองค์ความรู้ถ่ายทอดไปยังเด็ก

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็นของผู้ชม