ค้นหา

การพัฒนาทักษะใหม่; การปรับตัวของมนุษย์เพื่อให้อยู่รอดในยุค AI

ได้เกรด A ทุกวิชา แต่ไม่รู้ว่าจบแล้วจะไปทำอะไร ไม่ใช่วิถีในโลกยุค AI ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบห้องเรียนเดิมเดิม

ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคงอาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)ในฐานะนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AI) แสดงความเห็นถึงความวิตกกังวลของสังคมที่กลัวว่า หาก AI (Artificial intelligence) เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ คนจะตกงานกันอีกมาก ว่า ในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ได้ดูแย่ไปเสียทั้งหมด เพราะในเวลาเดียวกัน AI ก็เปิดประตูแห่งโอกาสอีกบานออกให้มนุษย์เดินเข้าไปด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น การอยู่รอดในยุค AI จึงขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง ที่จะต้องมีทักษะสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยสิ่งที่ต้องเข้าใจเป็นลำดับแรกก็คือ AI มีการทำงานหลายรูปแบบ อาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

    1.รูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม(Algorithm) ซึ่งเป็นกระบวนการนำเข้าและหาผลลัพธ์ที่เป็นขั้นตอนชัดเจน

     2.การทำงานแบบเทคโนโลยีเสริมศักยภาพของมนุษย์(Augmentation) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับมนุษย์และเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดระยะเวลาการทำงานลง

     3. การทำงานแบบอัตโนมัติ (Autonomy) ซึ่ง AI จะมีบทบาทแทนที่มนุษย์ คือสามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด

      ทุกวันนี้ทั่วโลกยังคงใช้งาน AI ในสองประเภทแรก ส่วนการให้ AI เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจแทนมนุษย์ หรือทำงานแทนมนุษย์ทั้งหมดนั้น คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

      นายกสมาคม AI วิเคราะห์ภาพงานที่จะเกิดขึ้น ว่า งานในโลกยุคใหม่จะเน้นความสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่เครื่องจักรผลิตออกมาเป็นมาตรฐานเดียวกัน การทำงานจึงจะไม่ใช่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดียวกันหมด หากแต่จะมีลักษณะเป็นหน่วยย่อย เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) สตาร์ทอัพซึ่งเชื่อมต่อกันผ่านเทคโนโลยี มีความคล่องตัวสูง พร้อมจะปรับจะเปลี่ยนเปลี่ยนได้ทุกสถานการณ์ดังนั้น ทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ อาจจัดเป็นหมวดกว้างๆ ได้แก่

      1.ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Skill) คือสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่มีมาประยุกต์และสร้างเป็นไอเดียจำนวนมาก ซึ่งต้องใหม่และสามารถใช้แก้ปัญหาที่แต่ละธุรกิจเจอได้

       2.ทักษะการบูรณาการเทคโนโลก(Integration Skill) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นที่มีหลากหลาย กระจัดกระจาย มาหลอมรวมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ได้ สามารถมองเป็นคอนเซ็ปต์ที่ตอบสนองทั้งเทคโนโลยีการตลาด และประโยชน์ของสังคม

      3. ทักษะแบบอ่อน (Soft Skill) ซึ่งเน้นไปในทางการสื่อสาร การปรับตัวการแก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งช่วยให้ย่อยข้อมูลจำนวนมากได้ โดยต้องรู้จักตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ ตีความ ประเมินทางเลือกและตัดสินใจ

      4.ทักษะการคิดแบบกลยุทธ์เพิ่มมูลค่า (Value-Added Development Skill) ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ และ

       5.ทักษะการสร้างความสุข (Well-Being Skill) ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขโดยทักษะทั้งหมดนี้สามารถประยุกต์เข้ากับทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นในสายเทคโนโลยี การบริการ การท่องเที่ยว การทำธุรกิจ

ดร.ธนารักษ์ อธิบายอีกว่า เมื่อลักษณะของแรงงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป สถาบันการศึกษาเองก็จำเป็นต้องปรับตัวตามเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้พัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับรูปแบบห้องเรียนเดิม เช่น การทำ E-Learning เพื่อลดข้อจำกัดในการเดินทาง เรียนเวลาไหนก็ได้ รวมถึงการเพิ่มภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองทำจริงแก้ปัญหาจริง สิ่งสำคัญคือสถาบันการศึกษาต้องช่วยเป็นโค้ชให้ผู้เรียนค้นพบ Talent (ความสามารถ) รวมถึงความเชี่ยวชาญของตัวเอง เพราะเราเชื่อว่าถ้าเขาเจอสิ่งที่ถนัดหรือสิ่งที่ชอบเพียงอย่างหนึ่ง แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดก็จะประสบผลสำเร็จได้ ซึ่งน่าจะดีกว่าการเรียนได้เกรด A ทุกวิชาแต่ไม่รู้ว่าจบแล้วจะไปทำอะไร สุดท้ายก็จะจมหายเข้าไปในตลาดแรงงาน

โลกยังคงหมุนไป และเราคงไม่สามารถกั้นขวางการเติบโตของ AIได้ ฉะนั้นในยุคที่ AI เชื่อมโยงกับทักษะแรงงาน ทางเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดคือการปรับตัวให้เท่าทัน เพราะอย่าลืมว่าในระหว่างที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ ตัวของ AI ก็ยังต้องพึ่งพามนุษย์เช่นกัน ฉะนั้นทุกคนจึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองเพื่อการอยู่รอด

 

ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563

ความเห็นของผู้ชม