ค้นหา

สมองเสื่อม องค์ความรู้ สาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางป้องกัน

หนทางเลี่ยงสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมหรือดีเมนเชีย นับเป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่ไร้ทางออกของสังคมยุคปัจจุบัน มีผู้คนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก แต่อย่างน้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวดีขึ้นมาบ้าง หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการเผยแพร่ แนวทางหรือไกด์ไลน์ รับรองเป็นครั้งแรกว่าควรจะปฏิบัติตัวเยี่ยงไร เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และลดโอกาสที่จะป่วยเป็นดีเมนเชีย โรคร้ายที่ยังไม่มีหนทางการรักษาที่ชัดเจน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกให้แนวทางปฏิบัติมาทั้งหมด 11 ประการ โดยอ้างอิงจากหลักฐานต่างๆว่าอะไรบ้างที่ ช่วยหรือ ไม่ช่วยในการลดความเสี่ยงป่วยเป็นสมองเสื่อม

1.การออกกำลังกาย คนวัยผู้ใหญ่หรือคนชรา ควรตั้งเป้าออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ในกรณีนี้รวมถึงการปั่นจักรยานหรือทำงานบ้าน

2.หยุดสูบบุหรี่ เพราะไม่ดีต่อร่างกายและสมอง

3.รับประทานอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูที่มีผักและผลไม้ จักถือเป็นตัวช่วยส่งเสริม

4.ไม่จำเป็นต้องทานยาวิตามิน เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมารองรับว่าช่วยลดความเสี่ยงเป็นดีเมนเชียได้

5.เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง ยิ่งดื่มเยอะยิ่งมีความเสี่ยง และแม้ว่าผลศึกษาบางชิ้นจะระบุว่าการดื่มแอลกอฮอล์บ้าง อาจช่วยป้องกันดีเมนเชียได้ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอ 

6.ลับสมองบ่อยๆ เช่นการทายคำศัพท์ปริศนาหรือเกมคอมพิวเตอร์ อาจส่งผลดี

7.การเข้าสังคมเพื่อนฝูง จะมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต แม้ว่ายังไม่มีหลักฐานว่าจะช่วยหยุดหรือชะลออาการดีเมนเชียก็ตาม 

8.คุมน้ำหนักให้เหมาะสม จากรับประทานอาหารครบถ้วน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดี

9.ระวังเรื่องความดันสูง เพราะมีหลักฐานพบว่าความดันสูงมีความเชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อม 

10.เข้ารับการรักษาหากป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายจะช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคสมองเสื่อม และ 

11.ระมัดระวังระดับคอเลสเทอรอล ที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการ

ด้านนักวิชาการด้านโรคสมองเสื่อม ต่างมีเสียงตอบรับที่ดีต่อแนวทางขององค์การอนามัยโลก เนื่องจากมองว่าแนวทางดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือป้องกันดีที่สุดที่มนุษย์มีอยู่ในมือ ณ ขณะนี้ และในความเป็นจริงนั้น อาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษที่จะค้นพบวิธีรักษาโรคสมองเสื่อม.

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวอื่นๆ เกี่ยวกับสมองเสื่อม

แพทย์ไทย-ไต้หวัน ส่งต่อความรู้โรคสมองเสื่อม รับสังคมผู้สูงอายุอาเซียน

กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ดึงไต้หวันร่วมเวิร์คชอป ส่งต่อความรู้ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม รับมือสังคมผู้สูงอายุในปี 2573  พรผลักดันความร่วมมือทางการแพทย์ "ไทย-ไต้หวัน" สาธิตการใช้ "แอปพลิเคชั่น-AI" ในการรักษา พร้อมถ่ายทอดความรู้ปรับสมดุลร่างกายแบบแพทย์แผนจีน เมื่อวันที่ 22 พ.ย.62  นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ หัวหน้ากรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า อาเซียนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาวะสังคมผู้สูงอายุกลายเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามสถิติขององค์การสหประชาชาติในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การดูแลระยะยาว การส่งเสริมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และการรักษาสุขภาพ ฯลฯ กลายเป็นนโยบายสาธารณสุขระดับชาติ ในโอกาสนี้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของประเทศไทย ร่วมกันจัดกิจกรรม "เวิร์คชอปการบริการพยาบาลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในระดับชุมชน สำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย" ซึ่งเป็นความร่วมมือจากโรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียน ได้ตอบรับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาลไต้หวัน พร้อมช่วยผลักดันความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างไทยและไต้หวัน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเป็นผู้บรรยาย พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การส่งเสริมการดูแลระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการแนะนำการใช้เทคนิคทางการแพทย์ในการช่วยรักษาอาการโรคสมองเสื่อมอีกด้วย งานเวิร์คชอปครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 30 ท่าน จากศูนย์ดูแลประจำวันท้องถิ่นของไทย กองการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่สนใจงานการดูแลระยะยาว

โดยในการเวิร์คชอปได้แลกเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการดูแลระยะยาวไต้หวัน รวมถึงรูปแบบการเข้าร่วมนโยบาย พร้อมแบ่งปันประสบการณ์นวัตกรรมการให้บริการจุดดูแลรักษาระยะยาวในชุมชน ไม่เพียงเท่านั้นยังได้แนะนำบทบาทและการใช้แพทย์แผนจีน ในการดูแลรักษาระยะยาวด้วย ส่วนวันที่ 2 หัวข้อจะเน้นไปที่การปฏิบัติงานจริง และการประยุกต์ใช้บริการดูแลระยะยาวในหลายด้านเป็นหลัก รวมถึงตารางประเมินโรคสมองเสื่อม ที่ใช้ประเมินอาการโรคในตอนแรก การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลกับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (เช่น แอปพลิเคชัน อุปกรณ์จับสัมผัส AI) ในส่วนของแพทย์แผนจีนก็มีการแนะนำไทเก๊กแบบนั่งปรับสมดุลตามแพทย์แผนจีน การกดจุดลมปราณแบบนั่งแปดกระบวนท่า นอกจากนี้ระหว่างกิจกรรมในห้องเรียนทั้ง 2 วัน วิทยากรก็ได้ให้นักเรียนสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ปฏิสัมพันธ์ต่างๆ เช่น เครื่องฝึกการรับรู้แสนสนุก SODA ระบบสร้างสุขภาพและการออกกำลังกาย SPOZ ฯลฯ ซึ่งจัดแสดงโดยบริษัทไอเมดเทค

นพ.ขวัญชัย กล่าวอีกว่า ถึงแม้เทียบกับไต้หวันแล้ว การพัฒนานโยบายการดูแลระยะยาว และการรับรู้ถึงวิกฤตที่จะมาถึงของทางรัฐบาลไทยจะล่าช้ากว่า แต่กิจกรรมเวิร์คชอปในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุตอนกลางวันได้เรียนรู้ประสบการณ์จากไต้หวัน ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเรามีปณิธานมุ่งมั่นมากขึ้น ควรค่าที่ทางรัฐบาลจะกำหนดกฎหมายออกมา

นอกจากนี้ โรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียน กองการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ อีกทั้งทางโรงพยาบาลจางฮั่วคริสเตียน ยังได้ไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันทางการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งในอนาคตได้วางแผนที่จะสร้างหมู่บ้านรักษาสุขภาพ พร้อมหวังว่าในอนาคตไทยและไต้หวัน จะสร้างความสัมพันธ์ความร่วมมือระดับนานาชาติในด้านการรักษาด้วยระบบอัจฉริยะ การบริการดูแลระยะยาว ฯลฯ ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

เติมความรู้ โรคอัลไซเมอร์

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า องค์การอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศ ได้ประกาศให้วันที่ 21 ก.ย.ของทุกปีเป็นวันอัลไซเมอร์โลก โดยประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีแนวโน้มที่จะพบผู้ป่วยมากขึ้น เมื่อคนในครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อมนับเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ ดูแลได้อย่างเหมาะสม และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สถาบันประสาทวิทยา จัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้รับรู้ถึงอาการเริ่มแรกของ ภาวะสมองเสื่อมในวันอัลไซเมอร์โลก วันที่ 27 ก.ย. นี้ โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ เช่น ฝึกออกกำลังสมอง ตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แสดงตัวอย่างอาหารป้องกันสมองเสื่อม บรรยายเรื่อง การนอนหลับในผู้สูงอายุและปัญหาการนอนหลับในผู้ป่วยสมองเสื่อมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.

รูปแบบโภชนาการที่ส่งผลต่อภาวะโรคสมองเสื่อม 

ปัจจุบันยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพดีพอสำหรับรักษาภาวะสมองเสื่อม แต่ใช่ว่ามนุษย์จะไม่สามารถชะลอการเกิดภาวะหรือโรคเหล่านี้ได้ ซึ่งการพบวิธีหยุดยั้งโรคดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และหนึ่งในวิธีที่ไม่ยากเย็นคือการเลือกชนิดของอาหารเพื่อบริโภค แม้ว่าก่อนหน้าก็มีหลายผลวิจัยระบุเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่ส่งผลต่ออายุสมอง ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในออสเตรเลีย รายงานว่า อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและมีโปรตีนต่ำ อาจช่วยภาวะสมองเสื่อมได้ นักวิจัยเผยว่าอาหารที่มีโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 5-10% แต่มีแคลอรีจากคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นนั้นมีผลดีที่สุด หลังจากทำการทดสอบกับหนูทดลองให้รับอาหารที่อยู่ในความควบคุม ทีมวิจัยพบว่าหนูที่กินอาหารมีโปรตีนต่ำกว่า 5% จะส่งผลดีที่สุดต่อการทดสอบแก้ปัญหาความยุ่งเหยิงวกวน โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเห็นได้ในหนูเพศเมีย เพราะหนูจะมีระดับฮอร์โมน FGF-21 สูงขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน นอกจากนี้นักวิจัยยังศึกษาไปยังฮิปโปแคมปัส (hippocampus) อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบลิมบิก (limbic system) ที่รับผิดชอบในการเรียนรู้และหน่วยความจำ สำคัญต่อการสร้างความทรงจำระยะยาวและกำหนดทิศทางในที่ว่าง รวมทั้งเป็นพื้นที่ของสมองที่รับผิดชอบในการเรียนรู้และหน่วยความจำ ซึ่งฮิปโปแคมปัสเป็นด่านแรกของสมองที่จะเสื่อมสภาพไปกับโรคทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนต่ำจะมีแนวโน้มส่งเสริมสุขภาพสมองของหนูทดลอง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบต่อคนหรือไม่ และการวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การเสื่อมสภาพของสมองโดยทั่วไป ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อม โดยเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านวิถีชีวิต ทั้งความเสี่ยงจากภาวะโภชนาการ หรือภาวะสมองเสื่อม.

 

จัดการกับเซลล์สมองโดยการใช้สมาร์ทโฟน

มีนักวิทยาศาสตร์มากมายที่เชื่อว่าการพัฒนาสร้างอุปกรณ์ช่วยเร่งการเปิดเผยโรคสมอง อย่างโรคพาร์กินสัน, โรคอัลไซเมอร์, ภาวะติดยาเสพติด, ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะบาดเจ็บอื่นๆ จะนำไปสู่การรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ได้ดีขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายรายก็พยายามคิดค้นอุปกรณ์ที่สามารถควบคุมวงจรประสาทที่มีประสิทธิภาพ ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลี (KAIST), มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเติล แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกแบบอุปกรณ์ที่จะนำไปจัดการกับเซลล์สมอง โดยจะใช้ควบคุมวงจรประสาทด้วยการฝังอุปกรณ์ขนาดเล็กในสมอง และควบคุมโดยสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ใหม่ดังกล่าวก็จะสามารถกำหนดเป้าหมายเซลล์ประสาทที่เฉพาะเจาะจง

อย่างไรก็ตาม วิธีการส่งมอบยาแบบไร้สายยังต้องแก้ปัญหาของการหย่อนกำลังและการระเหยของยาที่ส่งไปรักษา และยังเป็นการทดลองกับหนูทดลอง ไม่ได้นำไปทดลองในมนุษย์แต่อย่างใด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เล็งเห็นว่าจะนำอุปกรณ์นี้ไปใช้ในการศึกษาทางเภสัชวิทยาที่ซับซ้อน เพราะเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับอาการเจ็บปวด การติดยา รวมถึงความผิดปกติทางอารมณ์ได้

 

ออกกำลังกายเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม

มีรายงานเผยแพร่จากองค์การอนามัยโลกเมื่อเร็วๆนี้ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมประมาณ 50 ล้านคน โรคที่พบบ่อยที่สุดคือโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยใหม่ๆถึง 10 ล้าน และเนื่องจากภาวะสมองเสื่อมในปัจจุบันยังไม่มีหนทางรักษาได้ อีกทั้งการรักษาด้วยการทดลองจำนวนมากก็ล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าควรมุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เกิดโรคน่าจะเป็นประโยชน์กว่า

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐอเมริกา เผยว่าแม้ว่าอายุจะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ทว่าภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เป็นเพราะความแก่ชราภาพธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การป้องกันที่น่าลองก็คือการออกกำลังกายให้เพียงพอ และต้องรักษาสุขภาพมากขึ้นหากเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเทอรอลสูง นอกจากนี้ ต้องใช้ชีวิตอย่างคล่องแคล่ว หลีกเลี่ยงหรือลดพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การสูบบุหรี่ การกินอาหารแบบไม่บันยะบันยัง และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเผยว่า แม้จะยังไม่มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมถอยของสมอง และสมองเสื่อม ทว่าในความเป็นจริงการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูงก็อาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรรับสารอาหารผ่านการกินอาหารที่มีคุณภาพจ

 

ยาสมองเสื่อม ทำกล้ามเนื้อสลาย

อัลไซเมอร์ หรือ โรคสมองฝ่อ ที่มีการสะสมของโปรตีนเบตาอมีลอยด์ในสมองสูงผิดปกติ ยังไม่มี วิธีรักษา ยังไม่มีวิธีป้องกันหรือลดการพัฒนาการของโรคได้ โรคนี้ทำให้เนื้อสมองน้อยลง

โดยผลกระทบจะเริ่มจากในส่วนความทรงจำซึ่งมีสารเคมี เช่น กลูตาเมต (glutamate) และอะซีไทโคลีน (acetylcholine) ที่สำคัญในการส่งสัญญาณและจัดแจงความทรงจำมีปริมาณลดลง โดยปกติในร่างกายของเราทุกส่วนจะมีการผลิตสารขึ้นมาและย่อยสลายหลังจากทำหน้าที่ของมันแล้วเพื่อที่จะป้องกันไม่เกิดการส่งสัญญาณต่อเนื่องที่อาจซ้ำซ้อน สารอะซีไทโคลีนนั้น ก็เช่นกัน

หลังจากส่งสัญญาณที่ปลายประสาทแล้วก็จะถูกทำลายโดยเอนไซม์ อะซีไทโคลิเนสเทอเรส (acetylcholinesterase) จึงมีความคิดที่ว่าถ้าสารตัวนี้มันต่ำ เพิ่มจำนวนอะซีไทโคลีนโดยการลดการทำลายโดยใช้ยาที่สามารถหยุดยั้งเอนไซม์ย่อยสลาย เผื่อความจำจะดีขึ้น

นั่นละคือกลไกของยากลุ่มต้านอะซีไทโคลิเนสเทอเรส (Acetyl cholinesterase inhibitor) ทั้งนี้ไม่ได้รวมไปถึงยามิแมนตีน (Memantine) ซึ่งเป็น NMDA receptor antagonist ถึงอย่างไรยาทั้งคู่นั้นเป็นยาที่ไม่ได้ออกแบบมาให้รักษา แต่แค่บรรเทาอาการเท่านั้น เพราะเป็นการแก้โรคปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของการเกิดโรค

เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าต้นตอเกิดจากอะไร ปัญหาคือยาตัวนี้ไม่ได้จำเพาะที่สมองแต่เพิ่มอะซีไทโคลีนนอกสมองด้วยจึงมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย เพราะไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณอะซีไทโคลีนในเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆที่มีอยู่ทั่วร่างกายไม่ใช่เฉพาะสมองเท่านั้น

ผลข้างเคียงที่เจอบ่อยคือกระเพาะปั่นป่วน ทำให้ความอยากอาหารลดลงซึ่งในคนสูงอายุบางส่วนก็มีปัญหาขาดสารอาหารอยู่แล้ว นอกจากนั้น แล้วยังทำให้ความดันต่ำลง หัวใจเต้นช้า และมีโอกาสหน้ามืด หรือล้มได้มากขึ้น ส่วนการรบกวนสมองจะออกมาทางอุปนิสัยซึ่งโรคนี้มีความปั่นป่วนในการตื่น การหลับและการควบคุมอารมณ์อยู่แล้ว แต่ในคนไข้บางราย ยาอาจจะยิ่งทำให้แย่ลงได้

แล้วจะใช้ยากลุ่มนี้ทำไม เริ่มจากได้มีการโฆษณาอย่างแพร่หลาย ช่วงแรกหมอก็นึกว่าจะช่วยลดการดำเนินของโรคสมองเสื่อมได้ แต่ผลปรากฏว่าอาจจะไม่เลย ไม่ก็ช่วยลดการดำเนินของโรคได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ผลดีอื่นที่ออกมาจากการวิจัยตั้งแต่ช่วงปี 2000 พบว่าถ้าใช้ในคนไข้ที่เป็นสมองเสื่อมระดับน้อยถึงกลาง จะช่วยกระตุ้นสมอง กระตุ้นความจำและทำให้คนไข้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นในระยะสั้น

นอกจากนั้นในการศึกษาที่ประเทศอเมริกาและอังกฤษในปี 2011 ยังพบว่าคุ้มที่จะให้ยาตัวนี้เพราะคนไข้จะสามารถใช้ชีวิตอยู่บ้านตัวเองได้นานขึ้นเล็กน้อยและลดค่าใช้จ่ายรัฐบาล

ฟังดูก็ไม่แย่เป็นอัลไซเมอร์ก็กินยาตัวนี้ไป แต่เกรงว่าคงไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้น เพราะต้องกลับมาดูด้วยว่าการวิจัยที่ออกมาทั้งหมดนั้น มีกี่วิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยา ส่วนจะมีการบิดเบือนไหมอันนี้ก็ไม่รู้ ผ่านมาหลายปีมีการใช้อย่างแพร่หลาย ปรากฏว่าไม่ได้ปลอดภัยเท่าไหร่เพราะเริ่มพบผลข้างเคียงที่มีอันตรายต่อชีวิต เช่น คลื่นไฟฟ้าในหัวใจมีปัญหา (cardiac conduction disorder) ตับอักเสบ เกิดโรค neuroleptic malignant syndrome มีอาการเช่น ไข้ขึ้นสูง ตัวแข็ง กล้ามเนื้อสลาย ซึ่งปกติจะเจอในยาต้านอาการทางจิต (antipsychotic)

และยังมีการรายงานแบบคนไข้รายคน (case report) หลายเคสพบว่ายาตัวนี้กระตุ้นทำให้กล้ามเนื้อสลายโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ neuroleptic malignant syndrome โดยจะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มยาใหม่ หรือเพิ่มขนาดยา ซึ่งถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยเร็วอาจจะทำให้เกิดอันตรายรุนแรงได้

ล่าสุดมีการวิจัยศึกษาย้อนหลัง (retrospec tive study) ตั้งแต่ปี 2002 ถึง 2017 ในประเทศแคนาดา ของผู้ป่วยอายุ 66 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาอัลไซเมอร์ สามตัวคือ (Donepezil, Rivastigmine และ Galantamine) ที่มีกลไกคล้ายคลึงกันและเปรียบเทียบดูผลข้างเคียงในเรื่องกล้ามเนื้อสลายที่รุนแรงพอที่จะทำให้คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลภายใน 30 วันหลังจากเริ่มยา ได้ข้อมูลคนไข้ทั้งหมด 220-353 คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 81 ปี

พบว่ากลุ่มที่ได้รับ Donepezil มี 88 คน (0.06%) ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะว่ากล้ามเนื้อสลาย และสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยา Rivastigmine หรือ galantamine ซึ่งมีแค่ 16 คน (0.02%)

แต่เทียบกันแบบนี้ จะโทษ Donepezil ก็ไม่ได้เพราะ Rivastigmine และ Galan-tamine อาจจะมีกล้ามเนื้อสลายน้อยกว่าเพราะมีฤทธิ์ป้องกันกล้ามเนื้อย่อยสลายก็ได้ จึงนำ Donepezil มาเทียบกับกลุ่มคนไข้อายุเท่าๆกัน ที่ไม่ได้รับยาช่วยสมองเสื่อมก็พบว่ากลุ่ม Done- pezil ทำให้กล้ามเนื้อสลายสูงกว่าอยู่ดี

และมีนัยสำคัญทางสถิติอีกด้วย ยังไม่จบ นักวิจัยนำยา Donepezil ไปเปรียบเทียบกับคนไข้ที่เพิ่งได้รับยาลดไขมันแสตตินและพบว่ามีกล้ามเนื้อสลายสูงเท่าๆกัน และสูงกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้รับยานี้

ขณะนี้เรายังไม่รู้กลไกของการเกิดกล้ามเนื้อสลายแต่คาดว่าเป็นจากการที่ระบบส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อใช้สารอะซีไท-โคลีนเหมือนกันจึงทำให้มีการกระตุ้นกล้ามเนื้อผิดปกติได้ในคนไข้บางราย

สรุปว่าเรื่องกล้ามเนื้อสลายเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังในคนไข้ที่ได้รับยา Donepezil เพราะจำนวนคนไข้สมองเสื่อมมีแต่จะสูงขึ้น และหมั่นเฝ้าระวังคนไข้ที่จะได้รับแสตตินขนาดสูงหลังมีการออกคำแนะนำให้ค่า LDL ต่ำติดดิน และยาไขมันแบบฉีดที่ออกใหม่มาก็เช่นกันเพราะความใหม่ของมันเราจึงยังไม่รู้ถึงผลข้างเคียงระยะยาว และผลข้างเคียงที่เจอได้น้อยอาจจะยังไม่ถูกแสดงออกมา

ควรมีการเฝ้าระวัง รวมถึงการให้ความรู้ถึงโรคที่คนไข้เป็น วิธีการดูแลตนเอง และสัญญาณอันตราย เช่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในคนไข้ที่ได้รับยาใหม่ หรือเพิ่มขนาดยา ไม่ว่าจะเป็นยาอะไร ด้วยความเป็นห่วงครับ.

ที่มา ; หมอดื้อไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2562

สมองทำงานประสานกันระหว่างดนตรีบำบัด

มีรายงานเผยแพร่ในวารสารฟรอนเทียร์ อิน ไซโคโลจี (Frontiers in Psychology) จากนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแองเกลีย รัสกิน ในประเทศอังกฤษ เผยการค้นพบครั้งสำคัญว่าสมองของผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชาญการบำบัดนั้น มีการประสานกันในระหว่างที่ใช้ดนตรีบำบัดทำให้เชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับปรุงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและนักบำบัดได้ในอนาคต การศึกษาดนตรีบำบัดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ใช้กระบวนการไฮเปอร์สแกนนิ่ง (hyperscanning) ซึ่งบันทึกกิจกรรมในสมองของคน 2 คนในเวลาเดียวกันจะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจวิธีการโต้ตอบของผู้คนได้ดียิ่งขึ้น

นักวิจัยทดสอบด้วยการเปิดดนตรีคลาสสิกให้ผู้ป่วยฟัง ขณะที่ผู้ป่วยพูดถึงอาการเจ็บป่วย โดยทั้งคู่ได้สวมเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าในสมอง (Electroencephalography-EEG) ที่มีเซ็นเซอร์จับสัญญาณไฟฟ้าในสมอง นักวิจัยพบว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งกิจกรรมสมองของผู้ป่วยได้เปลี่ยนจากเชิงลบเป็นบวกสูงสุด และหลังจากนั้นไม่นานเมื่อทำการสแกนสมองของนักบำบัด ก็แสดงผลลัพธ์ที่คล้ายกัน

นักวิจัยเผยว่า การวิจัยนี้เป็นก้าวสำคัญในการวิจัยดนตรีบำบัด ที่จะรายงานการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความเชื่อมโยงระหว่างการบำบัด โดยยืนยันสิ่งนี้ได้ด้วยการใช้ข้อมูลจากสมอง ทั้งนี้ นักวิจัยเผยว่าดนตรีบำบัดสามารถปรับปรุงสุขภาพที่ดีขึ้นและรักษาความวิตกกังวล ซึมเศร้า ออทิสติก และภาวะสมองเสื่อม นักบำบัดจึงต้องพึ่งพาการตอบสนองของผู้ป่วยเพื่อหนทางรักษาที่มีประสิทธิภาพ.

สมองไม่แก่ไม่จนมุม

ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของไอคิวสูงหรือต่ำ แต่เคยไหมจู่ๆสมองก็ทำงานติดๆ ขัดๆ เวลามีใครมาทักต้องนึกตั้งนานถึงจะตอบโต้กลับได้ ให้อ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว คิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ออก ฟังอะไรก็ไม่เข้าใจ แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่น่าจะรู้อยู่แล้วให้นึกยังไงก็นึกไม่ออก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน โรคสมองเสื่อมซึ่งถ้าลองปล่อยให้มันเสื่อมไปแล้ว จะกู้สมองกลับคืนมาคงยาก ทางที่ดีควรป้องกันก่อนสายเกินแก้ ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้สมอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความจำ สมาธิ ทักษะการคิด และความมุ่งมั่น

ในฐานะศัลยแพทย์สมองผู้เชี่ยวชาญโรคสมองเสื่อมของญี่ปุ่น คุณหมอซุกิยะมะ ทะคะชิผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการ แพทย์โคโนะ บอกเล่าเทคนิค อยู่อย่างไรให้สมองไม่แก่เพื่อฟื้นฟูความเยาว์วัยให้สมอง โดยยืนยันว่าเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ง่ายจนคนส่วนใหญ่มักมองข้ามและละเลยไป

สิ่งที่คุณหมอแนะนำไม่สิ้นเปลืองเงินทองและเวลา มีข้อแม้แค่ว่าจะได้ผลก็ต่อเมื่อเราทำจนเป็นกิจวัตร และพฤติกรรมติดนิสัย ถ้าไม่อยากให้สมองแก่และเสื่อมก่อนวัย ก็ต้องปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยฝึกทำพฤติกรรมไม่กี่อย่างที่ส่งผลดีต่อสมอง ถึงจะไม่เห็นผลทันตา แต่เชื่อเถอะว่าสมองจะค่อยๆทำงานดีขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นมาก

ตื่นนอนให้ตรงเวลา และตั้งใจทำงานตอนสมองปลอดโปร่ง คือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคสมองเสื่อมถ้าอยากให้สมองทำงานมีประสิทธิภาพ แม้อายุจะมากขึ้น ต้องคอยบริหารสมองให้ตื่นตัวและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตเป็นแพตเทิร์นเดิมๆ อยู่ในสถานที่เดิมๆ ทำเรื่องเดิมๆ เจอแต่คนกลุ่มเดิมๆ จะทำให้สมองเฉื่อยชาและค่อยๆเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย อย่างไรก็ดี คุณหมอเน้นว่า มีบางสิ่งที่เราควรทำให้เหมือนเดิมจนเป็นกิจวัตร นั่นคือ จังหวะชีวิตควรตื่นนอนและทำงานให้เป็นเวลา โดยจังหวะชีวิตที่ดีต่อสมองที่สุดคือ การตื่นแต่เช้ามาอาบแสงแดดอ่อนๆเป็นประจำ จากนั้นจึงตั้งใจทำงานเต็มที่ในตอนที่สมองปลอดโปร่ง และเข้านอนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่สมองต้องการหยุดพัก หากทำได้แบบนี้จนเป็นกิจวัตร สมองก็จะตื่นตัวและทำงานมีประสิทธิภาพ ตรงข้ามกับคนที่ใช้ชีวิตไม่เป็นระเบียบ นึกจะตื่นตอนไหนก็ตื่น ทำงานดึกดื่นไม่ยอมหลับยอมนอน บอกเลยว่าทำร้ายสมองมาก

สมองมีช่วงพักและช่วงทำงานสลับกันไป จังหวะชีวิตที่เป็นระเบียบจะทำให้สมองได้พักและทำงานเป็นเวลา เราจึงรู้ว่าควรทำงานหรือคิดเรื่องยากๆตอนไหน แต่ถ้ามานั่งคิดงานตอนเข้านอน ซึ่งสมองเรียกร้องขอพัก มันก็อาจประท้วงได้ หรือเวลาสมองตื้อคิดงานไม่ออก แล้วไปเค้นให้สมองทำงาน แทนที่มันจะตื่นตัว สมองกลับยิ่งเฉื่อยชาลง โดยธรรมชาติแล้วสมองมนุษย์เราทั้งขี้เกียจและรักสบาย ถ้าไม่จวนตัวจริงๆก็จะไม่ยอมลงมือทำอะไร ยิ่งปล่อยให้สมองขี้เกียจเท่าไหร่ จากอาการสมองตื้อชั่วคราวก็จะกลายเป็นโรคสมองเสื่อม

สมองจะกระฉับกระเฉง ถ้าได้ขยับแขน ขา และปาก อยู่เสมอคนส่วนใหญ่เชื่อว่าหน้าที่ของสมองคือจัดการความคิดและความทรงจำ แต่จริงๆแล้วการควบคุมระบบรับความรู้สึกและระบบการเคลื่อนไหว ก็เป็นหน้าที่ของสมอง การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขยับแข้งขาอย่างสม่ำเสมอจึงส่งผลต่อสมองมาก การออกกำลังกายถือเป็นอาหารสมองที่ดีที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมอง จะเดินเบาๆ ทำงานบ้าน ทำสวน หรือเต้นแอโรบิก ก็เป็นผลดีต่อสมองทั้งสิ้น

อีกหนึ่งเคล็ดลับป้องกันสมองแก่ยังรวมถึง การอ่านออกเสียงดังๆก็เหมือนการฝึกส่งลูกง่ายๆ บังคับให้สมองได้ทำงานครบวงจร ตั้งแต่รับเข้าข้อมูล-เรียบเรียงข้อมูล-ส่งออกข้อมูล ทำให้เรามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหามากขึ้น ยิ่งถ้าอยู่ในวัยเกษียณไม่ค่อยได้พูดกับใคร การอ่านออกเสียงให้เป็นนิสัยยิ่งมีประโยชน์มาก คุณหมอยืนกรานว่าการขยับตัวเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันให้ผลดีกว่าการนั่งเล่นเกมฝึกสมอง และถ้าอยากท้าทายให้สมองตื่นตัว ก็ลองกำหนดเส้นตายให้ตัวเองเพื่อบังคับสมองให้ทำงาน คนที่ทำงานแข่งกับเดดไลน์จนชิน มีแนวโน้มสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วไป เพราะได้ลับสมองเป็นประจำ

ดูแลหัวใจให้แข็งแรงจะช่วย ลดภาวะโรคสมองเสื่อม

คนเรามักจะเข้าใจว่า โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะจากการศึกษาที่ผ่านๆมาจะพบผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเป็นโรคนี้กัน แต่ความจริงอีกด้านคือ ภาวะสมองเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมีการคาดคะเนว่าประชากรประมาณ 75 ล้านคนทั่วโลกอาจประสบภาวะสมองเสื่อมภายในปี พ.ศ.2573

เมื่อไม่นานมานี้ มีการวิจัยพบว่า หัวใจและสมองเป็นอวัยวะสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อม เนื่องจากหัวใจและสมองนั้นจำเป็นต้องมีการไหลเวียนของเลือดอย่างเพียงพอ หากหลอดเลือดตีบลงและแข็งตัวขึ้น หรือเรียกว่าโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายและโรคสมองเสื่อมตามมา นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในเมืองแกรนด์แรปิดส์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า ความผิดปกติของระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาล รวมถึงระดับคอเลสเทอรอลในเลือด เป็นตัวการทำให้หลอดเลือดเสียหาย เกิดภาวะแทรกซ้อนลดการหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง

ด้านสมาคมโรคหัวใจอเมริกันและสมาคมโรคหลอดเลือดสมองอเมริกันแห่งสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า บรรดาโรคดังกล่าวล้วนป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย กินอาการที่ดีมีประโยชน์ งดสูบบุหรี่และเลี่ยงควันบุหรี่ แม้ว่าจะมียาที่ควบคุมความดันโลหิตและคอเลสเทอรอล แต่การตระหนักและเริ่มต้นรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์มากที่สุด.

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

ความเห็นของผู้ชม