ค้นหา

การพัฒนาสมองสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Article : Genius formation) ตอน 5

การสร้างความฉลาดเพื่อการเรียนรู้อย่างก้าวกระโดด

      กระบวนการสร้างความฉลาดอย่างรวดเร็วและง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
การเรียนรู้ คนทุกคน เรียนมาตั้งแต่อยู่ในท้องจนคลอดออกมา เรียนรู้การหายใจ การดำรงชีวิต การเรียนความรู้ต่างๆจัดลำดับตามวัยต่างๆ อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ส่วนการสร้างความฉลาดไม่มีขอบเขต สามารถกระทำได้ทุกวัยแม้แต่ในเด็กที่ยังไม่มีความรู้ ความฉลาดไม่ใช่ตัวเลขหรือสูตรคำนวน เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อเข้าใจธรรมชาติก็ฉลาดทันที และสามารถใช้ความฉลาดมาเสริมการเรียนให้มีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน นักเรียนเรียนแบบจำได้แล้วรู้ แต่ไม่เข้าใจ การเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จึงจะเรียกว่าฉลาด คนที่เรียนได้คะแนนสูงก็อาจไม่ฉลาด เหมือนคนที่รู้และเข้าใจจริง
     การทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆทำให้เกิดความจำที่ยั่งยืน ลืมยาก ก่อนที่จะเข้าใจ สมองต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่สนใจ
    การสร้างความฉลาด เริ่มจาก การตั้งวัตถุประสงค์ กำจัดสิ่งรบกวนภายนอกและภายในร่างกาย(ทำให้ความคิดปลอดโปร่ง) การสนใจจดจ่อกับเรื่องที่คิดทำ (สมาธิ) การตัดสินใจจากความรู้และข้อมูลต่างๆจาก ความจำ สร้างภาพให้เกิดขึ้นในใจ(มโนภาพ)เห็นเหตุเห็นผลของการกระทำ การคิดหนทางต่างๆและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด(ความฉลาด) ที่สุดคือเข้าใจตนเองและเรื่องที่ต้องการ และรู้จักการชนะที่แท้จริง คือชนะใจตนเอง ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เลือกทำแต่ความดี ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาสมองอย่างอัจฉริย กระบวนการคิดต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีรูปแบบซ้ำๆ เมื่อฝึกฝนบ่อยๆจะเกิดความชำนาญคิดได้อย่างรวดเร็ว(เกิดปฏิภาณไหวพริบ) สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว
คือคิดได้ดี คิดได้ถูกต้อง คิดได้รวดร็ว ตอบสนองอย่างเหมาะสม
การเรียนรู้จึงมีประสิทธิภาพ สามารถผ่านการสอบวัดผลการเรียนอย่างดี คะแนนเต็ม หรือสูง ระดับหัวกะทิ และสามารถสร้างสรรค์ความรู้ หรือคิดค้นสิ่งต่างๆได้มากมาย
ซึ่งเป็นสิ่งที่อัจฉริยทั้งหลายกระทำกันเกิดการเปลี่ยนแปลงโลก มีความเจิญทางวัตถุอย่างมาก รวมทั้งความเจริญด้านสติปัญญาซึ่งมีมานานก่อนการเจริญด้านวัตถุ
ความฉลาดสร้างได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา
คนฉลาดย่อมเลือกทำสิ่งที่ดี ไม่ทำชั่ว คนโง่เท่านั้นที่ทำชั่ว คนซึ่งใช้ความฉลาดไปในทางชั่วคือผู้ที่พ่ายแพ้ตนเองไม่สามารถกระทำความดีที่เป็นสัญญลักษณ์ของคนฉลาด
เด็กที่ฉลาดจะพัฒนาสมองในทุกๆด้านอย่างอิสระ ไม่ควรจำกัดความสามารถของสมองเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ควรพัฒนาสมองในทุกด้าน เพราะสามารถฉลาดรอบรู้เป็นพหูสูตร
การเข้าใจตนเองเหมือนการสะกดจิตตนเอง ฝึกการควบคุมให้คิดและทำดีเพื่อเอาชนะใจตนเองเป็นผู้ชนะที่บริสุทธิและแท้จริง การควบคุมคลื่นพลังสมองเพื่อการพัฒนาสมองขั้นสูงจะบรรยายในโอกาสต่อไป


ทางลัดการสร้างความฉลาดด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ
      ความฉลาด เป็นความสามารถของสมองที่จะคิดเลือกสิ่งที่ดีแก่ตน ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ซึ่งเป็นธรรมชาติ คนเราเกิดมาแล้วสื่อสารกันด้วยสัญญลักษณ์ที่เรียกว่าภาษาเพื่ออธิบายหรือเล่าสิ่งต่างๆให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาษา คำศัพท์ต่างๆเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งต่างๆทางธรรมชาติ การเข้าใจ จำได้จากภาษาที่ใช้แทนสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
      การสร้างความฉลาดซึ่งเป็นธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติซึ่งเป็นจริงยิ่งกว่าคำอธิบายทางภาษา เช่น คำศัพท์ก้อนหิน แทนวัตถุที่แข็งมีน้ำหนักมาก เมื่อได้เห็นของจริงรับรู้และสัมผัสกับความจริงของสิ่งที่เรียกว่าก้อนหิน คนจะเข้าใจได้ดีกว่าการอธิบายด้วยคำศัพท์ทางภาษา หรือคำว่าความสุข อธิบายอย่างไร ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับผู้ที่ได้รับรู้ความสุข(ความสมหวังตามต้องการ) ดังนั้นความฉลาดหรือฉลาดอย่างมาก (อัจฉริย)จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ฉลาดเอง ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วยคำศัพท์ทางภาษาที่ใช้สื่อสาร ซึ่งมีคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมากมายเมื่อมีการค้นพบสิ่งต่างๆทางธรรมชาติมากขึ้น
       การเรียนรู้ทางธรรมชาติ เกิดศาสนาคำสอนใหม่ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ค้นหาความจริงจากธรรมชาติ และมีกระบวนการที่ซับซ้อนวุ่นวายในการอธิบายสิ่งต่างๆที่เป็นธรรมชาติ ที่จริงวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังศาสนาต่างๆอย่างมากโดยเฉพาะพุทธศาสนาคำสอนเพื่อความรู้ความจริงทางธรรมชาติ รวมทั้งการทำงานของร่างกายและจิตใจ เช่น กระบวนการทำงานของสมอง สิ่งกระตุ้นภายนอกหรือภายใน ตัวรับความรู้สึก การนำสัญญาณประสาทเข้าสู่สมอง การรับรู้ การคิด การจำ ความรู้สึกสุข ทุกข์หรือกลางๆ เกิดการตอบสนองด้วยการคิดการกระทำ หรือการพูด เช่นเมื่อมีรูปภาพ ตามองเห็นรูปภาพ ส่งสัญญาณประสาทเข้าสู่สมอง สมองรับรู้ว่ามีรูปภาพ คิดว่ารูปอะไร จำว่าเป็นรูปอะไร เกิดความรู้สึกไปตามสิ่งที่คิดว่าเป็นรูปนั้น รูปสวยพึงพอใจเกิดความสุข รูปน่ากลัวเกิดความทุกข์ ตอบสนองโดยเข้าไปดู เดินหนี หรือมองเฉยๆ เป็นต้น การเข้าใจกระบวนการทางธรรมชาติดังกล่าวทำให้เข้าใจวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดจากการคิด การเข้าใจการคิด หรือรู้เหตุรู้ผลต่างๆ สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พุทธศาสนา คำสอนเพื่อความรู้เป็นวิทยาศาสตร์มานานมุ่งสอนคนให้ฉลาดมีความรู้เท่าทันความจริงทางธรรมชาติด้วยธรรมชาติ ต้องการให้ฉลาดพ้นทุกข์ สู่ความสุข หาเหตุที่ทำให้พ้นทุกข์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย เมื่อความจริงทางธรรมชาติมีเกิดก็ต้องมีทุกข์มีเจ็บมีตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย ทำอย่างไรจะไม่ต้องเกิดมาพบความทุกข์ที่เป็นจริงทางธรรมชาติหาทางพ้นทุกข์วิธีที่ไม่ต้องมาเกิดอีก หลุดพ้นทุกข์จากโลกหรือธรรมชาติอยู่เหนือโลกหรือธรรมชาติ โดยรู้ว่าคนเกิดมาจากความอยาก และความโง่ เมื่อฉลาดที่สุดก็จะหาวิธีไม่อยาก ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายจากความเกิดเมื่อเห็นภัยของการเกิดมาพบความทุกข์
       หรือพูดให้ง่ายตามวิธีของคนฉลาดอัจฉริย คือ ทำให้เห็นความจริงของภัยทางธรรมชาติเกิดแก่เจ็บตายทุกข์ เกิดความกลัว เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากมาเกิด และกลับเข้าสู่ธรรมชาติที่เป็นความสุขสงบ มีคำศัพท์ที่เรียกความสุขที่แท้จริง เช่น นิพพาน ปราศจากความร้อน สิ่งเสียดแทง
การจะรู้จักคำดังกล่าวไม่สำคัญเท่ารับรู้ตามความเป็นจริง เช่นลองลิ้มรสของความสุขง่ายๆที่คล้ายนิพพาน เช่น เดินจากที่ร้อนไปสู่ที่เย็นสบาย หรือ  การดึงหนามที่ทิ่มแทงออกจากร่างกาย ก็จะรู้ว่านิพพานเป็นอย่างไรความสุขจากการพ้นความร้อนพบความเย็น นิพพานของจริงเป็นความสุขแท้ถาวร ต่างจากความสุขทางโลกที่ลองให้รับรู้ง่ายๆด้วยวิธีดังกล่าว บางคนสอนว่าเหมือนไปสู่แดนสุขาวดีสร้างภาพต่างๆเป็นสถานที่ที่ดูน่าอยู่มีความสุขมากมายเพื่อเปรียบเทียบ เช่น นักบวชบางคนมัวแต่คิดว่าจะเป็นอรหันต์อย่างไรมัวแต่คิดวิธีต่างๆอยากเป็นอรหันต์ ก็เป็นไม่ได้สักที บางท่านเลิกคิดปล่อยวาง กำลังจะล้มตัวลงนอนพ้นจากสภาวการอยากเกิด เลยบรรลุอรหันต์(ปราศจากความอยาก ที่เรียกว่ากิเลส) ขณะที่ไม่ได้คิด เพียงเลิกคิด เลิกอยาก ไม่อยู่ในท่านั่ง ไม่อยู่ในท่านอน กำลังจะล้มตัวลงนอนปล่อยวางทุกอย่างก็เกิดความฉลาดคิดได้เป็นอัจฉริยเพียงการเลิกคิดเลิกนั่ง ปล่อยวางล้มตัวลงนอน

คิดได้โดยการเลิกคิด อัจฉริยด้วยการเลิกอยาก

ทางลัดสู่ความฉลาดไม่ได้มาด้วยกระบวนการวิธีที่วุ่นวายซับซ้อน ด้วยความจำด้วยความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีฝึกสมองวิธีต่างๆ40วิธีที่พัฒนาคลื่นพลังสมอง และไม่ได้มาด้วยความอยาก

ความฉลาดเกิดขึ้นได้ง่ายดายด้วยการเข้าใจความจริงทางธรรมชาติ ไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว เกิดตามธรรมชาติของเหตุที่ส่งผล เช่น ไม่อยากเกิด ก็ไม่ต้องเกิด หมดความทุกข์ พบบรมสุข

ที่จริงพระพุทธเจ้า อัจฉริยบุคคล สอนสิ่งที่ง่ายๆไม่ยาก สอนให้ฉลาดอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระด้วยความฉลาด ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย เด็ก ผู้หญิง คนแก่ คนใกล้ตาย ไม่จำกัดสถานที่ ข้างถนน ในป่า ในวัด ในเมือง ไม่จำกัดเวลา เช้า สาย บ่ายเย็นกลางคืน ไม่จำกัดสภาวะชนชั้น วรรณะ คน เทวดา สิ่งที่ไม่มีกาย นักบวช ชาวบ้าน ไม่จำกัดด้วยเครื่องนุ่งห่ม ไม่แสวงหาผลประโยชน์ สอนฟรี เพราะท่านต้องการให้คนฉลาดพ้นทุกข์ คำสอนเรียบง่าย สอนได้ตรงตามสภาวะของผู้ที่จะสอน เช่น ขุนนางเมาเหล้าเสียใจที่นางระบำสวยๆตาย เกิดความทุกข์สร่างเมา ท่านสอนเพียงไม่กี่ประโยคก็พ้นทุกข์เกิดความฉลาดเป็นอรหันต์ทั้งที่ไม่ได้บวช เมื่อใดเข้าใจความจริงทางธรรมชาติคือมีดวงตาเห็นธรรม เลิกอยาก เลิกคิดมาเกิดก็พ้นทุกข์ไม่กลับมาเกิดให้เจอทุกข์ ท่านไม่เคยสอนอะไรที่ยากเช่นการกระทำก่อนที่ท่านจะเป็นอัจฉริยบุคคล ท่านสอนง่ายๆรวดเร็วเมื่อท่านฉลาดในเวลาเพียงข้ามคืน แม้แต่เด็กก็บรรลุอรหันต์ปราศจากความอยากได้ พบกับความบรมสุขจริง

คนเราที่เกิดมาควรพัฒนาสมองเพื่อให้บรรลุสภาวธรรมชาติ อัจฉริย ฉลาดอย่างแท้จริง และพ้นทุกข์สู่บรมสุขให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มีสมองที่ดี และไม่ควรไปเสียเวลากับวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน

ดังนั้นอาจสรุปวิธีการฝึกสมองเพื่ออัจฉริยที่ลัดสั้นเร็ว โดย กระบวนการทางธรรมชาติ ที่ไม่ยุ่งยาก พิจารณาให้เกิดความเข้าใจความจริงของเหตุผลทางธรรมชาติ แก้ไขที่เหตุก็ส่งผลให้เป็นไปตามต้องการ

ที่มา ศูนย์การฝึกสมอง 

ความเห็นของผู้ชม