ค้นหา

การพัฒนาสมองสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Article : Genius formation) ตอน 4

 อัจฉริยภาพจากการค้นพบความจริงตามธรรมชาติ

   คนทุกคนเกิดมาพร้อมกับความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อการอยู่รอด และมีความสุข อยากรวย อยากสวย หรือหล่อ อยากฉลาด อยากมีสุขภาพดี อยากมีอายุยืน อยากมีชื่อเสียง อยากมีอำนาจ อยากชนะ ด้วยความอยากนานัปการ และความไม่รู้หรือความโง่ คนเกิดมาพร้อมความอยาก และความโง่ แล้วเริ่มแสวงหากระทำสิ่งต่างๆที่ตอบสนองความอยาก และแสวงหาความรู้เพื่อพ้นความโง่ มีการพัฒนาสมองคิดด้วยรูปแบบต่างๆ เดิมทีใช้การอ้อนวอนขอสิ่งต่างๆเพื่อให้ตนมีความสุข แล้วเริ่มคิดอย่างมีเหตุผลแสวงหาด้วยสติปัญญา
    อัจฉริยภาพ หรือความฉลาดอาจสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว การคิดออกจากรูปแบบเดิมสู่ความสำเร็จตามธรรมชาติ ผู้ที่ฉลาดที่สุดที่ค้นพบความจริงตามธรรมชาติพัฒนาสมองมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเลิกการคิดแบบเดิม ในเรื่องการหาทางพ้นทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย คิดหาทางพ้นจากความโง่ที่นำไปสู่ความทุกข์ สู่ความฉลาดที่นำไปสู่ความสุขที่แท้จริง สติปัญญาหรือความฉลาดที่รู้ความจริงทางธรรมชาติ รู้เหตุรู้ผลรู้แนวทางที่นำไปสู่ความฉลาดสูงสุด มีผู้ที่คิดได้สำเร็จและพ้นทุกข์มากมาย มีทั้งผู้ที่ถ่ายทอดวิธีคิดวิธีปฏิบัติแก่ผู้อื่น เกิดคำสอนหรือศาสนาขึ้น เช่น ศาสนาพุทธ คำสอนเพื่อความรู้ ซึ่งไม่ว่าจะมีคำสอนหรือไม่ ความจริงตามธรรมชาติมีให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับมนุษย์ผู้นั้นจะเห็นความจริงนั้นหรือไม่ เมื่อใดที่เห็นความจริงรู้ความจริงเมื่อนั้นก็ฉลาด
      เป็นเรื่องง่ายมากแต่คนไปทำให้ยุ่งยากด้วยกระบวนการวิธีต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น จูฬปันถก เป็นนักบวชที่โง่ ผู้พี่สั่งสอนเท่าไรก็ไม่ฉลาดสั่งให้ท่องบทสวดก็จำไม่ได้ เมื่ออัจฉริยผู้คิดค้นความจริงมาสอนด้วยตนเอง สอนให้มองเห็นความจริงตามธรรมชาติ เอามือถูผ้าที่ขาวสะอาด แล้วพิจารณาความขาวที่เริ่มไม่ขาวเมื่อสัมผัสกับมือ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่มือสัมผัสผ้าขาว เปลี่ยนสี เห็นความจริง การเปลี่ยนแปลง เห็นว่าทุกสิ่งมีเกิดมีดับ ความขาวไม่คงทนถาวร ขาวแล้วไม่ขาว เห็นว่าร่างกายเป็นของสกปรก ไม่มีความอยากยินดีในร่างกายเลิกความคิดแบบเดิม หลุดพ้นจากความอยาก และความโง่ สิ้นสุดความอยาก สู่ความฉลาด อัจฉริยภาพทันที จากตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่าสิ่งที่อัจฉริยบุคคลสอนนั้นเป็นความรู้จริงทางธรรมชาติ ไม่ใช่คัมภีร์ หรือบทสวดที่นำไปสู่ความฉลาด ท่านสอนอย่างง่ายๆและรู้ว่าจะสอนผู้ใดด้วยวิธีการอย่างใดให้บรรลุความฉลาดเข้าใจสิ่งที่ท่านสอน ส่วนบทสวดต่างๆเพื่อถ่ายทอดวิธีการคิดสู่คนอื่นๆ บางครั้งคนหลงคิดว่าตนฉลาดที่สุดที่จำได้หรือจำวิธีการได้ แต่กลับเป็นคนโง่ที่สุดที่หลงอยู่กับความโง่นั้น ต่อเมื่อผู้ที่ฉลาดจริงมาสอนและสอนอย่างง่ายๆไม่สลับซับซ้อนเกิดอัจฉริยภาพจากความจริงทางธรรมชาติขึ้น การหลุดพ้นจากความโง่ ความไม่รู้สู่ความฉลาดสูงสุด
       การเรียนรู้แบบเดิมที่สอนกันมาอาจไม่ใช่วิธีนำไปสู่ความฉลาดแต่นำไปสู่ความหลง โง่อยู่กับความโง่นั้นตลอดกาล ต่อเมื่อศึกษาเรียนรู้พิจารณาพัฒนาสมองรู้เห็นความจริงทางธรรมชาติ การคิดอย่างอิสระ ออกจากโลกแห่งความคิดแบบเดิม รู้เห็นด้วยความจริงทางธรรมชาติเป็นวิธีการสู่ความเป็นอัจฉริยภาพอย่างรวดเร็วและดีที่สุด
       การคิดให้สำเร็จสมหวังตามต้องการ เรียกว่ามโนมยิทธิ อิทธิวิธี เป็นการใช้คลื่นพลังสมองควบคุมสรรพสิ่งตามธรรมชาติให้เป็นไปตามที่ต้องการ สามารถทำได้ และมีผู้ทำสำเร็จมากมายเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนธรรมชาติด้วยปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ผู้คิดได้จะรู้ว่าแม้การเล่นฤทธิด้วยอำนาจจิตดังกล่าวยังไม่ใช่จุดสูงสุดของความฉลาด ซึ่งต้องการพ้นจากโลกแห่งความทุกข์ ควรคิดให้เห็นความจริง และไม่ยึดติดด้วยความอยาก หรือบางคนเรียกว่าปล่อยวาง จึงจะพ้นความโง่ สู่ความฉลาด เช่นเดียวกับนักบวชที่ตอนแรกโง่แล้วกลับกลายเป็นฉลาดอัจฉริยทันทีด้วยการถูผ้าขาวและพิจารณาสีขาว เห็นการเปลี่ยนแปลง เลิกยึดติด ปล่อยวางพ้นความโง่ และ สามารถเล่นฤทธิ์ ใช้คลื่นพลังสมองบังคับความคิดให้คนอื่นเห็นว่ามีตนเองหลายคนได้ การสะกดจิต หรือการใช้คลื่นพลังสมอง มีวิธีการฝึกให้ได้รับผลสำเร็จจริง ทุกสิ่งที่เขียนมาพิสูจน์ได้ตามหลักความจริง มีเหตุมีผลและกระทำได้จริง
       การควบคุมคลื่นพลังสมองเพื่อพัฒนาสมองสู่ขั้นสูงสุดฉลาดที่สุดทำได้จริงและทำได้ง่ายซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปด้วยการฝึกจิตตามคำสอนของอัจฉริยบุคคลผู้รู้จริง โดยอ้างอิงจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค แนวทางสู่ความบริสุทธ์ ซึ่งจะสังเคราะห์ความรู้จากการแยกวิธีต่างๆ 40วิธี ให้เข้าใจง่ายและทำสำเร็จในเวลาอันสั้น

การพัฒนาสมองกับการรักษาโรคทางสมอง
       การพัฒนาสมอง ขั้นพื้นฐาน เพื่อการอยุ่รอดตอบสนองความต้องการ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ขั้นสูง พัฒนาพลังคลื่นสมอง(พลังจิต) ความเป็นอัจฉริย
เพื่อการการรักษาโรค ฟื้นฟูสภาพเซลล์ หรือเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการแห่งตน
ดังกล่าวในตอนต้นถึงการวิเคราะห์วิธีการฝึกสมอง โดยเฉพาะการเข้าใจตนเอง(Autosuggestion) และลำดับขั้นในการฝึกเพื่อให้เข้าใจง่าย การรักษาโรคทางสมองหลายโรค ทั้งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเกิดขึ้นในภายหลัง เช่น บาดเจ็บที่สมอง โรคติดเชื้อ เนื้องอก สมองเสื่อม สามารถป้องกันและรักษาโรคทางสมองได้ด้วยการพัฒนาสมอง สมองมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอวัยวะอื่นๆ และควบคุมอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย โดยพลังงานไฟฟ้า สารเคมี ฮอร์โมน การสั่งการในระดับเซลล์หรือพันธุกรรมเกิดจากการควบคุมโดยกระบวนการพื้นฐานของเซลล์และระบบประสาท การพัฒนาสมองสามารถกระตุ้นระบบการทำงานระดับเซลล์หรือการเปลี่ยนแปลงด้านพันธุกรรม นอกจากปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดโรค มีโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองที่กระทบต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ภาวะเครียดเกิดการหลั่งสารเคมีต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคกระเพราะอาหารเป็นแผล อาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดแตกในสมอง โรคหัวใจ ภาวะแปรปรวนของจิตประสาท เป็นต้น
     การฝึกพัฒนาสมองสามารถที่จะเปลี่ยนระบบพันธุกรรม เพิ่มอายุขัยของเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ และป้องกันการแปรปรวนทางพันธุกรรม(Mutation)ไปในทางที่ส่งผลร้ายเช่นการเกิดเซลล์เนื้องอก ทำให้เกิดการเปลี่ยนพันธุกรรมไปในทางที่ดีคือยืดอายุ เพิ่มประสิทธิภาพฟื้นฟูเซลล์ โดยการเปลี่ยนปัจจัยภายในจากพลังคลื่นสมองเซลล์ประสาทที่ควบคุมทุกระบบของร่างกายรวมทั้งระบบพันธุกรรมที่มีผลต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย
การพัฒนาสมองเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ และฝึกซ้ำๆจนเกิดความชำนาญทำให้ระบบเซลล์ประสาทเกิดการเชื่อมต่อภายในระบบประสาทและอวัยวะต่างๆ มีการรับรู้ภายใน และภายนอกร่างกาย มีกระบวนการคิด การตอบสนองที่เป็นไปในทางที่ดี จนกระทั่งบรรลุวัตถุประสงค์ประสบความสำเร็จตามต้องการ
       ยกตัวอย่าง ความผิดปกติทางพันธุกรรมแต่กำเนิด เด็กปัญญาอ่อน สามารถฝึกพัฒนาสมองให้มีระดับสติปัญญาใกล้เคียงเด็กปกติได้
       ผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองรุนแรงที่สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นสมองด้านที่เด่นและควบคุมด้านภาษา มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกขวา เดินไม่ได้ เขียนหนังสือไม่ได้ พูดไม่ได้ ต่อมาได้รับการพัฒนาสมองให้ฝึกระบบประสาทหัดเขียนด้วยมือซ้าย(Retraining of neurone) การให้กำลังใจ(Mental Reinforcement&support)ผู้ป่วยสามารถกลับมาพูดได้ เขียนได้ทั้งสองมือทั้งซ้ายและขวา เดินได้ ดำรงชีวิตได้ตามปกติภายในระยะเวลา1ปี ซึ่งเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายของแพทย์ท่านอื่น แต่ไม่ใช่สิ่งแปลกสำหรับผู้เขียน ความเข้าใจสมองในระดับเซลล์และกระบวนการทำงานของสมองทำให้รู้ว่าแม้แต่สมองที่พิการก็สามารถพัฒนา ฟื้นฟูสภาพเซลล์โดยไม่ต้องพึ่งยา หรือสารเคมี หากผู้ป่วยมีศรัทธาต่อแพทย์ผู้รักษา(ผู้เขียน)และปฏิบัติตามคำแนะนำในการพัฒนาสมองก็สามารถเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดังกล่าวได้จริง
        ภาวะสมองเสื่อมและเนื้องอกสามารถป้องกันและยับยั้งได้จริงโดยการฝึกระบบประสาทพัฒนาสมองเพื่อสร้างภูมิต้านทานการแปรปรวนทางพันธุกรรมในทางเสื่อม และการขาดการควบคุมระดับเซลล์ป้องกันการแบ่งตัวที่ผิดปกติ การคิดในทางที่ดีหลีกเลี่ยงสารที่เป็นพิษและก่อให้เกิดผลร้ายต่อร่างกาย
       เป็นเรื่องมหัศจรรย์,ปาฏิหารย์หรือสิ่งที่เหลือเชื่อที่เกิดนับครั้งไม่ถ้วนในการรักษาโรคทางสมอง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือการค้นหาความจริงจากธรรมชาติ ที่การพัฒนาสมองมีผลต่อพันธุกรรมอันยังผลให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆรักษาโรคต่างๆ และยืดอายุมนุษย์ การะบวนการคิดสร้างอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อการรักษาและการคิดค้นยา,วิธีรักษาเกิดจากสมองที่มีประสิทธิภาพ
      การเข้าใจตนเองและการแนะนำตนเองทำให้เกิดการคิดซ้ำๆ ทำให้เป็นไปตามที่ต้องการ เช่นคิดว่าพัฒนาสมองได้ เก่งได้ ฉลาดได้ รวยได้ สุขภาพแข็งแรง คิดต่อตนเองในทางที่ดีบ่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองที่เป็นพลังงานสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะภายนอกได้เมื่อมีพลังงานเพียงพอ(คนส่วนใหญ่เรียกว่าพลังจิต)และทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะคิดการณ์ต่างๆเพื่อประสบความสำเร็จตามต้องการดังกล่าว
       อัจฉริยภาพเกิดขึ้นได้โดยอิสระ ไม่จำกัดเพศ อายุ เชื้อชาติ สถานที่ เวลา การเรียนรู้พัฒนาสมองเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานที่ เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ คนป่วย สามารถพัฒนาสมองได้ตลอดเวลา เพื่อให้มนุษย์ทุกคนรู้จักคำว่าฉลาด หรืออัจฉริยที่แท้จริง ไม่จำกัดด้วยเวลา สถานที่ สามารถพัฒนาสมองที่ข้างถนนได้ เช่น คนโง่ข้างถนนฟังคำสอนด้วยความเชื่อมั่นอัจฉริยบุคคล สารถเข้าใจและฉลาดเป็นอัจฉริยเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคในเวลาไม่นาน

        สำหรับคนป่วยที่พิการแล้วพัฒนาสมองจนพ้นความพิการจะได้ค้นพบความฉลาดหรืออัจฉริยภาพในตัวเองที่ฟื้นฟูสภาพสู่ความเป็นปกติและยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

        ความฉลาดไม่ขึ้นกับประกาศนียบัตรรับรอง อัจฉริยภาพไม่มีขอบเขตให้ใช้เครื่องมือวัด

        ความเข้าใจรู้เห็นความจริงตามธรรมชาติเป็นอัจฉริย หรือความฉลาดที่แท้จริง เมื่อใดเข้าใจ เมื่อนั้นฉลาด
        เป็นเรื่องที่ง่ายมากที่คนไปทำให้ยุ่งยากเสียเวลากับกระบวนการเรียนรู้ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสมองมุ่งสู่ความฉลาด อัจฉริยภาพ ดังเช่นที่ผู้อ่าน เริ่มอ่านบทความนี้ก็เริ่มต้นเพาะปลูกความฉลาด

       สำหรับเด็กนักเรียนที่ต้องการฉลาดย่อมจะฉลาดได้จริงรู้ในสิ่งที่ควรรู้และต้องรู้สามารถตอบปัญหาได้อย่างง่ายดาย ผลการเรียนดีมากคะแนนสูง โดยกระบวนการดังที่บรรยายไปแล้วและจะบรรยายต่อไป
คนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน มีสมองเหมือนกันต่างกันที่ใครจะรู้จักวิธีใช้สมองดีกว่ากัน เริ่มการพัฒนาสมองได้ตั้งแต่ปัจจุบัน

ที่มา ศูนย์การฝึกสมอง

ความเห็นของผู้ชม