ค้นหา

การพัฒนาสมองสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Article : Genius formation) ตอน 3

การพัฒนาสมองในชีวิตประจำวัน

        เราใช้สมองตั้งแต่เริ่มตื่นนอน คิดและทำกิจวัตรประจำวัน สมองส่วนหน้า(Frontal lobe)มีขนาดใหญ่ที่สุดมีหน้าที่ควบคุมระบบกล้ามเนื้อสำหรับการเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องกับการวางแผน การควบคุมให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ต้องการ อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และต่อเนื่องกับส่วนอื่นๆของสมอง สมองส่วนนี้ปกติใช้งานเพียง20% มีความสามารถของสมองที่ซ่อนเร้นอีกกว่า80% การพัฒนาขีดความสามารถของสมองโดยดึงความสามารถที่เหลือหรือการใช้สมองอย่างเต็มที่เป็นจุดประสงค์ของการพํฒนาสมองที่แท้จริง ร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนจักรกลชีวภาพ เราเติมพลังงานจากสารอาหารที่กินเข้าไปมีระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารต่างๆ เพื่อลำเลียงไปใช้ยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายมีกลไกการเปลี่ยนสสารเป็นพลังงาน เซลล์สมองสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดต่ำ ที่สมองมีคลื่นไฟฟ้าที่วัดได้ การทำงานของสมองเชื่อมโยงสั่งการด้วยสารเคมี และกระแสไฟฟ้า การพัฒนาสมองให้ทำงานเต็มที่โดยใช้พลังงานต่ำ เช่น การทำสมาธิ หยุดการคิดที่สิ้นเปลืองพลังงานในเรื่องต่างๆที่ก่อให้เกิดความฟุ้งซ่าน ควบคุมให้คิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนสำเร็จเป็นตัวอย่างเทคนิคการพัฒนาสมอง การประกอบกิจวัตรประจำวันจึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการฝึกสมองขั้นพื้นฐานเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐาน อันนำไปสู่การพัฒนาขั้นสูง
      เมื่อวิเคราะห์การทำงานของสมอง จากการรับรู้ข้อมูลจากภายนอกและภายในร่างกาย นำไปสุ่การคิด และแปลงสัญญาณประสาท เป็นคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหวผ่านกล้ามเนื้อ เช่น เมื่อรู้สึกหิว ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำสมองก็จะคิดว่าอาหารอยู่ที่ใดจะไปหาอาหารจากที่ไหน และ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ออกหาอาหาร พัฒนาจากการล่าสัตว์เกิดระบบแลกเปลี่ยนเงินตรา เกิดอาชีพ เพื่อหาอาหาร จากการตอบสนองขั้นพื้นฐาน นำไปสู่กระบวนการคิดที่ซับซ้อนขึ้น เกิดระบบแลกเปลี่ยนเงิน จึงเห็นได้ว่าสมองมนุษย์มีการพัฒนาจากกิจวัตรประจำวันเกิดระบบเศรษฐกิจ เพื่อหาอาหารและปัจจัยเพื่อการอยู่รอด
      การทำกิจวัตรประจำวัน เริ่มจากการรับรู้ การกำหนดเป้าหมาย ลำดับขั้น การวางแผน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้อาจมีการวางแผนการเคลื่อนไหวหลายแบบ และต้องรู้จักเลือกแผนที่ดีที่สุดที่ตอบสนองตรงตามความต้องการหรือวัตถุประสงค์หรือมองภาพด้วยใจจินตนาการถึงการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นการฝึกการสร้างมโนภาพ และทำให้เกิดขึ้นจริง เมื่อฝึกฝนบ่อยๆก็จะพัฒนาขีดความสามารถมองเห็นการณ์ที่จะเป็นไปในอนาคตและผลลัพธ์ต่างๆที่เกิดจากการกระทำในปัจจุบัน บางครั้งมีนักคิดเรียกวิธีการนี้ว่าการฝึกฝนพลังจิต ซึ่งคือการฝึกสมองให้ใช้งานเต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ บางครั้งคลื่นสมองเปรียบเสมือนคลื่นพลังงานสามารถควบคุมวัตถุภายนอกเช่น งอช้อน เคลื่อนไหววัตถุที่อยู่ห่างออกไป หรือควบคุมคลื่นความคิดผู้อื่นที่เรียกว่าสะกดจิต และสามารถพิสูจน์ได้โดยวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาวิจัยทั้งโครงการที่เปิดเผยและโครงการลับของประเทศมหาอำนาจต่างๆที่พัฒนาอาวุธทางความคิดและการใช้พลังจิต ในที่นี้มุ่งเน้นการฝึกสมองในทางสร้างสรรค์ และใช้ในชีวิตประจำวัน

พันธุกรรมกับความฉลาด
       ความฉลาดเกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม คนปกติกรรมพันธุปกติ แต่ไม่ฉลาด พ่อแม่ไม่ฉลาด แต่ลูกฉลาด หรือ พ่อแม่ฉลาด แต่ลูกไม่ฉลาด ปัญญาอ่อน มีให้เห็นอยู่ ดังนั้นการสร้างความฉลาดไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมแต่กำเนิด พันธุกรรมอาจมีการแปรปรวน Mutation ซึ่งส่วนใหญ่แสดงออกด้วยโรคทางกรรมพันธุซึ่งมีโรคทางระบบประสาทที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธ์มากมายหลายโรค เนื้องอก การเปลี่ยนพันธุกรรมโดยเกิดmutation เกิดขึ้นได้โดยการตัดต่อยีน(วิศพันธุกรรม) การติดเชื้อไวรัส การได้รับรังสี และสารก่อมะเร็ง มีการศึกษาวิธีการควบคุมพันธุกรรม เพื่อ การรักษาโรคด้วยยา และวิศวพันธุกรรม(Genetic engineering) เป้าหมายเพื่อยืดอายุเซลล์ กำจัดเซลล์ผิดปกติ(มะเร็ง)เพิ่มภูมิต้านทานโรค สมองมนุษย์มีความฉลาดที่จะคิดค้นเรื่องของชีวิตตนเองในระดับเซลล์ แต่ลืมองค์ประกอบสำคํญสำหรับชีวิต ในเรื่องของธรรมชาติ อายุคนสั้นลงจากเดิม เป็นผลพวงจากการสร้างสารพิษมากมาย มลพิษในธรรมชาติ ความรู้ที่คิดว่าฉลาดกลายเป็นอาวุธมาประหัตประหารตนเอง
         ความฉลาดสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีเช่นเดียวกับการเปลี่ยนพันธุกรรมไปในทางที่ดี โดยไม่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน
 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา คนจะมีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี สมองไม่เสื่อม โดยไม่พึ่งเทคโนโลยี เช่นเดียวกับในอดีต ที่คนฉลาดรู้จักปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ คนในปัจจุบันที่คิดว่าฉลาดพยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้คนสะดวกสะบาย ดังนั้นการพัฒนาสมองโดยกระบวนการทางธรรมชาติที่ง่าย และสามารถปรับเปลี่ยนพันธุกรรมไปสู่ความฉลาด อายุที่ยืนยาวได้ เป็นการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางธรรมชาติให้เป็นไปในทางที่ต้องการซึ่งเป็นไปในด้านดี การเพิ่มอายุ,ความทนทานและการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ประสาทไม่ต้องใช้ยา หรือเทคโนโลยี โดยการควบคุมสมอง ความคิด คลื่นพลังงานสมอง(พลังจิต)สารอาหารที่มีประโยชน์ การดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ การพัฒนาทักษะของอวัยวะต่างๆ เช่นเด็กปัญญาอ่อนสามารถพัฒนาสมองให้ใกล้เคียงเด็กปกติได้
         การพัฒนาสมองโดยปรับเปลี่ยนพันธุกรรมด้วยวิธีการทางธรรมชาติสามารถกระทำได้จริงเช่นเดียวกับมนุษย์ในอดีต ซึ่งมีเรื่องเล่าขานถึงความมหัศจรรย์ที่มนุษย์สมัยก่อนกระทำได้สำเร็จและมนุษย์ในยุคปัจจุบันยังไม่เข้าใจ
 
การปรับเปลี่ยนพันธุกรรมเพื่อพัฒนาสมองโดยวิธีธรรมชาติ
     ดังที่ได้กล่าวถึงเรื่องมหัศจรรย์ในอดีตที่คนในยุคโบราณไม่เข้าใจ มีผู้รู้คิดและสั่งสอนวิธีการต่างๆ ตั้งแต่การดำเนินชีวิต การค้นหาความจริงตามธรรมชาติ เดิมที่มีหลายเรื่องที่คนไม่รู้ คนมีสมองจึงรู้จักคิดเกิดความสงสัยในสิ่งต่างๆ และค้นหาคำตอบด้วยวิธีการมากมายเกิดการเรียนรู้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาสมอง การตอบปัญหาต่างๆตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน กำเนิดของคน การหาปัจจัยเพื่อการอยู่รอด ไปจนถึงทำอย่างไรจึงจะมีความสุข กำเนิดเป็นปรัชญา วิทยาการ วิทยาศาสตร์ต่างๆรวมทั้ง คำสอน(ศาสนา) การเรียนจากสิ่งที่อัจฉริยบุคคลในยุคโบราณคิดค้นสำเร็จเป็นเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อ เช่น การฝึกให้ปราศจากกิเลส การเล่นฤทธิ์ต่างๆ เช่นการไปในที่ที่คนธรรมดาไปไม่ได้ การไปท่องเที่ยวยังดาวต่างๆ การเหาะเหินเดินอากาศ การเห็นอนาคต การเห็นอดีต การรู้ใจรู้ความคิดผู้อื่น การกระทำสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามต้องการ(มโนมยิทธิ อิทธิวิธี)ซึ่งมีผู้ที่ทำได้จริงและสอนวิธีการฝึกถ่ายทอดต่อกันมานานนับสองพันปี เผยแพร่เป็นคัมภีร์มากมายมีผู้ที่ฝึกสำเร็จมากมายและที่สำคัญที่สุดสำหรับความฉลาดสูงสุด คือคิดวิธีพ้นจากความทุกข์ ไม่ต้องแก่ ไม่เจ็บป่วย และไม่ตาย เป็นอมตะ กำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรุ้หรือฝึกคิดถึงขั้นสูงสุด นิพพานพ้นความทุกข์ อยู่เหนือโลกทั้งมวล ผู้ที่ฉลาดที่สุดในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคิดวิธีการดังกล่าวได้ การพัฒนาสมองด้วยการคิดตามความเป็นจริงทางธรรมชาติ รู้เหตุรู้ผล กระทำเหตุให้ชัดเจน และดำเนินวิธีการอันนำไปสู่ผลสำเร็จ ที่ต้องยกตัวอย่างโดยอ้างอิงหลักแห่งคำสอน เพื่อให้ง่ายต่อการฝึกสมองโดยวิธีที่เร็วและสะดวกที่สุด เช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมทางธรรมชาติ สามารถยืดอายุ และฉลาดรอบรู้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุด เกิดมาทำไม และมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สำหรับศาสดาผู้คิดค้นนั้น ได้แสดงปาฏิหารย์เล่นฤทธิ์นับครั้งไม่ถ้วนมีการเดินกลางอากาศ การเปิดโลก การแปลงกาย ในการเอาชนะเจ้าลทธิผู้มีฤทธิิ์ในยุคนั้นยิ่งกว่ายอดมนุษย์ในหนังทีวี สามารถที่จะมีชีวิตและกำหนดอายุขัยตนเองได้ จะอยู่สักร้อยปีก็ได้ แต่ปลงอายุขัยเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่าทุกอย่างหนีไม่พ้นความจริงที่มีเกิดก็ต้องมีแก่มีเจ็บมีตาย ถ้าไม่มีเกิดก็ไม่มีแก่ไม่เจ็บไม่ตาย แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เกิดอีก สู่สภาวะที่เรียกว่านิพพานกลับสู่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะพัฒนาสมองด้วยวิธีใดก็คงไม่พ้นวิธีที่ดีที่สุดดังกล่าว ผู้ที่คิดค้นพัฒนาสมองจนสำเร็จ เรียนมาจากหลายสำนักปฏิบัติอย่างหนักหลายปีไม่สำเร็จเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ต่อเมื่อเลิกคิดด้วยวิธีเดิม มาพิจารณาความจริงทางธรรมชาติ เพียงชั่วข้ามคืนเกิดการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมอง เห็นเหตุ อดีต เห็นผล อนาคต เห็นความรู้จริง บรรลุความฉลาดสูงสุด การมองเห็นโดยไม่ได้ใช้ตามอง ไม่ใช้สมการ เห็นความจริง รู้เรื่องในทุกสรรพสิ่งที่สงสัยกลายเป็นอัจฉริยะบุคคลในเวลาอันสั้นพร้อมทั้งมีพลังจิต(คลื่นพลังงานสมอง)รอบรู้และกระทำได้จริงทุกอย่างแม้แต่การเอาชนะความเจ็บป่วยและชนะความตาย
      การฝึกสมองตามหลักวิธีคิดทางธรรมชาติเป็นเรื่องง่าย มีผู้เขียนถ่ายทอดในหนังสือหลายเล่ม แต่จะหาผู้ที่สามารถสอนให้เห็นความจริงดังกล่าวหาได้ยากในปัจจุบันส่วนใหญ่มักถ่ายทอดแบบเล่าต่อๆกันมาจะหาผู้ที่รู้และเข้าใจแท้จริงมีอยู่น้อย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฝึกสมองพึงหาวิธีที่เหมาะสมแก่ตนในการพัฒนาสมองเพื่อความฉลาด เช่นเดียวกับการเปลี่ยนพันธุกรรม การจะเป็นผู้รู้จริงมิใช่รู้แต่ในตำรา รู้แต่ในสถาบันตนที่สอนต่อๆกันมาหรือรู้โดยการเล่าการสอนกันมาพึงแสวงหาความจริงด้วยตนเองแล้วรู้อย่างแท้จริงหรือฉลาดอย่างแท้จริงตามวิธีทางธรรมชาติด้วยความรวดเร็วดังเช่นผู้คิดค้นศาสดาที่ทำสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ คือ รู้จักคิด

ที่มา ศูนย์การฝึกสมอง

ความเห็นของผู้ชม