ค้นหา

การพัฒนาสมองสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Article : Genius formation) ตอน 2

วิเคราะห์วิธีการพัฒนาสมอง

     การพัฒนาสมอง หรือการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ มีการแยกวิธีการเรียนตามหลักการคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยแยกตามวัย แบ่งชั้นเรียนตามอายุ อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย และแยกวิชาการเรียนออกเป็นหลายสาขาวิชา เพื่อจัดระบบ และง่ายต่อการเรียนรู้ เป็นการสอนคนให้เลือกวิชาการที่ตนถนัด ซึ่งเป็นการเรียนรูปแบบเก่า ทั้งนี้สมองสามารถพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด การเรียนรู้แบบเก่าเป็นเหมือนสอนคนให้ขึ้นบันไดไปทีละขั้น ซึ่งการพัฒนาสมองสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องใช้เวลานานอย่างกระบวนการเรียนรู้แบบเก่าซึ่งมนุษย์ปัจจุบันคิดว่าดี การเรียนรู้แบบสังเคราะห์เป็นการสร้างความรู้โดยพัฒนาต่อเนื่องจากการเรียนแบบวิเคราะห์แยกวิชาการ ซึ่งทำให้คนฉลาดขึ้นกว่าระบบเก่า
    การเรียนรู้ในปัจจุบันต่างจากอดีต เนื่องจากองค์ความรู้ที่พัฒนามีมากมายมหาศาล และไม่จำกัดเฉพาะสถานที่ อายุ เวลา แนวคิดการเรียนอย่างอิสระสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วด้วยความเจริญทางเทคโนโลยี ซึ่งการสร้างความฉลาดง่ายกว่าในอดีต
     การพัฒนาสมองจึงเริมได้ทุกที่ทุกเวลา เสมือนการปฏิวัติทางความคิด โดยคิดอย่างอิสระ บนความเป็นจริง สร้างสรรค์และไม่ก่อให้เกิดโทษหรือเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
     โลกในยุคที่3(The third wave intelligent&technology power)เป็นโลกที่มีความเจริญทางวัตถุอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงโลก(Rule of the world:The third wave)มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากการใช้กำลัง(ยุคแรก โบราณ :Weapon power)และการใช้เศรษฐกิจ การค้า(ยุคที่2 :Economic power)มีผู้สร้างทฤษฏีและแนวคิดหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะระบบการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบขุนนางกษัตริย์ซึ่งมีผลกระทบทั้งโลก(intelligent wave) เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียมกันและความเป็นอิสระปราศจากการกดขี่จากระบอบกษัตริย์หรือระบบขุนนาง เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ว่าจะยุคใดการเปลี่ยนแปลงโลกมักต้องใช้กำลังเหมือนยุคโบราณ เมื่อปฏิวัติโค่นระบบการปกครองเดิมสำเร็จก็เกิดการสร้างโลกยุคใหม่ ควบคุมด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ตามมาด้วยผู้ที่คิดระบบการปกครองเพื่อความเป็นอิสระและช่วยเหลือชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่เกิดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้กระบอกปืน(คอมมิวนิสต์) การปฏิวัติที่รัสเซีย จีน เวียดนาม เกาหลีและอีกหลายประเทศ โลกแบ่งออกเป็น2ฝ่าย เข้าสู่ยุคสงครามเย็น มีการพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง
      อาจกล่าวได้ว่าอาวุธที่แท้จริงที่เปลี่ยนแปลงโลกเกิดจากอาวุธทางความคิด และ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลก คือผู้ที่รู้จักคิด การปฏิวัติทางความคิด(Revolution of thinking)อันนำไปสู่การปฏิบัติ และมีผลกระทบทั้งโลก ยุคสงครามเย็นระหว่างรัสเซียและสหรัฐ จบลงที่ผู้นำรัสเซียถูกครอบงำทางความคิดหรืออาจจะเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้เป็นอิสระจากการใช้แต่กำลังหรืออาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง(Weapon &intelligent) มาสู่ระบบทุนนิยม(Economic wave)การเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปของรัสเซียทำให้ประเทศล่มสลายแตกออกเป็นหลายประเทศซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ทางความคิดของรัสเซียต่ออเมริกา ดังนั้นผู้นำประเทศที่ดีต้องมีสมองดีและมีความฉลาดที่จะคิดให้รู้เห็นเหตุการณ์ที่จะเป็นไปในอนาคตหรือรู้ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ ไม่ว่าประเทศใดจะพ่ายแพ้หรือชนะ เรื่องที่เล่ามาดังกล่าวแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโลกโดยการคิดที่แตกต่างจากอดีต แนวคิดความเป็นอิสระ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์บนโลกใบเดียวกัน แตกต่างที่วิธีการและความฉลาด
     การที่ผู้ที่รู้ว่าตนโง่แล้วเริ่มหาวิธีทำให้ตนฉลาดขึ้นเป็นคนฉลาดเกิดการค้นคว้าหาความรู้เริ่มการเรียนรู้ขึ้น วิธีการเรียนรู้อาจจำแนกได้หลายแบบ โดยสรุปเป็นการคิดแนววิเคราะห์ ซึ่งทำให้คนฉลาดแต่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือถูกจำกัดความคิดให้คิดในรูปแบบเดิม การจะฉลาดรอบรู้ต้องรู้จักคิดออกจากรูปแบบเก่า สร้างกระบวนการคิดหรือวิธีคิดที่เป็นอิสระ ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนมากถูกสอนให้จำว่าไอน์ไสตน์เป็นอัจฉริยะ ซึ่งสร้างสมการหรือสูตรประหลาด ที่ไม่มีใครคิด และไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่ก็เชื่อตามกันไปทั้งที่จริงๆแล้วเราอาจฉลาดกว่าไอน์ไสตน์ สูตรหรือสมการไม่ใช่สิ่งที่แสดงความฉลาด เพียงแต่คิดอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่คิดกัน สมการที่ถูกต้องอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด และการนำสมการไปใช้สร้างอาวุธที่ทำลายล้างสูงยิ่งแสดงความโง่อย่างบ้าคลั่ง หลังระเบิดปรมณู ไอน์ไสตน์ก็ตายจากโลกไป ผู้ที่ช่างคิดอาจสงสัยว่าถ้างั้นใครที่ฉลาดที่สุดในโลก คำตอบอาจจะเป็นตัวเองก็ได้ถ้ารู้จักคิด
      ถ้าเรายังอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมก็ยังคงโง่ต่อไปเพราะจะรู้อยู่ด้านเดียว แต่ถ้าเรารู้จักคิดจะเกิดสมการหรือรูปแบบที่น่าสนใจกว่าและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกที่ดีขึ้น โลกแห่งความฉลาด บนพื้นฐานแนวคิดแบบสังเคราะห์การสร้างความรู้ ยกตัวอย่างศาสดาในศาสนาต่างๆที่สร้างคำสอนเปลี่ยนแปลงโลก ช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ และความโง่ กำเนิดลัทธิศาสนาต่างๆ(The third wave intelligent) เดิมที่เรียนจากสำนักต่างๆแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดแบบเดิม ต่อเมื่อสงบจิตใจ หยุดคิดแบบเดิม เลิกคิดวิเคราะห์ มาพิจารณาความจริงจนเกิดความฉลาดรอบรู้ เรียนมานานยังไม่สำเร็จวัตถุประสงค์ที่จะพ้นจากความทุกข์ใช้เวลาถึงหกปี ทั้งทรมาณตนเอง มาฉลาดเพียงชั่วข้ามคืน เหมือนออกจากโลกใบเดิม เลิกคิดแบบเดิม คิดวิธีการพ้นจากความโง่และความทุกข์สำเร็จ และนำแนวคิดมาถ่ายทอดเป็นคำสอนกำเนิดศาสนาแห่งความรู้(พุทธศาสนา) ความเป็นอัจฉริยะหรือฉลาดอย่างมากอาจเกิดขึ้นทันที่ทันใดดังเช่นศาสดาในพุทธศาสนา ที่ใช้เวลาเพียงข้ามคืนคิดสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับมนุษยชาติ ความฉลาด ดังนั้นการสร้างอัจฉริยะจึงเกิดขึ้นได้จริงไม่จำกัดเพศ อายุ ชนชั้น วรรณะ สถานที่หรือเวลา เมื่อใดที่คิดได้ เมื่อนั้นก็ฉลาด
 

การพัฒนาสมองด้วยการสร้างความรู้ จุดเริ่มต้นการเรียนรู้
       การพัฒนาสมอง เริ่มจากในครรภ์ มีงานวิจัยที่ศึกษามากมายยืนยันถึงพัฒนาการตั้งแต่ในครรภ์ การกระตุ้นระบบประสาทรับรู้ การเรียนรู้ การตอบสนอง เมื่อเด็กคลอดออกมาสิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำคือการเรียนรู้ที่จะหายใจ ร้องเพื่อความอยู่รอด แสดงให้เห็นภาพกระบวนการพัฒนาสมองขั้นพื้นฐาน การเรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ และการพัฒนาสมองส่วนต่างๆ เพื่อการทำกิจกรรม การหาอาหารกิน นอน ขับถ่าย เป็นกลไกที่ซับซ้อนและเรียนรู้แบบซ้ำๆ จนสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อมาสมองต้องพัฒนาเพื่อคิด ต่อการทำกิจกรรมต่างๆ เด็กเล็กไม่สามารถหาอาหารได้ต้องสื่อสารกับแม่ด้วยภาษาพื้นฐาน การร้องไห้ ภาษากาย เพื่อให้แม่มาป้อนนม เด็กเล็กจึงเริ่มเรียนรู้การสื่อสาร และ ภาษาเพื่อใช้ติดต่อกับแม่ และพัฒนาขั้นสูงเป็นการเรียนรู้เรื่องภาษาซึ่งพํฒนาในส่วนของสมองซีกซ้ายข้างที่เด่น(Dominant hemisphere:Language area)ภาษาเป็นกระบวนการขั้นสูงสำหรับมนุษย์ สัตว์ต่างๆอาจใช้เสียงร้องสื่อสาร แต่มนุษย์รู้จักใช้สัญญลักษณ์ ใช้กล้ามเนื้อในการเปล่งเสียงเป็นคำ ประโยคอย่างเป็นระบบมีภาษาเขียน ภาษาพูดและภาษากาย แสดงให้เห็นว่าสมองมนุษย์มีการพัฒนาเหนือกว่าสัตว์ต่างๆ เมื่อเติบโตขึ้น สมองมีการเรียนรู้โดย รับรู้ คิด ตอบสนองเป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำวนหลายรอบจนเป็นวงจรอัติโนมัติต่อการทำกิจกรรมต่างๆ
       มนุษย์รู้จักประดิษฐ์ สร้างสรรค์ วัสดุอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรง ในการหาอาหาร การต่อสู้การป้องกันตัวคิดค้นอาวุธ และเริ่มการสร้างความรู้ที่ค้นพบและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นระบบการเรียนการสอนการศึกษา การสร้างความรู้เป็นกระบวนการพัฒนาสมองที่ไม่มีวันจบสิ้น จึงเห็นได้ว่า การพัฒนาสมองเริ่มจากพื้นฐานการอยู่รอด และขั้นสูงเพื่อการสร้างความรู้ ทั้งนี้เพื่ออยู่อย่างมีความสุข ความสุขเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักคิดมากขึ้น สร้างสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองให้เกิดความพึงพอใจ กำเนิดเป็นความรู้ ศาสตร์สาขาต่างๆ วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์และศาสตร์อื่นๆอีกนับไม่ถ้วน เนื่องจากสมองคิดมากขึ้นและมีสิ่งที่ไม่รู้มาก สมองจึงหาทางคิดเพื่อให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ เป็นการเรียนรู้ มีการสร้างระบบการเรียนแบต่างๆ เกิดการก่อตั้งโรงเรียน เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องราวธรรมชาติที่ยังไม่รู้ ให้รู้จริงด้วยกระบวนการที่สร้างขึ้นการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ว่าเป็นความจริง มีการคิดด้วยสัญลักษณ์ตัวเลขและสมการคณิตศาสตร์ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นหลังการพัฒนามาตามลำดับจากยุคโบราณสู่ยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมองสามารถกระทำได้โดยไม่ยุ่งยากในยุคปัจจุบันเนื่องจากมีเครื่องมือสื่อสารเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนาการเรียนรู้ผ่านสื่อต่างๆง่ายและสะดวกมากมาย เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และคอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ การป้อนข้อมูล การคิด การตอบสนอง มีการสร้างโครงข่ายติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นอินเตอร์เนต มีการสร้างโรงเรียน มหาวิทยาลัยเสมือนจริงบนอินเตอร์เนต ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล ก็สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา การพัฒนาสมองจึงง่ายมากในยุคปัจจุบัน การค้นคว้าหาข้อมูลที่หลากหลายมากมายในแหล่งข้อมูลทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบันเป็นทางลัดในการพัฒนาสมองอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รู้ได้เร็ว ทั้งนี้การรู้จักคิดสามารถกระทำได้เพื่อสร้างความฉลาดซึ่งจะบรรยายต่อไป 

   สรุป การพัฒนาสมองเริ่มจากการเรียนเพื่อให้รู้และอยู่รอด

ที่มา ศูนย์การฝึกสมอง

ความเห็นของผู้ชม