ค้นหา

กระทรวงอุดมศึกษาระดมมหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคต

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่มติที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2562 ได้มอบหมายให้กระทรวง อว. กำหนดหลักสูตรและสาขาการศึกษาเป้าหมาย และจัดทำกลไกการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงร่วมกับภาคเอกชน และดำเนินการรับรอง ประกาศหลักสูตรและสาขาการศึกษาเป้าหมายร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

โดยล่าสุด กระทรวง อว. เชิญมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษากว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้ อว. และผู้แทนจากภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) เพื่อยกระดับทักษะกำลังคนของประเทศ รองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะ (Re Skill – Up Skill) ที่ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต

การประชุมมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในวันนี้นับเป็นการ Kick off เพื่อปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างคนครั้งสำคัญ ที่มหาวิทยาลัยจะต้องสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคตให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 หลักสูตร และประมาณช่วงปลายเดือนมีนาคม มหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันอีกครั้งในงาน Future Career Expo 2020 เพื่อมอบของขวัญให้กับนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และวัยทำงาน โดยการรวบรวมหลักสูตร Non-Degree กว่า 500 หลักสูตร ครอบคลุมกว่า 100 ทักษะแห่งอนาคต ทั้งด้าน Hard Skill และ Soft Skill ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดทักษะแห่งอนาคต และเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาตนเองให้กับคนไทย อว. ได้ออกมาตรการสร้างแรงจูงใจผ่านการแจกคูปอง Re skill – Up skill มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้ผู้สนใจนำคูปองมาใช้สมัครเป็นส่วนลดหลักสูตรเพื่อ Re skill – Up skill โดยจะเริ่มแจกในงาน Future Career Expo”

สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตร หรือ non degree เพื่อการยกระดับทักษะกำลังคนของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำรายละเอียดของทักษะเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรม S-Curve หรือ Future Skill Set ใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมพัฒนาทักษะและกำลังคน เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำแนวทางไปผลิตหลักสูตร non degree ที่เป็นทักษะเพื่ออนาคตและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดย Future Skill Set ที่จัดทำขึ้นจะครอบคลุมทั้งด้าน Hard Skill และ Soft Skill แบ่งได้เป็น 10 กลุ่มทักษะ ประกอบด้วย ทักษะอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ทักษะอุตสาหกรรมดิจิทัล ทักษะอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ทักษะอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ทักษะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ทักษะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชุมชน ทักษะด้าน Smart Farming ทักษะด้าน Elderly Care ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะอื่นๆ

ผมได้มอบโจทย์ในการดำเนินการคือภารกิจสร้างคนถือเป็นวาระแห่งชาติ โดย อว.จะให้ความสำคัญ Life Long Education หรือการศึกษาตลอดชีวิตมากกว่า การศึกษาแบบ Higher Education วันนี้สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์จะไม่โฟกัสที่กลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีในระบบแค่เพียง 3-4 ล้านคนเท่านั้น แต่จะต้องโฟกัสกลุ่มคนทำงาน จำนวนกว่า 38 ล้านคน รวมถึงกลุ่มสูงอายุ จำนวน 11 ล้านคน ให้มีการพัฒนาทักษะ (Re Skill-Up Skill) พร้อมทั้งพัฒนาทักษะใหม่ๆ (New Skill) เพื่อรับกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้อาชีพเก่ากำลังจะถูกทดแทน นับจากนี้การศึกษาแบบ “non degree” จะมีบทบาทมากในอนาคต

ด้าน ดร. สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการบริหารส่งเสริมและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะขั้นสูงตามความต้องการของประเทศ เปิดเผยว่า จากกระแสความเปลี่ยนแปลงส่งผลให้อาชีพเก่ากำลังถูกทดแทน โดยจากข้อมูลของ World Economy Forum รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้งานเก่าจะหายไป 77 ล้านงาน แต่จะมีงานใหม่มาทดแทนอีกกว่า 130 ล้านงาน ในอีก 2 ปีข้างหน้า และมีคนมากถึงกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกที่จะต้อง Re Skill – Up Skill ความรู้ตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

จากข้อมูลของ World Economy Forum ผมมองว่าเป็นโอกาสของคนไทยที่จะสามารถเข้าถึงงานได้มากขึ้นจากงานใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น และเนื่องจากเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ ก็ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสมีรายได้จากงานสูงขึ้น มีความมั่นคงทางรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น อว. เห็นโอกาสตรงนี้ จึงอยากชวนคนไทยมา Re skill – Up skill เพื่อรองรับโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ ด้วยการแจกคูปอง Re skill – Up skill มูลค่า 1,000 บาท และ 2,000 บาท เพื่อเป็นส่วนลดในการลงเรียนหลักสูตรที่เป็นทักษะตามความต้องการของตลาดในอนาคต โดยแจกคูปองให้รวมประมาณ 10,000 คน

ดร.สัมพันธ์ กล่าวต่อว่า การหารือกับผู้แทนจากภาคอุดมศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงาน อว. และภาคเอกชน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนของประเทศ มหาวิทยาลัยก็พร้อมที่จะก้าวออกมาจากการสอนแบบเดิม คือ เรียน 4 ปี รับใบปริญญา มาสู่การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น Non Degree ทั้งในรูปแบบ Offline และ Online ที่มุ่งเน้นให้เกิดทักษะในการทำงาน มากกว่าความรู้ที่จบแค่ในห้องเรียน

ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลการศึกษาความต้องการบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) * พบว่าภายใน 5 ปี นับจากนี้มีความต้องการบุคลากรสูงถึง 475,000 คน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อาชีวศึกษาจนถึงปริญญาเอก โดยแบ่งเป็นความต้องการแรงงานในระดับอาชีวศึกษา 253,000 คน ระดับปริญญาตรี 212,000 คน ระดับปริญญาโท-เอก 8,600 คน รวมทั้งยังมีตำแหน่งงานใหม่นอกเหนือพื้นที่เขต EEC อีกมากมาย รวมกว่า 5 แสนตำแหน่งงาน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

 

ข่าวเกี่ยวกัน

อว.เร่งมหา'ลัย ทำหลักสูตรประกาศนียบัตร ยกระดับทักษะแรงงานทั้งประเทศ หลังพบแรงงานหน้าใหม่ลด 20เท่า

24ก.พ.63-ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) - ได้มีการจัดประชุมสัมมนาเรื่อง การจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร (non degree) เพื่อยกระดับทักษะกำลังคนของประเทศ โดยนายสัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานกรรมการบริหารส่งเสริมและพัฒนากำลังคนให้มีทักษะขั้นสูงตามความต้องการของประเทศ กล่าวว่า การ Re Skill Up skill ในภาคเอกชนถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะมีเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีตลอด และส่งผลต่อการใช้แรงงานในปัจจุบัน ตอนนี้มีแรงงานหน้าใหม่ที่ลดลงไปเกือบ 20 เท่าของข้อมูลการใช้แรงงานเดิม ขณะที่บริษัทและสถานประกอบการใช้คนลดลง แต่ปริมาณงานมากขึ้นมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงทำให้ตำแหน่งต่างๆ หายไป โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน อย่าง ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถบูรณาการและทำงานแทนคนกลุ่มนี้ได้ จึงเป็นเหตุผลหลักในการ Re Skill Up skill คนในวัยทำงาน

ภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะ Focus ในการ Return พนักงานของตนเอง ซึ่งภาคธุรกิจ เอกชนมองว่าผู้ที่จะมา Return พนักงานบุคลากรได้ดี คือ มหาวิทยาลัย ดังนั้น หลักสูตร non degree Re Skill Up skill จะเป็นโอกาสของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาคน โดยเฉพาะกลุ่มคน skill Manpower หรือคนที่มีอายุ 22 ปี เป็นต้นไป ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพให้รองรับงานที่เพิ่มขึ้นมากซึ่งเป็นงานมองเห็นและมองไม่เห็น เพิ่มมากกว่าเดิมถึงร้อยละ 60 ผมเห็นว่าการหารือครั้งนี้จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยที่จะก้าวออกมาจากการสอนแบบเดิม คือ เรียน 4 ปี รับใบปริญญามาสู่การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น non degreeทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ที่มุ่งเน้นให้เกิดทักษะในการทำงานมากกว่าความรู้ที่จบในห้องเรียนนายสัมพันธ์ กล่าว

ด้านนายอภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ โฆษก อว. กล่าวว่า จุดสำคัญของประเทศไทยเวลานี้คือต้องมีการปรับเปลี่ยน Skill ของบุคลากร โดยการ Re Skill Up skill และNew Skill ที่จำเป็นและสอดคล้องกับความต้องการในอนาคต เพราะในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อว. จึงได้เชิญ 70 มหาวิทยาลัยมาร่วมฟังแนวทางการจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะแรกเริ่มตั้งแต่บัดนี้ให้มหาวิทยาลัยไปจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร โดยเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ ก่อนจะนำไปเสนอในงานFuture Career Expo 2020  ในวันที่ 27-29 มีนาคม พ.ศ.2563 ที่สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ วัยทำงาน และประชาชนทั่วไปได้มาลงทะเบียนเรียนด้วย คุณภาพ ต้นมีนาคน จะมีการจัดงาน เพื่อให้มหาวิทย่ลันทำหลักสูตรขั้นมา ให้นักศึกษา ประชาชน บริษืต่างที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงทักษาะของตัวเองเข้างมาลงเบียน เรียนหลักสูตรนี้ เพื่อให้มหา ระยะที่ 2 ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดทำหลักสูตรดังกล่าวและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ และ ระยะที่ 3 มีการนำทักษะในการเรียนนี้ไปเก็บเป็นหน่วยกิตหรือเครดิตแบงค์ได้ด้วย

การจัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตร อว.ไม่เน้นเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น ให้ภาคเอกชน เข้ามาร่วมด้วย เพราะถ้าสิ่งต่าง ๆมหาวิทยาลัยทำเอง คิดเอง จะมีข้อจำกัด ดังนั้นต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อสร้างหลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการ ส่วนหลักสูตรที่ทำต้องตอบสนองทักษะเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรม S-Curve และ ทักษะที่ตรงกับความต้องการของอีอีซี เพื่อให้ตอบสนองความต้องเร่งด่วนของประเทศได้โฆษก อว. กล่าว

ที่มา ; ไทยโพสต์ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ความเห็นของผู้ชม