Untitled Document
Untitled Document

ห้องสอบผู้บริหาร
 
ห้องสอบครูผู้ช่วย
 
ห้องสอบศึกษานิเทศก์
 
ห้องสอบ พนง.ราชการ
 
ห้องสอบราชการอื่น
 
ห้องอบรมสัมมนา
 
ห้องหนังสือคู่มือสอบ
 
 
ห้องคลังข้อสอบ
 
ห้องระเบียบกฎหมาย
 
ห้องติดต่อเจ้าของบ้าน
 
ห้องส่วนตัว
ห้องผลงานวิชาการ
+ รวมประกาศ คำสั่ง คสช.
+ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
+ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี
+ กองทุนกู้ยืมการศึกษา
+ รวมคู่มือสำหรับประชาชน
+ ประกาศเข้ารับราชการ
+ ราชบัณฑิตยสถาน
+ ตลาดการศึกษาออนไลน์
+ ฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
+ รวมส่วนราชการ
+ รัฐบาลประเทศไทย
+ สมาคมข้าราชการพลเรือน
+ สำนักนายกรัฐมนตรี
+ วัฒนธรรมสร้างสรรค์
+ สนง.วิชาการสภาผู้แทนฯ
อ่านทั้งหมด
+ มฐ.ตำแหน่งอำนวยการสูง
+ มาตรฐานตำแหน่ง ศธจ.
+ มาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วย
+ กษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 10
+ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ
+ หลักฐานประกอบวิชาชีพครู
+ เข้าใจพุทธศาสนาแค่วินาที
+ ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี
+ คลัง PISA ออนไลน์
+ เลขประชาชน 13 หลัก
อ่านทั้งหมด
 
17 มี.ค. 60
การบริหารจัดการเรียนรวมให้มีคุณภาพ(ถามตอบจากข่าว 158)
 

สรุปประเด็นข่าว

รมว.ศธ.บรรยาย "การจัดการเรียนรวม"(ข่าว)

แนวทางการขับเคลื่อนงานตามนโยบายการจัดการเรียนรวม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่บรรยายในงาน "การบริหารจัดการเรียนรวมให้มีคุณภาพ" มีสาระสำคัญ ดังนี้

- ให้ศึกษานิเทศก์ตรวจติดตามการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education: IE) ในโรงเรียนต่าง ๆ ใน 2 ประเด็นหลัก คือ

      1) จำนวนเด็กพิเศษในแต่ละโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนทั่วไปมีอัตราของเด็กพิเศษอยู่ระหว่าง 5 - 10%
      2) แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
 หรือที่ตนเรียกว่า Individual life Education Plan (IEP) ขอให้มีการสุ่มตรวจว่าโรงเรียนได้วางแผนจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษแต่ละคนหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูใหญ่ที่จะต้องจัดการเรียนรวมเมื่อพบว่ามีเด็กพิเศษในโรงเรียน ซึ่งอาจจะมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ขออย่าได้ละเลยเด็กเหล่านี้

- ความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ LD (Learning Disabilities) ไม่อยากให้มองเป็นปัญหาด้านสมอง ด้านการแพทย์ ซึ่งจะเป็นข้ออ้างที่จะทำให้เด็กคนนั้นไม่ได้รับการดูแลและพัฒนา การจัดการเรียนรวมและความรับผิดชอบก็จะหายไปทันที  LD ก็เหมือนคนที่อ่านหนังสือไม่ออก หากได้รับการสอนให้อ่านมากขึ้น ก็จะอ่านออก หากสอนไม่สม่ำเสมอหรือทอดทิ้งไม่ดูแล ก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

ที่มา ; ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 124/2560

ขยายประเด็นข่าว

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

1. นิยามการศึกษาแบบเรียนรวม

    การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล

2.หลักการ ปรัชญา และรูปแบบของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

     2.1 หลักการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม

          การศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการว่า เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเรียนรวมกันโดยโรงเรียนและครูจะต้องปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตรวัตถุประสงค์ เทคนิคการสอน สื่ออุปกรณ์ การประเมินผลเพื่อให้ครูและโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กทุกคนเป็นรายบุคคลได้

     2.2 ปรัชญาของการศึกษาแบบเรียนรวม

       การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ดังนั้นความต้องการของเด็ก ๆ ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันแม้อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน โรงเรียนและครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรวมกันและได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

      2.3 ประเภทเด็กพิเศษที่เรียนรวม

           ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552  ได้กำหนด ไว้ 9 ประเภท ได้แก่ 1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ 5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา 7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ 8) บุคคลออทิสติก 9) บุคคลพิการซ้อน

      2.4 รูปแบบการเรียนรวม

           ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรวมกับเด็กปกติต้องอาศัยรูปแบบการเรียนรวมที่เหมาะสมกับผู้เรียนในชั้นเรียนรวม ซึ่งรูปแบบการเรียนรวมมีหลายรูปแบบ นักวิชาการ ได้เสนอรูปแบบการเรียนรวมเต็มเวลาไว้อย่างน้อย 3 รูปแบบ ดังนี้

           1) รูปแบบครูที่ปรึกษา (Consultant Model) ในรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะได้รับมอบหมายให้สอนทักษะแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เนื่องจากครูที่สอนชั้นเรียนรวมสอนเด็กแล้ว แต่ทักษะยังไม่เกิดกับเด็กคนนั้นครูการศึกษาพิเศษต้องสอนทักษะเดิมซ้ำอีก จนกระทั่งเด็กเกิดทักษะนั้น สำหรับรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะรับผิดชอบเด็กจำนวนหนึ่ง เป็นจำนวนจำกัด ครูปกติและครูการศึกษาพิเศษต้องมีการพบปะเพื่อประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับทักษะของเด็ก และมีการวางแผนร่วมกัน รูปแบบนี้เหมาะกับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษไม่มากนัก                

           2) รูปแบบการร่วมทีม (Teaming Model) ในรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการร่วมทีมกับครูที่สอนชั้นปกติ เช่น ในสาย ป.2 (ครูที่สอนชั้นป.2/1 และป.2/2) ครูการศึกษาพิเศษมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่ครูปกติเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวม ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับวิธีสอนการมอบหมายงานหรือการบ้าน การปรับวิธีสอบ การจัดการด้านพฤติกรรม มีการวางแผนร่วมกันสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ครูที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานวางแผนร่วมกันเป็นทีมในการให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

 3) รูปแบบการร่วมมือ หรือ การร่วมสอน (Collaborative/Co Teaching Model) ในรูปแบบนี้ทั้งครูการศึกษาพิเศษและครูปกติร่วมมือกันในหลายลักษณะในการสอนเด็กทุกคน ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กปกติในห้องเรียนปกติ ร่วมมือกันรับผิดชอบในการวางแผน การสอน การวัดผลประเมินผล การดูแลเกี่ยวกับระเบียบวินัยและพฤติกรรมของเด็กผู้เรียนจะได้รับบริการด้านการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับวัย ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนที่จำเป็น ตลอดจนการปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ในรูปแบบนี้ครูผู้รับผิดชอบจะต้องประชุมกันเพื่อวางแผน เพื่อให้การเรียนรวมดำเนินไปด้วยดี

นอกจากนั้น นักวิชาการยังจำแนกรูปแบบการเรียนรวมแบบการร่วมมือหรือการสอนร่วม ออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ ได้ 5 รูปแบบ คือ

3.1) คนหนึ่งสอนคนหนึ่งช่วย (One Teacher-One Supporter) เป็นการสอนที่ครู 2 คน ร่วมกันสอนชั้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน ครูคนที่เชี่ยวชาญในเนื้อหากว่าเป็นผู้สอน ส่วนครูอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ น้อยกว่าเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักเรียนอาจถามครูคนใดคนหนึ่งก็ได้ เมื่อนักเรียนมีคำถาม เพราะมีครู 2 คน อยู่ในห้องเรียนในเวลาเดียวกัน

3.2) การสอนพร้อม ๆ กัน (Parallel Teaching) เป็นการแบ่งเด็กในหนึ่งห้องเรียนออกเป็นกลุ่มไปพร้อม ๆ กัน หลังจากบรรยายเสร็จ ครูอาจมอบงานให้นักเรียนทำไปพร้อม ๆ กัน และให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มไปพร้อม ๆ กัน การสอนแบบนี้เหมาะสำหรับห้องเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่มากนัก ครูจะได้มีโอกาสดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ครูสามารถตอบคำถามนักเรียนได้แทบทุกคน และครูอาจอธิบายซ้ำหรือสอนซ้ำได้ สำหรับเด็กบางคนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาบางตอน

3.3) ศูนย์การสอน (Station Teaching) หรือ ศูนย์การเรียน (Learning Centers) ในรูปแบบนี้ครูจะแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นตอน ๆ แต่ละตอนจะจัดวางเนื้อหาได้ตามแหล่งต่างๆ(Stations) ภายในห้องเรียน ให้นักเรียนตามเวลาที่กำหนด และหมุนเวียนกันจนครบทุกศูนย์จึงจะได้เนื้อหาวิชาครบถ้วนตามที่ครูกำหนด ข้อดีของรูปแบบนี้คือครูอาจใช้เวลาในขณะที่เด็กอื่นกำลังเรียนรู้ด้วยตนเองสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นรายบุคคล ทำให้เด็กเข้าในสิ่งที่เรียนมากขึ้น

          3.4) การสอนทางเลือก (Alternative Teaching Design) ในการสอนแบบนี้จะต้องมีครูอย่างน้อย 2 คน ใน 1ห้องเรียน ครูคนแรกจะสอนเนื้อหาวิชาแก่เด็กทั้งชั้น หลังจากนั้นจึงแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรม ครูคนหนึ่งจะสอนกลุ่มเด็กที่เก่งกว่าเพื่อให้ได้เนื้อหาและกิจกรรมเชิงลึกในขณะที่ถูกอีกคนหนึ่งสอนกลุ่มเด็กที่อ่อนกว่า เพื่อให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมตามที่ตนมีความสามารถข้อดีของการสอบแบบนี้คือ เด็กที่เก่งได้เลือกเรียนในสิ่งที่ยาก ขณะที่เด็กที่อ่อนได้เลือกเรียนตามศักยภาพของตน ครูมีโอกาสสอนซ้ำในทักษะเดิมสำหรับเด็กที่ยังไม่เก่งในทักษะนั้น ๆ เหมาะสำหรับชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นว่ามีเนื้อหายากง่ายตามลำดับของเนื้อหาวิชา

          3.5) การสอนเป็นทีม (Team Teaching) เป็นรูปแบบที่ครูมากกว่า 1 คน รวมกันสอนห้องเรียนเดียวกันในเนื้อหาเดียวกัน เป็นการสอนทั้งห้องเรียนแต่ไม่จำเป็นต้องสอนในเวลาเดียวกันหากมีครูสอนมากกว่า 1 คน ในเวลาเดียวกัน ครูอาจเดินไปรอบ ๆ ห้องและช่วยกันสอนนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่มีปัญหาในการเรียนเนื้อหาวิชาจากการไปศึกษาดูงานด้านการศึกษาพิเศษของผู้เรียบเรียง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดรูปแบบ การร่วมมือ หรือ การร่วมสอน

กล่าวสรุป การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งมีรูปแบบการจัดอย่างหลากหลายขึ้นอยู่กับลักษณะผู้เรียนบริบท สถานการณ์  ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการศึกษาแบบเรียนร่วม ซึ่งเป็นการศึกษาที่ให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนหรือกิกรรมร่วมกับเด็กปกติช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน

ที่มา ; http://web.nrru.ac.th/web/special_edu/1-1.html

            http://khaowongmsu.blogspot.com/2010/10/blog-post.html

 

ตั้งข้อสอบ

1.  คำถาม  :  ความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ LD ซึ่งย่อมาจาก

    คำตอบ  :  Learning Disabilities

2. คำถาม   : แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล หรือ IEP ซึ่งย่อมาจาก

    คำตอบ  :  Individual life Education Plan

 
ดาวน์โหลดไฟล์   
 
                                                                                                                                              (c) All Rights Reserved & Created by Mr.Borworn Taesarin