Untitled Document
Untitled Document

ห้องสอบผู้บริหาร
 
ห้องสอบครูผู้ช่วย
 
ห้องสอบศึกษานิเทศก์
 
ห้องสอบ พนง.ราชการ
 
ห้องสอบราชการอื่น
 
ห้องอบรมสัมมนา
 
ห้องหนังสือคู่มือสอบ
 
 
ห้องคลังข้อสอบ
 
ห้องระเบียบกฎหมาย
 
ห้องติดต่อเจ้าของบ้าน
 
ห้องส่วนตัว
ห้องผลงานวิชาการ
+ อีสาน คนอีสาน ภาคอีสาน
+ ราชบัณฑิตยสภา ตอบข้อสงสัยการใช้วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย”
+ เทคนิคการอ่านเพื่อให้เกิดทักษะ
+ 'สาสน์' 'สาส์น' และ 'สาร'
+ คำไทยที่มักเขียนผิดกันบ่อยๆ
อ่านทั้งหมด
+ รวมสูตรต่างๆ ในคำนวณ
+ สูตรคณิตคิดเลขเร็ว 13
+ สูตรคณิตคิดเลขเร็ว 12
+ สูตรคณิตคิดเลขเร็ว 11
+ สูตรคณิตคิดเลขเร็ว 10
อ่านทั้งหมด
+ ความสามารถด้านเหตุผล
+

ทดสอบทางวิชาการเหตุผล

+

ความสามารถพหุปัญญา

+

องค์ประกอบด้านสติปัญญา IQ (Intelligent Quotient

+ ความสามารถด้านเหตุผล
อ่านทั้งหมด
+ ผู้บริหารก็ต้อง Learning by Doing
+ หลักปฏิบัติ 12 ประการ สำหรับผู้บริการโรงเรียน
+ ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของญี่ปุ่น
+ บทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียน
+ บุคลิกภาพของครูไทย
อ่านทั้งหมด
+ ทฤษฏีและพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
+ 7 แนวโน้มการศึกษาทั่วโลกที่มุ่งเน้นบทเรียนนอกตำรา
+ การวัดผลประเมินผลตามความเป็นจริง (สุทัศน์ เอกา)
+ แก่นแท้ของการเรียนรู้เพื่อชีวิต (สุทัศน์ เอกา)
+ คำไขหัวใจการศึกษา (สุทัศน์ เอกา)
อ่านทั้งหมด
27 ธ.ค. 59
รมต.ศธ.ให้นโยบาย ผอ.สพท.ทั่วประเทศ
 

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ โดยได้มอบนโยบายเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

1.หลักการทำงาน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัด

จากการที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีนั้น พระองค์ทรงขอให้ผู้บริหารทุกคนสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะพระราชปณิธานของพระองค์ท่านถือเป็นพรอันสูงสุด รวมทั้งพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

 

ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะน้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัดต่อไป

 

สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีใจความสำคัญว่า "การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ 1) ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง 2) การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานชีวิตหรืออุปนิสัยที่มั่นคงเข้มแข็ง อาทิ การสร้างบุคลิกและอุปนิสัยที่ดีงาม (Character Education)"

 

ในส่วนของการสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระองค์ทรงเฝ้ามองการศึกษาไทย พระองค์ได้ทรงมีแนวพระราชกระแสฯ ที่ได้ทรงพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเรียน ครู และการศึกษา และเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ต่อการพัฒนาการศึกษาไทย ดังนี้

 

1) นักเรียน

    ครูต้องสอนให้เด็กนักเรียนมีน้ำใจ เช่น คนเรียนเก่งช่วยติวเพื่อนที่เรียนล้าหลัง มิใช่สอนให้เด็กคิดแต่จะแข่งขัน (Compete) กับเพื่อน เพื่อให้คนเก่งได้ลำดับดี ๆ เช่น สอบได้ที่หนึ่งของชั้น แต่ต้องให้เด็กแข่งขันกับตนเอง” (11 มิ.ย.2555)

    ครูไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีมาก แต่ต้องมุ่งปลูกฝังความดีให้นักเรียนชั้นต้น  ต้องอบรมบ่มนิสัยให้เป็นพลเมืองดี เด็กโตก็ต้องทำเช่นกัน” (6 มิ.ย.2555)

     เราต้องฝึกหัดให้นักเรียนรู้จักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะมากขึ้น จะได้มีความสามัคคีรู้จักดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความรู้และประสบการณ์แก่กัน” (5 ก.ค.2555)

      ทำเป็นตัวอย่างให้นักเรียนเป็นคนดี นักเรียนรักครู ครูรักนักเรียน” (9 ก.ค.2555)

 

ในบรรดานโยบายปฏิรูปการศึกษาทั้งหมด มีนโยบายเพียงส่วนน้อยที่จะคิดถึงเด็ก กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนอย่างมาก โดยต้องการเห็นเด็กตื่นขึ้นมาอยากไปโรงเรียน สนุกกับการเรียน เด็กอยากเรียน และครูอยากสอน อีกทั้งมุ่งเน้นให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มหรือเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Tutoring)   ตัวอย่างเช่น นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่สามารถให้มุ่งเน้นการทำกิจกรรมกลุ่มได้ หรือหากครูสอนไม่ทันในชั่วโมงเรียน สามารถนำเนื้อหามาสอนเสริมในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ได้ แต่ขอให้ปรับรูปแบบการเรียนการสอน ไม่ใช่นั่งอยู่แต่ในห้องเรียน โดยต้องกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้นที่จะเรียน (Active Learn) และครูกระตือรือร้นที่จะสอน (Active Teach)

 

2) ครู

    เรื่องครูมีความสำคัญไม่น้อยกว่านักเรียน ปัญหาหนึ่ง คือ การขาดครู เพราะจำนวนไม่พอและครูย้ายบ่อย ดังนั้น ก่อนคัดเลือกเด็กที่จะพัฒนาต้องพัฒนาครูก่อน ให้พร้อมที่จะสอนเด็กให้ได้ผลตามที่ต้องการ จึงจะต้องคัดเลือกครูและพัฒนาครู ต้องตั้งฐานะในสังคมของครูให้เหมาะสม และปลูกจิตสำนึกโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการคือ การให้ทุนและอบรม กล่าวคือ ต้องมีความรู้ทางวิชาการในสาขาที่เหมาะสมที่จะสอน ต้องอบรมวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นครูที่แท้จริง คือ มีความรักความเมตตาต่อเด็ก ควรเป็นครูท้องที่เพื่อจะได้มีความผูกพันและคิดที่จะพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดของตน ไม่คิดย้ายไปย้ายมา” (11 มิ.ย.2555)

 

ต้องปรับปรุงครู...ครูจะอายุ 40-50 ปี ก็ต้องเรียนใหม่ ต้องปฏิวัติครูอย่างจริงจัง” (6 มิ.ย.2555)

 

ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหารเพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน  ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 ก.ค.2555)

 

ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม” (5 ก.ค.2555)

 

กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของครู  โดยนอกจากจะดูแลเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ แล้ว ผู้บริหารต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ครูย้ายบ่อย เพราะจากงานวิจัยพบว่าการย้ายของครูเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำร้ายเด็กนักเรียน

จะมีการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลื่อนวิทยฐานะของครู เนื่องจากที่ผ่านมามีครูที่สอนดีและอยู่กับเด็ก แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนเพราะไม่ได้ทำผลงานทางวิชาการ โดยโรงเรียนจะใช้เกณฑ์การทำวิทยานิพนธ์หรือทำวิจัยแบบเดียวกับมหาวิทยาลัยไม่ได้ เพราะบริบทของมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะให้ความสำคัญกับปริมาณการสอนของครู กล่าวคือ ครูที่สอนมากควรได้รับการเลื่อนวิทยฐานะ ไม่ใช้หลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะจากการทำผลงานเหมือนวิทยานิพนธ์ที่ทำให้เกิดกรณีจ้างคนอื่นทำ อีกทั้งครูที่ขยันสอนควรได้รับรางวัลด้วยการประเมินเชิงคุณภาพจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก และการประเมินเชิงปริมาณคือ การนับจำนวนชั่วโมงสอนของครู ซึ่งครูอาจจะสอนเพิ่ม สอนเสริม หรือไปช่วยสอนในวิชาอื่นก็ได้ แต่ผู้ที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว ก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะไม่ยกเลิกวิทยฐานะ เพียงแต่ปรับหลักเกณฑ์ให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น นั่นคือ "คนสอนดี สอนมีคุณภาพ ควรได้รับรางวัล แต่หากคนที่สอนดีได้รับวิทยาฐานะแล้ว กลับไม่ขยันสอนหนังสือเช่นเดิม ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควร"

 

2. แนวทางดำเนินงานยึดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี

    นอกจากการน้อมนำแนวพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษา และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ใส่เกล้าฯ และเป็นนโยบายด้านการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ภายใต้

         2.1 วิสัยทัศน์  ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ

         2.2 ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่จะดำเนินการ 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ  

        2.3 แนวทางการดำเนินโครงการ ของกระทรวงศึกษาธิการจะอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และเน้นความโปร่งใส

 

3. ศธ.ยุคโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ และ Anti-Corruption

    กรอบคิด ได้น้อมนำพระราชดำรัสโอวาทพระราชทานแด่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการ ความว่า “ท่านต้องห้ามไม่ให้มีการทุจริตขึ้น แล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็น พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไปถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจในธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึงร้อยปี หรือถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง ประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก”  (8 ต.ค. 2546)

    กระทรวงศึกษาธิการจะเน้นความโปร่งใส และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (Anti-Corruption)  ซึ่งจะเป็นยุคที่กระทรวงศึกษาธิการมีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ จะไม่มีใต้โต๊ะ หลังโต๊ะ หลังบ้าน ตามน้ำใด ๆ ทั้งสิ้น และจะไม่มีการนำชื่อหรือทีมงานของรัฐมนตรีทั้งสามท่านไปแอบอ้างเพื่อขอรับผลประโยชน์ใด ๆ

    สร้างเด็กให้โตขึ้นมา เกลียดการโกง หรือเติบโตขึ้นมากับความไม่โกง โดยให้ยึดหลัก โตให้กลัว เล็กให้เกลียด กล่าวคือ ปลูกฝังให้ผู้ใหญ่กลัวความผิดจากการโกง และให้เด็กเล็กเกลียดการโกง จะได้ไม่กระทำการสิ่งใดที่เป็นการทุจริต

 

4. การพัฒนาโรงเรียน ICU ทั่วประเทศ

   จะเน้นการปฏิรูปห้องเรียน โดยใช้แนวทาง School Improvement Project  โดยมีขั้นตอนพอสังเขป ดังนี้

   4.1 คัดเลือกโรงเรียน สภาพแย่ที่สุดหรือตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุกเขตพื้นที่การศึกษา เป็นโรงเรียน ICU (คัดโรงเรียนเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจก่อน หากยังไม่ถึงเป้าหมาย 3,000 โรงเรียน ก็คัดเพิ่มโรงเรียน ICU ที่เข้าข่ายฯ แต่ต้องไม่ใช่โรงเรียนที่ดีอยู่แล้ว เช่น World Class ประชารัฐ) เพื่อให้โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วนในด้านต่าง ๆ(เช่น ครูไม่พอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เด็กติดยาเสพติด เด็กออกกลางคัน มีปัญหาด้าน IT เป็นต้น) และ กศจ. จะได้แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาได้อย่างตรงจุด

   4.2 การจัดทำแผนพัฒนา เมื่อได้โรงเรียน ICU แล้ว ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในโรงเรียนต้องร่วมกันวินิจฉัยปัญหาของโรงเรียน จากนั้นจัดทำแผนการรักษาจากทุกภาคส่วน ซึ่งผู้บริหาร สพฐ. ต้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียน ICU ด้วย

   4.3 การดำเนินการตามแผน โดยระดมแก้ปัญหาตามแผนภายใน 1 ภาคเรียน หากโรงเรียนใดได้รับการพัฒนาจนพ้นจากโรงเรียน ICU แล้วก็สามารถออกจากการเป็น ICU ได้ โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาที่สามารถนำโรงเรียนออกจาก ICU ได้ จะได้รับการเลื่อนขั้นตามความดีความชอบอย่างเหมาะสม และถือเป็นเกณฑ์ใหม่ในการพิจารณาความก้าวหน้าในสายงานอีกอันหนึ่งด้วย

   4.4 สร้างเสริมปัจจัยความสำเร็จ  ปัจจัยความสำเร็จการแก้ปัญหาโรงเรียน ICU ได้แก่ ผู้บริหารให้ความสนใจและลงพื้นที่สำรวจปัญหาอย่างจริงจัง สอบถาม พูดคุย เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหาตรงจุด การได้รับความร่วมมือจากชุมชนในการแก้ปัญหา

   4.4 ผลที่คาดหวัง  สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข้อที่ 4 การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการแก้ปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็กที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษากับโรงเรียนในเมือง  และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการขอยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก โดยไม่เกิดการต่อต้านจากชุมชน (สามารถระบุปัญหาของโรงเรียนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมต้องทำการยุบรวมได้)

 

5. การขับเคลื่อนนโยบายใช้แนวทางรูปธรรม โดยกระทรวงศึกษาธิการพยายามทำให้นโยบายต่าง ๆ เป็นรูปธรรมชัดเจน และขอให้ทุกคนรู้หน้าที่ตนเอง ตื่นเช้าขึ้นมาให้คิดว่ามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง สำหรับคนที่ดีอยู่แล้วเราจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่เราต้องการดูแลคนที่มีปัญหาจริง ๆ ทั้งยังขอยืนยันว่าจะขอเป็นรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากที่สุดคนสุดท้าย เพราะจะเน้นการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่ให้มากที่สุด

 

ที่มา ; ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 523/2559

 
ดาวน์โหลดไฟล์   
 
                                                                                                                                              (c) All Rights Reserved & Created by Mr.Borworn Taesarin