ค้นหา

นโยบายสร้างหลักประกันการศึกษาที่มีคุณภาพ

3 พฤศจิกายน 2565, โรงแรมเคพี แกรนด์ จังหวัดจันทบุรี / นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบาย “สร้างหลักประกันการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ในการประชุมการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีนายสุทิน แก้วพนา นายวีระ แข็งกสิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ., ผู้ช่วยปลัด ศธ., ผู้ตรวจราชการ ศธ., ผู้อำนวยการสำนัก, ศึกษาธิการภาค, ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งบุคลากรเขตตรวจราชการ 9 (จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว) เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน

ปลัด ศธ. กล่าวว่า ก่อนช่วงวิกฤตโควิด 19 เล็กน้อย โลก VUCA World หรือยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวจากการเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และก้าวกระโดด ส่งผลกระทบหลายภาคส่วน หนึ่งในนั้นคือด้านการศึกษา แต่หลังเกิดวิกฤตไม่นาน เหมือนว่า VUCA World ไม่สามารถอธิบายลักษณะของโลกใบใหม่ได้ แม้ว่าโลกก็ยังผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือเหมือนเดิม ทว่าความเร็วและความไม่แน่นอน ของการเปลี่ยนแปลง กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค BANI World ที่รวมเอา VUCA World, Digital Disruption, สังคมสูงวัย และโรคอุบัติภัยใหม่ๆ เข้าด้วยกัน เป็นโลกที่เปราะบาง เต็มไปด้วยความกังวล เข้าใจได้ยาก และไม่สามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก แม้แต่การใช้ Big Data เข้ามาช่วยในการจัดการศึกษา ก็ยังเกิดภาวะ “ข้อมูลท่วม” เพราะแต่ละหน่วยงานที่ดูแลนโยบายการศึกษาด้านนั้นๆ ทำข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้หรือใช้ได้น้อย
 
ทั้งนี้ ศธ.มีนโยบายหลัก คือ “สร้างหลักประกันการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต” สิ่งสำคัญที่จะทำให้งานขับเคลื่อนและบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ การรู้จักบทบาทของนโยบายการจัดการศึกษา ทั้งในเรื่ององค์กร (Organization) และการทำงาน (Function) ซึ่งหากไม่รู้ หรือไม่เข้าใจการขับเคลื่อนก็จะไม่สัมฤทธิ์ผล ซึ่งการขับเคลื่อนทุกนโยบายมีเพียงเป้าหมายเดียวคือ เพื่อพัฒนา ยกระดับคุณภาพผู้เรียนและเยาวชน เป็นสำคัญ

สำหรับการจัดการศึกษาหลังจากวิกฤตโควิด 19 ศธ.มอบให้ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดูในเชิงพื้นที่ทั้งประเทศ เราพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เกิดภาวะถดถอยในการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้ปกครองที่อยู่ในเมืองที่ไม่มีความพร้อมในด้านอุปกรณ์ ก็อาจจะมีภาวะถดถอยในการเรียนรู้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้เรียนที่อยู่นอกเมืองและตามชายขอบห่างไกล จะมีความสะดวกเรื่องอินเทอร์เน็ตและดิจิทัลน้อยกว่า ทำให้มีภาวะถดถอยในการเรียนรู้เกิดขึ้นมากกว่าผู้เรียนในเมือง

ปัญหาเหล่านี้ ศธ. และ รมว.ศธ.เป็นห่วง และหาแนวทางที่จะฟื้นฟูภาวะของผู้เรียนได้ จึงได้กำหนดมาตรการขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้เรียน ทั้งด้านทักษะโดยตรงและโดยอ้อม เช่น เมื่อสถานศึกษาเริ่ม On-site มากขึ้น ก็เพิ่มจำนวนชั่วโมงในการเรียนและลดเวลาในการปิดภาคเรียน เพิ่มอุปกรณ์ในการเรียนรู้ให้กับตัวผู้เรียนให้มากขึ้น รวมทั้งแสวงหาอุปกรณ์สมัยใหม่สำหรับให้ผู้เรียนที่มีความขาดแคลนได้ใช้ยืมเรียน เพื่อสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้เร็วมากขึ้น
 
ศธ. ได้มอบนโยบายให้สถานศึกษาดูแลกลุ่มเหล่านี้และนำเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะขาดแคลนอุปกรณ์เพื่อเข้าถึงการศึกษาจนทำให้เรียนช้ากว่ากลุ่มที่มีอุปกรณ์ครบสมบูรณ์ ในขณะนี้สถานศึกษาได้เข้าถึงและพยายามดึงนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้สมบูรณ์ได้ จึงได้มีการจัดตั้ง “อาสาสมัครกระทรวงศึกษาธิการ” (อสส.ศธ.) ขึ้นมา ประกอบด้วยคุณครูที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน นักศึกษา (พสน.) รวมตัวกันทำจิตอาสาเข้าไปในชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อช่วยฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ ภาวะการอ่านออกเขียนได้ให้กับประชาชนเชิงพื้นที่ รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ฝึกอบรมให้นักเรียน นักศึกษา ระดับมัธยม ปวช. ปวส.ทั่วประเทศให้มีทักษะการทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) เป็นการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยชีวิต ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถช่วยผู้ป่วย ผู้ประสบอุบัติเหตุที่หยุดหายใจกะทันหัน หรือหัวใจหยุดทำงานได้ โดยขณะนี้มีผู้สนใจเข้ามาเป็นอาสาสมัครประมาณ 2 หมื่นคน โดยมีรูปแบบการทำงานคล้ายกับอาสาสมัครหมู่บ้าน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (อสม.สธ.) แต่เรามุ่งเน้นเรื่องการศึกษาของเยาวชน

เชื่อมั่นว่าหาก ศธภ./ศธจ. ตลอดจนครูและบุคลากรในพื้นที่เข้าใจการขับเคลื่อนการทำงานขององค์กรแล้วนั้น การขับเคลื่อนของเราจะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย “OPS the BEST” ได้อย่างแท้จริง (OPS : Office of the Permanent Secretary, Ministry of Education หรือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

The BEST
B : Believe Balance and Begin เชื่อมั่น สมดุล และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่
E : Excellence Effective and Energy ความเป็นเลิศ มีประสิทธิภาพ และมีพลังงาน
S : Strategic Support Sharing ความเฉียบแหลม สนับสนุน และแบ่งปัน
T : Team together ไปด้วยกันเป็นทีม

ในการประชุมครั้งนี้ รองปลัด ศธ.ได้มอบแนวทางการขับเคลื่อนแนวทางการทำงานในความรับผิดชอบ โดยมีผู้อำนวยการระดับสำนัก/ศูนย์ ร่วมให้ข้อมูล บทบาท ภารกิจการทำงานร่วมกัน

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  3 พฤศจิกายน 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

ประกาศนโยบาย ศธ.เน้นสร้างโอกาส-เตรียมคนสู่โลกยุคใหม่

นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้ประกาศนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการ โดยเน้น การสร้างหลักประกันการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

หลักการสำคัญคือ พัฒนาคนเข้าสู่ยุค BANI World เตรียมพร้อมสำหรับโลกในยุคต่อไป ตามสถานการณ์โลกที่มีความเปราะบาง ความกังวล เกิดภาวะ ความสิ้นหวังอันเกิดจากการเรียนรู้ หรือLearned helplessness โลกที่สัมพันธ์ไม่เป็นเส้นตรง มีปัจจัยแทรกซ้อน ตัวแปร และสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และโลกที่เข้าใจยาก ซึ่งศธ.จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะศตวรรษที่ 21 มีภูมิคุ้มกัน มีสติเข้าใจตนเอง ปรับตัวเก่ง ล้มแล้วรุกเร็ว พัฒนาแนวกว้าง มองทั้งระบบ คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และกล้าคิด กล้าตัดสินในสภาวะเสี่ยง 

สำหรับแนวทางการฟื้นฟูการศึกษา ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยเฉพาะปัญหาการเรียนรู้ถดถอน หรือLearing Loss เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาและลดการสูญเสียการเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ตามแนวทางของกองทุนสหประชาชาติเพื่อสงเคราะห์เด็กยูนิเซฟ หรือยูนิเซฟ อาทิ การพัฒนาระบบเตือนภัย และให้ความสำคัญกับระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา ติดตามข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล การเน้นเนื้อหาสำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษา ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต เป็นต้น 

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจะต้องเร่งพัฒนาการจัดการศึกษาระดับสากล ซึ่งไทยได้ร่วมลงนาม รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ในที่ประชุมสหประชาชาติ สมัยสามัญ ซึ่งเป้าหมายที่ 4 คือ

การศึกษาที่มีคุณภาพ โดยจะเร่งผลักดันปฏิญญากรุงเทพฯ 2565 ใน 7 เรื่องคือ

1. การศึกษาเพื่อความเสมอภาคและทั่วถึง สร้างหลักประกันโอกาสเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบธนาคารหน่วยกิตที่เชื่อมโยง

2. ยกระดับคุณภาพการศึกษา เร่งปฏิรูปหลักสูตร ลดเนื้อหาซ้ำซ้อน ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ เร่งพัฒนาครู และจัดทำมาตรการยกระดับคุณภาพให้เท่าเทียม

3. พัฒนาการเรียนรู้ทักษะชีวิตทักษะอาชีพและการงานการพัฒนาที่ยั่งยืน

4. พัฒนาครูให้มีทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะในศตวรรษที่ 21 สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบแอคทีฟเลินนิ่งได้

5. การเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัลการเรียนการสอน โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

6. การวางแผนการบริหารและการกำกับติดตาม จัดให้มีระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ติดตามเด็กเป็นรายบุคคล เป็นระบบข้อมูลแบบเปิดที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

7.ปรับปรุงและเพิ่มการลงทุนเพื่อการศึกษา วิเคราะห์และปรับปรุงหลักสูตร เพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่ตนจะเร่งดำเนินการเพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพต่อไป นอกจากนี้ยังได้หารือ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. การพัฒนาครูและเด็ก ตามความร่วมมือ ไทย-ออสเตรีย ในเรื่อง ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีการเจรจาความร่วมมือในส่วนของการพัฒนาภาษาและพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ออสเตรียได้ทำความร่วมมือกับไทยมากกว่า 30 ปี โดยตั้งเป็น วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ แต่ก็ไม่เคยมีการลงนามบันทึกข้อตกลง หรือทำ MOU ดังนั้นก็จะถือโอกาสเจรจาเพื่อให้เกิดเป็นความร่วมมือ ขยายผลไปยังวิทยาลัยอื่น ๆ และจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะตั้งคณะทำงาน เพื่อหารือและจัดทำร่างแนวทางความร่วมมือต่อไป ขณะเดียวกันวันที่ 14-15 พฤศจิกายนนี้ รัฐมนตรีว่าการศธ. จะเข้าร่วมประชุมในเรื่องของปฐมวัยในภาคพื้นเอเชียและยุโรป ที่ประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งมีรัฐมนตรีการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยเข้าร่วมประชุม 65 ประเทศ โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นการพูดถึงกรอบมาตรฐานที่ควรมีเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และมาตรฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นในการดูแลเด็กตามวัยด้วย จะทำให้เราได้ความคิดดี ๆ กับมาพัฒนาเด็กปฐมวัยในบ้านเราได้ เพราะขณะนี้เรามีพ.ร.บ.ปฐมวัยแล้ว”นายอรรถพล กล่าว 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น