
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบันไปแล้วนั้น
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ ตนจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง” การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ” และ พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กําหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตร สถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชา โดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปี) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิต) ซึ่งสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น”
น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบและตนได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญโดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด, การส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ฯ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทํางานข้ามกระทรวง เช่น สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น , มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง , การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์
ข่าวเกี่ยวกัน
โฆษกรัฐบาลเผย ศธ. ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ปรับโครงสร้างหลักสูตรโรงเรียน ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
26 พฤศจิกายน 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบัน ไปแล้วนั้น
ทั้งนี้ เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” และพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชา โดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปี) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิต) สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น” นายอนุชา กล่าว
ทั้งนี้ หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
นายอนุชาฯ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญ โดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด การส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย
นายอนุชาฯ กล่าวอีกว่า ศธ. ได้ขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ ศธ. พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อให้เด็กและนักเรียนได้เรียนรู้ถึงสถาบันหลักของชาติ การต่อสู้ของบรรพบุรุษ ความสามัคคีของคนไทยในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้ รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำกับผู้บริหารการศึกษา ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศสังกัด สพฐ. รวมถึง กศน. และโรงเรียนเอกชน ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชนให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยขอให้เพิ่มการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างสำนึกของความเป็นไทย รักในการเป็นชาติไทย โดยจัดการเรียนรู้ตามความพร้อมและเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่
“นายกรัฐมนตรีเน้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างวิถีชีวิตความเป็นพลเมือง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความเป็นผู้นำที่ดีและสามารถเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคม นอกจากสอนให้เด็กเก่งแล้วยังต้องปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรักและหวงเเหนเเผ่นดินเกิด และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต” นายอนุชา กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการ ซัด ศธ.ทำผิดพลาดครั้งใหญ่แยกประวัติศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะ ชี้ใช้อำนาจบังคับให้เด็กรักชาติ
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยก วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจาก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย โดยที่ผ่านมา ศธ. มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความรักชาตินั้น ตนมองว่าการแยกวิชาประวัติศาสตร์ ของศธ.ครั้งนี้ เป็นการกระทำอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการใช้อำนาจบังคับเพื่อให้เด็กรักชาติ ซึ่งผิดหลักการทางการศึกษา
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาวิชาประวัติศาสตร์สอนให้เด็กรักชาติ รักบรรพชนแบบท่องจำ การสอนแบบนี้จะทำให้เด็กมีอคติกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีข้อดีคือเด็กจะสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากขึ้น แต่คำถามที่ตามมาคือ ทำไม ศธ.ถึงปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์แค่วิชาเดียว ทำไมไม่ปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่ควรจะปรับปรุงก่อนวิชาอื่นๆ
การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เป็นการยัดเยียดความรักชาติให้เด็ก ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติทางการศึกษา มองว่าการไปย้ำให้สอนและแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา อาจจะทำให้เด็กตั้งคำถามมากขึ้น และอาจจะต่อต้านมากกว่าเดิม และหันไปเรียนประวัติศาสตร์แบบอื่นๆ มากกว่า และหลักสูตรการเรียนในปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 แม้จะมีการปรับปรุงมาตลอด แต่หลักสูตรกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนมากกว่า 1,200 ชั่วโมง ถือว่าประเทศไทยมีชั่วโมงการเรียนมากเป็นอันดับต้นๆของโลก การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา ยิ่งจะทำให้เด็กต้องเรียนหนักขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ดี ศธ.ควรจะปฏิรูปการเรียน โดยเปลี่ยนการสอนให้เด็กตั้งคำถาม ให้เด็กศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ สอนให้เด็กสามารถหาข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ จะทำให้เกิดการรักชาติแบบมีตรรกะและเหตุผล เรากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ตนไม่เห็นด้วยที่จะแยกวิชาประวัติศาสตร์ เพียงเพราะมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้เด็กรักชาติ ซึ่งการทำแบบนี้ จะทำให้การเรียนรู้ล้าหลัง และทำให้เกิดความอนุรักษ์นิยมสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
อาจารย์ มธ.ชี้ แยกวิชา ปวศ.ไม่จำเป็น โลกเปลี่ยน ควรไปไกลกว่า ‘รักชาติ’ ยกปัญหาตำราล้าหลัง ไม่สอนให้คิด
สืบเนื่องกรณี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยกวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย โดยที่ผ่านมา ศธ.มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความรักชาตินั้น
ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมานั้นแทบไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด ปัญหาสำคัญของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับประถมและมัธยมศึกษาคือการขาดหลักสูตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และขาดตำราที่มีเนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย หรือเป็นตำราที่สอนให้คนคิดเป็น นอกจากนี้ ยังขาดฐานข้อมูลกลางให้นักเรียนเข้าถึงความรู้ถูกต้อง
“โดยปกติวิชาประวัติศาสตร์รวมอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาอยู่แล้ว มีหน่วยกิตประมาณ 0.5 หรือ 1 หน่วยกิตต่อสัปดาห์ที่ต้องเรียน เพราะฉะนั้น นักเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาต้องเรียนอยู่แล้วตลอด 12 ปีในทุกสัปดาห์ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแยกออกมาเพื่อเพิ่มภาระทั้งครูและนักเรียน สำหรับปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ที่ 1.เนื้อหาวิชาไม่ทันสมัย ไม่สอดค้ลองกับความก้าวหน้าทางวิชาการ ควรต้องปรับปรุง 2.ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่เน้นเรื่องการคิดวิเคราะห์ และการศึกษาประวัติศาสตร์ในเชิงกระบวนการเรียนการสอน
“ประวัติศาสตร์บ้านเรา ถ้าคิดจะปรับปรุงควรให้ความสำคัญกับเสียงของครูและนักเรียน ควรถามความเห็นด้วยว่าคิดอย่างไร ตอนนี้เป็นเหมือนการปรับปรุงในเชิงระบบราชการ คือคิดแบบท็อปดาวน์ คือบนลงล่าง กระแสจึงออกมาในเชิงต่อต้านมากกว่ายอมรับ และควรตั้งคำถามอย่างแท้จริงด้วยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้คิดจะปรับปรุง เราคำนึงถึงผู้เรียน ความรู้ หรือสุดท้ายคำนึงถึงนโยบายของชาติ หรืออุดมการณ์ของชาติเป็นสำคัญ ถ้าคิดถึงอุดมการณ์เชิงชาตินิยม อยากให้ประเทศสามัคคีกัน เกิดสำนึกการรวมหมู่ การปรับปรุงโดยการแยกวิชาออกมา สุดท้ายตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนหรือผู้สอนหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อาจต้องคิดให้มากขึ้น ไม่ใช่มีไอเดียบางอย่าง หรือรับนโยบายบางอย่างมาแล้วคิดจะทำ” ผศ.พิพัฒน์กล่าว
ผศ.พิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันคำถามอยู่ตรงที่ว่าคนรุ่นหนึ่งคิดว่าอยากให้คนในสังคมเกิดความรัก สมัครสมานสามัคคี ซึ่งเวลาเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “รักชาติ” มันคือเซนส์ของชาตินิยม ถ้ามองไปข้างหน้าต้องเริ่มต้นก่อนว่าหัวใจสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์มันสอนให้คนเข้าใจว่าอดีตมีความเป็นมาอย่างไร และเราจะนำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบันอย่างไรเพื่อมองไปสู่อนาคต
“ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว เราควรสอนให้นักเรียนใช้ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เป็นฐานความรู้ในการมองโลกที่กว้างมากขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ช่วยทำให้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมไทย ในประเทศเพื่อนบ้าน หรือในโลก พูดง่ายๆ คือวิชาประวัติศาสตร์ควรจะไปไกลเกินกว่าคำว่า ‘รักชาติ’ แต่ควรสอนว่าเราควรอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร ที่สำคัญคือนักเรียน หรือคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เป็นพลเมืองโลก ไม่ใช่แค่พลเมืองของประเทศเท่านั้น ประวัติศาสตร์ที่พยายามจะบอกว่าต้องรักชาติ คำถามคือ มันสอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมในปัจจุบันหรือไม่” ผศ.พิพัฒน์กล่าว
ข่าวเกี่ยวกัน
‘ตรีนุช’ เร่งพัฒนาครู-สื่อ หลังบอร์ดกพฐ.ไฟเขียวแยกประวัติศาสตร์ เป็นวิชาพื้นฐาน ‘นักวิชาการ’ ซัด ศธ.กำหนดนโยบายครอบงำเด็ก
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณี ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติเห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอนั้น ว่า ขั้นต่อไปตนจะเร่งลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อ คณะกรรมการ กพฐ. มีมติเห็นชอบแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นรายวิชาพื้นฐานแล้ว จะต้องเร่งพัฒนาครูที่สอนประวัติศาสตร์ พร้อมกับสร้างการรับรู้กับครูว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนประวัติศาสตร์มีความสนุก และต่อไปจะต้องมีครูเอกประวัติศาสตร์ด้วย ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปศึกษารายละเอียดและทำการเกลี่ยอัตรากำลังคนต่อไป
“คนทุก และทุกเรื่องมีประวัติศาสตร์หมด แต่จะทำอย่างไรจะทำให้เราเรียนรู้อดีต เพื่อทำให้อนาคตดีขึ้น ต่อไปเราจะเร่งพัฒนาครู พัฒนาสื่อ และจะทำอย่างไรที่จะให้ครูดึงสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ประวัติศาสตร์มีความสนุกขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสื่อในการเรียนประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น บอร์ดเกมเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการ์ตูน ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) เป็นต้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ด้านนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กท.1) กล่าวว่า สพม. กท.1 จะเข้าไปทำความเข้าใจกับครูว่าหลังจากแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นรายวิชาพื้นฐานแล้ว ครูควรจะสอนเด็กอย่างไร และจะเตรียมความพร้อมครูด้วย เพราะต่อไปการเรียนประวัติศาสตร์จะไม่ใช่การท่องจำ แต่จะใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาปรับใช้ ส่วนตัว ตนเห็นด้วยที่จะปรับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์แนวใหม่ เพราะเด็กจะได้รู้ที่มาที่ไปของตนเอง ความเป็นมาของท้องถิ่น ซึ่งจะให้เด็กได้รู้ตัวตนของตนเองและได้คิดวิเคราะห์
ด้านนายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาพื้นฐานที่มีอยู่แล้วอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การแยกวิชาประวัติศาสตร์อออกมา อาจจะเป็นการเล่นแร่แปรธาตุของนักนโยบายที่ถูกกดดันจากผู้ใหญ่ ที่ต้องเร่งผลักดันให้เพื่อตอบโจทย์สายอนุรักษ์นิยมว่า ศธ.นั้นพยายามทำเรื่องนี้อยู่ มองว่าวิธีการสอนประวัติศาสตร์ต่างหากที่เป็นปัญหา ที่ผ่านมาโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามอุดมคติของรัฐ โดยจะเล่าในเรื่องแบบเดียว คือ ความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ของประเทศ และเรื่องสถาบัน ซึ่งการสอนประวัติศาสตร์ลักษณะนี้ เป็นการสอนที่ผิดเป้าหมายของการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ การสอนประวัติศาสตร์ที่ดี คือ ทำให้เด็กตั้งคำถามได้ สามารถวิพากษ์ข้อมูลหลักฐานได้
“ปัจจุบันกระบวนทัศน์ในการสอนก็มีช่วงว่างระหว่างครูที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ กับครูที่สอนตามแบบเรียน ซึ่งการสอนตามแบบเรียน เป็นเรื่องที่น่าห่วง หากแบบเรียนผลิตในชุดความคิดแบบเดิมๆ สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ ต้องสอนประวัติศาสตร์ให้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สอนประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องเล่าเท่านั้น” นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ก่อนที่คณะกรรมการ กพฐ.จะมีมติเห็นชอบแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐาน ตนเห็นหน่วยงานในสังกัดเตรียมการเรียนประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว เช่น มีผู้ใหญ่ในกระทรวงเดินสายไปเปิดกิจกรรมพระนเรศวรไปเยือนล้านนา ซึ่งกิจกรรมที่จัดนั้น สื่อความหมายได้ไม่ดี เพราะสะท้อนความคิดรัฐศูนย์กลางที่มีอำนาจเหนือหัวเมืองต่างๆ เป็นการกรีดรอยช้ำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนั้น ศธ.ต้องระมัดระวังในการสื่อสารและจัดกิจกรรมด้วย เพราะอาจจะเป็นดาบสองคมได้
“ต่อจากนี้จะต้องมีการอบรมครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ คำถามที่ตามมาคือ จะอบรมอย่างไรและใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการผลิตสื่อการสอน ผมมองว่าสังคมไทยในปัจจุบันมาไกลกว่าการผลิตซ้ำประวัติศาสตร์แบบเดียวแล้ว และครูรุ่นใหม่ๆ ได้เปลี่ยนการสอนโดยใช้หลักฐานในการสอนให้เด็กได้วิเคราะห์ กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้กำหนดนโยบายที่ไม่เข้าใจศาสตร์ของประวัติศาสตร์ และกำลังจะใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงำทางความคิด ซึ่งไม่รู้ตัวว่ากำลังผลิตซ้ำความผิดพลาด ผมมองว่า ถ้าทำให้ดี ให้มีคุณภาพไม่ได้ อย่าทำให้แย่ เพราะปัจจุบันเด็กอ่านหนังสือจำนวนมาก มีแว่นตาในการเข้าใจโลกอย่างมาก เด็กเข้าถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ผู้ใหญ่อาจจะมองแต่มุมเดียว ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่กำหนดนโยบายควรที่จะกลับมาทบทวนความรู้ประวัติศาสตร์ของตนด้วย ว่า มีความรู้เท่าทันประวัติศาสตร์ที่ตนเชื่อถือขนาดไหน เท่าทันเรื่องเล่าที่ครอบงำความคิดมาตลอดหรือไม่ ก่อนจะที่จะเอาความคิดของตนมาเป็นบรรทัดวัดว่าเด็กถูกครอบงำ และถูกหลอก” นายอรรถพล กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
‘ตรีนุช’ เร่งปั้นครูเอก ‘ประวัติศาสตร์’ หวังดันการสอน ‘บิ๊ก ร.ร.’ หนุน เชื่อเด็กได้ประโยชน์
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ชัยภูมิ ต.ชัยภูมิ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายการจัดการศึกษาให้ผู้บริหารในพื้นที่ ว่า ขณะนี้มีการแยกวิชาประวัติศาตร์ ออกมาเป็นวิชาพื้นฐานแล้ว สิ่งต่อไปที่ ศธ.จะเร่งผลักดันคือการปั้นและพัฒนาครูเอกประวัติศาสตร์เข้ามาในระบบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ อยากฝากผู้บริหารในพื้นที่ด้วยว่าจะทำอย่างไร ที่จะให้กระบวนการเรียนประวัติศาสตร์เป็นการเรียนที่มากกว่าการท่องจำ ให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุข เห็นคุณค่าของบรรพบุรุษในแต่ละยุคสมัย ดังนั้น กระบวนการในการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญและมีความท้าทายอย่างมาก จึงอยากให้ผู้บริหารและครูเข้ามาช่วยกันผลักดันเรื่องดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ไม่อยากให้ผู้บริหารและครูในพื้นที่ทอดทิ้งภูมิปัญหาท้องถิ่น ศิลปะของตน แต่อยากให้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่ออกมาใช้ สร้างกระบวนการเรียนให้สอดรับกับ ภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนซึ่งจะเป็นการผลักดัน Soft Power ได้อีกทางหนึ่งด้วย
นายหารศึก ภาระหันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหัน อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาพื้นฐาน เพราะจะทำให้การเรียนมีความเข้มข้นขึ้น เยาวชนรุ่นใหม่ได้รู้ข้อมูลความเป็นไปเป็นมาของบรรพชนคนรุ่นหลัง เกิดควมารักประเทศชาติ รักท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น มีความหวงแหนท้องถิ่นของตน และรู้ว่าท้องถิ่นของตัวเองมีอะไรที่ควรอนุรักษ์บ้าง
นายนิพัทธ์ อาจมิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทรวัฒนา อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า เห็นด้วย ที่แยกประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาพื้นฐาน เพราะที่ผ่านมา มองว่าเด็กไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง ทำให้ลืมความเป็นมา และรากเหง้าความเป็นไทย และการที่เกิดเหตุประท้วงเรื่องต่างๆ อาจเพราะเด็กไม่รู้ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทยมากพอ ดังนั้นเมื่อแยกออกมาเด็กจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามข้อเท็จจริง
“โรงเรียนสุนทรวัฒนา เปิดสอนในระดับประถมศึกษา ซึ่งเวลาเรียนของเด็กประถมนั้น มีจำนวนมาก เด็กอาจจะเรียนประวัติศาสตร์ได้ไม่เต็มที่ เมื่อแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาพื้นฐาน กำหนดให้เรียน 40 ชั่วโมงต่อปี จะทำให้เด็กได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านโรงเรียนได้สอนประวัติศาสตร์เชิงบูรณาการ ไม่ให้เด็กเบื่อโดยพาเด็กไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เช่น พานักเรียนไปเรียนรู้ประวัติความเป็นมา พระยาภักดีชุมพล (แล) เป็นเจ้าเมืองชัยภูมิคนแรก วัดสำคัญๆของจังหวัด”นายนิพัทธ์ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 ธันวาคม 2565
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศธ.ดีเดย์เริ่มแยกสอนวิชาประวัติศาสตร์ ภาค 1/66 มุ่งเรียนรู้รากเหง้าตัวเอง เน้นคิด-แก้ปัญหา
จากกรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมลงนามในประกาศ ศธ.เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอ ขณะที่นักวิชาการมีทั้งเห็นด้วย และคัดค้าน ส่วนใหญ่มองว่าปัญหาอยู่ที่วิธีการสอน เนื่องจากโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามอุดมคติของรัฐ ทั้งที่การสอนประวัติศาสตร์ ต้องให้เด็กตั้งคำถาม และวิพากษ์ข้อมูลหลักฐานได้ ขณะที่นักเรียนไม่มีปัญหา แต่ต้องเรียนเพื่อสร้างความเข้าใจบริบทของสังคม ไม่ใช่เพื่อรักชาติ โดยอยากให้ปรับกระบวนการเรียนการสอน เน้นการคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามนั้น
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.เปิดเผยว่า ขณะนี้ สพฐ.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดประกาศ ศธ.เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาลงนาม อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ สพฐ.ออกแบบใหม่นั้น จะมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่การเรียนประวัติศาสตร์ทุกเรื่องราว ทุกสิ่งอย่าง แต่จะสอนให้ผู้เรียนรู้เรื่องตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชน และวิถีชีวิต เพื่อให้รู้รากเหง้าของตนเองว่ามีความเป็นมาอย่างไร และจะต่อยอดให้ดีขึ้นอย่างไร
“การแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นรายวิชาพื้นฐาน จะต้องปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ เพราะเดิมสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบท่องจำ แต่ต่อไปจะจัดกระบวนการเรียนประวัติศาสตร์เพื่อการพัฒนาชีวิต เพื่อนำสิ่งที่เรียนมาใช้ประกอบความคิด ใช้แก้ปัญหา และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ดังนั้น ต่อไปจะปรับโครงสร้างวิชาประวัติศาสตร์ให้เน้นเฉพาะมากขึ้น พร้อมกับปรับวิธีการเรียนรู้ใหม่ เมื่อปรับวิธีเรียนแล้ว จะต้องปรับวิธีการวัด และประเมินผลใหม่ โดยจะประเมินความคิดนักเรียน ว่านักเรียนสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ แก้ปัญหาโดยคำนึงถึงอดีต เอาอดีตมาเป็นบทเรียนหรือไม่ ปัญหาชุมชน สังคม ลดลงหรือไม่ ประเทศพัฒนาไปดีกว่าเดิมหรือไม่” ดร.อัมพร กล่าว
ดร.อัมพรกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การแยกรายวิชาประวัติศาสตร์เป็นรายวิชาพื้นฐานในครั้งนี้ จะมีผลกับการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้จัดการระบบการคัดเลือกกลางคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 หรือทีแคส 66 ของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับการแยกรายวิชาประวัติศาสตร์ คิดว่า ศธ.ทำได้ ไม่ว่าจะแยกเพราะทำตามนโยบายของรัฐบาล หรือแยกเพราะต้องการให้การเรียนวิชาประวัติศาสตร์มีความสำคัญขึ้น เพราะตามโครงสร้างหลักสูตรแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
รศ.ดร.ชาลีกล่าวต่อว่า ส่วน ทปอ.จะต้องปรับข้อสอบทีแคส ประจำปีการศึกษา 2567 โดยเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์เข้าไปด้วยหรือไม่นั้น เบื้องต้น คิดว่ายังไม่จำเป็น เพราะข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จะอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อยู่แล้ว เพราะโดยหลักการ ทปอ.มีแต่จะลดจำนวนวิชาที่เด็กต้องสอบลง ดังนั้น การเพิ่มวิชาสอบเข้าไปอีก ก็อาจเป็นการเพิ่มภาระให้กับเด็กมากเกินไป อีกทั้ง ข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะวัดการคิดวิเคราะห์ของเด็กอยู่แล้ว ดังนั้น คิดว่าคงยังไม่จำเป็นต้องปรับข้อสอบ
ศธ.ดีเดย์เริ่มสอนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ เทอม 1/66 เป็นต้นไป เลขาฯ กพฐ.แจงรูปแบบใหม่เน้นกระบวนการเรียนรู้หลากหลาย มุ่งเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง-ต่อยอดให้ดีขึ้น เน้นคิด-แก้ปัญหา พร้อมปรับวิธีประเมินผลใหม่ ด้านผู้จัดการทีแคส ชี้ ทปอ.ไม่ซีเรียส ศธ.แยกรายวิชา ปวศ.ยังไม่เพิ่มวิชาสอบ หวั่นเป็นภาระ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 ธันวาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
แยกวิชาประวัติศาสตร์ แล้วเด็กได้อะไร? โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ
นโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านๆ มาจนถึงปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่ซ้ำไปซ้ำมา เช่น การแก้ปัญหาหนี้สินครู และการยุ่งกับวิชาประวัติศาสตร์ ทั้งแยกเป็นวิชาต่างหากออกจากวิชาสังคมศึกษาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี คิดว่าจะไม่มี รมต.คนใดให้ความสนใจในวิชาประวัติศาสตร์แล้ว เนื่องจากเป็นวิชาที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง หมายความว่าเด็กๆ ทุกคนในประเทศนี้ต้องเรียน ส่วนที่ยังอาจไม่เข้าที่เข้าทางคือวิธีการสอนประวัติศาสตร์ที่อาจต้องปรับปรุง
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่างประกาศการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษา โดยสาระสำคัญคือ การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ให้เด็กสนุก และรู้สึกว่าการเรียนประวัติศาสตร์ไม่น่าเบื่อ ซึ่งผลที่จะตามมาคือทำให้เด็กรักชาติ และเข้าใจความเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นบทเรียนในอนาคต
ปัญหาสำคัญคือ เมื่อแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ แล้วเด็กได้อะไร? ถ้าไม่แยกวิชานี้ออกมา เด็กจะเสียประโยชน์อะไร?
วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐานของการเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่แล้ว มีชั่วโมงเรียน มีผลการเรียนเฉพาะวิชา เพียงแต่สังกัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้วิชานี้ด้อยคุณค่าแต่อย่างใด การที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ ทำให้ครูในกลุ่มสาระนี้สามารถสอนได้ทั้งวิชาสังคมศึกษา และวิชาประวัติศาสตร์ เพราะครูที่จบวิชาเอกสังคมศึกษา ผ่านการเรียนแบบครบวงจร ทั้งสาขาภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศาสนาศีลธรรม และประวัติศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งใครจะมีความสามารถสอนสาระใดได้เป็นพิเศษก็ขึ้นอยู่กับความชอบ และความสามารถส่วนตัวของแต่ละคน ตลอดจนการสะสมภูมิความรู้ของครูเอง หรือผ่านการฝึกอบรมจนสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
ถ้าแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาต่างหาก เหมือนเป็นอีกกลุ่มสาระหนึ่ง หมายความว่าต้องมีครูที่รับผิดชอบกลุ่มสาระประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ แต่ละโรงเรียนมีครูที่จบวิชาเอกประวัติศาสตร์โดยเฉพาะกี่คน ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยม อาจมีครูเอกประวัติศาสตร์อยู่บ้าง ถ้าเป็นโรงเรียนประถมศึกษาจะหาครูที่จบเอกประวัติศาสตร์โดยเฉพาะได้ยากมาก ที่สำคัญคือ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เปิดสอนคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ยังเปิดสอนวิชาเอกประวัติศาสตร์หรือไม่ ที่เห็นโดยส่วนใหญ่คือ วิชาเอกประวัติศาสตร์เปิดสอนในมหาวิทยาลัยทั่วไป ที่เรียนจบแล้ว ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู คือไม่ได้มุ่งเน้นผลิตครูประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ แต่มุ่งเน้นผลิตนักประวัติศาสตร์ที่มีทักษะการใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ในการคิดวิเคราะห์เรื่องราว หรือเหตุการณ์ในอดีตเป็นสำคัญ
ในเมื่อแต่ละโรงเรียนไม่มีครูที่จบวิชาเอกประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ ถ้าต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เพื่อสนองนโยบายของรัฐมนตรี โรงเรียนก็ต้องเอาครูวิชาสังคมมาสอนประวัติศาสตร์อยู่ดี หรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีครูสังคม ก็ต้องให้ครูวิชาอื่นมาสอนแบบครอบจักรวาล แล้วยังต้องมารับผิดชอบกลุ่มสาระนี้อีก ถามว่าการเรียนการสอนจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร มีแต่การสร้างภาระให้ครู ให้โรงเรียนเพิ่มขึ้น เด็กไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแยกวิชานี้
ถ้าจะมุ่งเน้นให้ไปบรรจุครูวิชาเอกประวัติศาสตร์โดยเฉพาะทั้งที่มีครูวิชาสังคมที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ได้อยู่แล้ว ในขณะที่โรงเรียนยังขาดครูผู้สอนอีกหลายวิชาเอก การบรรจุครูเพื่อสนองนโยบายรัฐมนตรี ย่อมไม่สอดคล้องกับความขาดแคลนครูของแต่ละโรงเรียน
ถ้าอยากให้เด็กสนุกกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คิดวิเคราะห์เป็น ไม่จำเป็นต้องแยกวิชานี้ออกมา แต่สามารถพัฒนาให้ครูมีทักษะกระบวนการจัดการเรียนการสอนได้ กระทรวงศึกษามีวิทยากรที่มีความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ มีความรู้ ความคิดที่ก้าวหน้าเหมาะกับการสอนประวัติศาสตร์ที่มุ่งเน้นให้เด็กรู้จักการใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อฝึกคิดวิเคราะห์ ด้วยการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันไหม?
กระทรวงศึกษาฯมีศึกษานิเทศก์ที่จะมาแนะนำการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่แบบโบราณที่เน้นการหล่อหลอมกล่อมเกลาให้เชื่อตามมีไหม? ถ้าไม่มี ในประเทศนี้ยังมีอาจารย์ประวัติศาสตร์ทั้งในมหาวิทยาลัย โรงเรียน และนักวิชาการอิสระที่สามารถให้ความรู้ให้ครูเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถนำความรู้ไปใช้จัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อฝึกให้เด็กคิดเป็น หรือบางทีอาจไม่จำเป็นต้องฝึกให้เด็กคิดเป็น เพราะเด็กส่วนหนึ่งอ่านหนังสือล้ำหน้าครู จนคิดแยกแยะเหตุการณ์ได้ดีก็มีไม่น้อย
หากคิดว่าแยกวิชาประวัติศาสตร์แล้ว จะทำให้เด็กมีความภูมิใจในชาติและรักชาติมากขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาประวัติศาสตร์ และไม่มีเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเรียนประวัติศาสตร์แล้วจะรักชาติมากขึ้น หรือถ้าไม่เรียนประวัติศาสตร์จะทำให้รักชาติน้อยลง อีกทั้งไม่ใช่หน้าที่ของวิชาประวัติศาสตร์ที่จะสอนให้คนรักชาติหรือไม่รักชาติ หน้าที่ของวิชานี้คือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ผ่านการวิเคราะห์ตีความจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่พบในขณะนี้
โดยไม่ใช้อคติเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถ้าพบหลักฐานใหม่ คำอธิบายเดิมอาจเปลี่ยนแปลงได้
นอกจากนี้ เนื้อหาสาระของวิชาประวัติศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทำศึกสงคราม เป็นการเรียนเพื่อทบทวนอดีต ทั้งเรื่องความผิดพลาด ความสำเร็จของผู้นำในยุคต่างๆ ถ้ามุ่งเน้นสอนประวัติศาสตร์เพื่อทำให้เด็กเกิดความรักชาติอย่างเดียวโดยไม่สนใจข้อมูล หลักฐาน การตีความที่สมเหตุสมผลแล้ว การเรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
เด็กที่จะเติบโตเป็นประชากรของประเทศจะรักชาติหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่วิชาประวัติศาสตร์ เพราะความรักชาติไม่ได้เกิดจากการสอนให้เชื่อเพียงอย่างเดียว เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น การตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ จึงเกิดขึ้น และมีความพยายามที่จะหาคำตอบ ความรักชาติของเด็กหรือคนรุ่นใหม่จึงอาจหมายถึง ความรักชาติที่มีประชาชนเป็นแกนกลางของชาติ ซึ่งอาจต่างจากความรักชาติที่รัฐต้องการหล่อหลอมกล่อมเกลาให้เชื่อตาม โดยไม่ตั้งข้อสงสัย ซึ่งพ้นยุคสมัยไปนานแล้ว
นโยบายที่จะแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อเด็ก หรือถ้าไม่แยกวิชาประวัติศาสตร์ เด็กก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์อะไร การแยกกลับเป็นการสร้างภาระให้โรงเรียนเพิ่มมากขึ้น ที่ต้องตั้งคนมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง โรงเรียนเล็กๆ มีครูไม่กี่คน งานที่รับผิดชอบล้วนรับคนละหลายหน้าที่อยู่แล้ว เมื่อครูมีภาระเพิ่มขึ้นจากทั้งการเป็นผู้สอน หัวหน้ากลุ่มสาระวิชาประวัติศาสตร์ รวมทั้งการต้องรายงานการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ตามนโยบายของรัฐมนตรีแต่ละคน ล้วนสร้างงานที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาการเรียนการสอน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนแต่อย่างใด
จริงๆ วิชาประวัติศาสตร์มีอยู่แล้ว ถ้าต้องการให้วิชานี้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ ควรเน้นส่งเสริมให้ครูผู้สอนที่ไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการสอนประวัติศาสตร์เพียงพอ ได้พัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น จึงจะทำให้อานิสงส์นี้ตกแก่เด็ก ให้เป็นคนคิด วิเคราะห์ และสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้อย่างสมเหตุสมผลบนข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริงมากกว่า
หากกระทรวงศึกษาธิการต้องการจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรจริงๆ สิ่งที่ควรจะทำคือ ลดวิชา เวลา เรียนของเด็กๆ เล็กๆ ให้น้อยลง โดยเฉพาะเด็กชั้น ป.1 ที่ยังไม่ทันอ่านหนังสือออก แต่ต้องเรียนถึง 8 กลุ่มสาระ ซึ่งหนักเกินไป กลุ่มสาระใดที่ยังไม่จำเป็นต้องเรียน ควรตัดออกไปก่อน เรียนเฉพาะที่จำเป็น เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ กีฬา การศึกษาค้นคว้าจากคอมพิวเตอร์ พอให้อ่านเขียนคล่อง และรู้จักการค้นหาความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เป็นต้น แล้วจึงให้เรียนวิชาอื่นๆ เวลาที่เหลือให้เด็กทำกิจกรรมที่อยากทำ เช่น การเล่น การปลูกต้นไม้ การอ่านหนังสืออ่านเล่น หรือทำกิจกรรมที่เด็กสนใจเพื่อจะได้สนุกกับการมาโรงเรียน
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตร หรือลดชั่วโมงเรียนของเด็กเล็กๆ หรือลดการทดสอบระดับชาติ ที่ไม่จำเป็น อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็กๆ ได้มากกว่าการแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นไหนๆ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 ธันวาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายขานรับจากทางภาครัฐให้แยกออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจากกลุ่มสาระสังคมฯ และล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้เห็นชอบร่างประกาศฯในเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว และ ศธ. กำลังจะลงนามประกาศใช้ โดยมีกำหนดจะเริ่มต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป แม้ว่าจะมีฝ่ายที่สนับสนุน แต่ก็ยังมีฝ่ายที่ยังคงมีคำถามในใจ อักษร เอ็ดดูเคชั่น จึงได้จัดเสวนา “สอนวิชาประวัติศาสตร์อย่างไร ในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” ขึ้น โดยมี นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกมาร่วมเสวนา
ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ทำให้เด็กไม่สนุก คือไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลก การเรียนรู้ก็จะสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อาจมีการผสมปนเปกันระหว่างความจริงและเรื่องเล่า เด็กบางส่วนรู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าหลัง แต่หนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะว่า ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และยังเป็นหนึ่งในสมรรถนะของเด็กยุคใหม่อีกด้วย
นายตะวัน เทวอักษร กล่าวว่า การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้ จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้ แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองมากกว่า ครูต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาจะไปหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่อเด็กมีแรงบันดาลใจที่จะค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เขาจะสร้างทักษะในการดำรงชีวิตจากกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการหาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง แล้วสรุปผล
“แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดอย่างชำนาญ จนก่อให้เกิดทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อักษร ได้ออกแบบวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกระบวนการคิดของผู้เรียนในรูปแบบที่เรียกว่า 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ (Engage) สำรวจค้นหา (Explore) อธิบายความรู้ (Explain) ขยายความเข้าใจ (Expand) และ ตรวจสอบผล (Evaluate) เป็นรูปแบบที่เน้นกระบวนการพัฒนาศักยภาพการคิด และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง”
“สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วผู้เรียนจะต้องสามารถนำหลักคิดไปบูรณาการข้ามศาสตร์
ให้ได้ สิ่งสำคัญคือครูต้องทำให้เด็กคิดเป็น วิพากษ์เป็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เป็น มันเป็นพื้นฐานของทุกวิชา และเป็นวิชาที่สร้างทักษะแห่งโลกยุคใหม่” คุณตะวันกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ดร.วิทย์ให้ความเห็นว่า “ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตึก ถึงจะวิวัฒนาการไปขนาดไหน แต่ฐานรากมันเหมือนเดิม คือ มีความเชย เป็นคอนกรีตแท่งซีเมนต์แต่ถ้าไม่มีตึกก็อยู่ไม่ได้ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่มันเป็นระบบคิด”
ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อน สถานการณ์การกำหนดนโยบายการศึกษาเชิงอุดมการณ์ ผ่านการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระสังคมศึกษา ตามนโยบาย 8+1 ของ ศธ. โดยรัฐมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รักชาติ และเข้าใจรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ พร้อมกำหนดเวลาเรียน หน่วยกิต การประเมินผล และการใช้ Active Learning อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม บทความนำเสนอ ความเห็นที่หลากหลายและขัดแย้ง นักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งคำถามต่อหลักการ โดยเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “โครงสร้างรายวิชา” แต่คือ วิธีสอน เนื้อหา ตำรา และสมรรถนะครู การแยกวิชาอาจเพิ่มภาระครูและผู้เรียน และเสี่ยงต่อการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ แทนการพัฒนาการคิดวิเคราะห์
แนวคิดทางการศึกษาที่ถูกเน้นย้ำคือ ประวัติศาสตร์ควรสอนในฐานะ กระบวนการเรียนรู้เชิงเหตุผล ใช้หลักฐาน ตั้งคำถาม เปรียบเทียบ และเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันและอนาคต เพื่อพัฒนาพลเมืองที่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และอยู่ร่วมกับสังคมโลกอย่างมีวิจารณญาณ มากกว่าการมุ่งปลูกฝังความรักชาติแบบท่องจำ
แนวข้อสอบ
เหตุผลเชิงนโยบายที่ ศธ. ใช้สนับสนุนการแยกรายวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาพื้นฐาน คือข้อใด
ก. ลดภาระครูสังคมศึกษา
ข. เพิ่มชั่วโมงเรียนเพื่อแข่งขันนานาชาติ
ค. สร้างความภาคภูมิใจในชาติและต่อยอด Soft Power
ง. แก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
เฉลย: ค
เหตุผล: นโยบายมุ่งปลูกฝังอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็น Soft Power
เฉลย: ค
เหตุผล: นักวิชาการชี้ว่าการบังคับให้ “รักชาติ” ขัดหลักการเรียนรู้เชิงเหตุผลของวิชาประวัติศาสตร์
ข้อ 3 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องตัดสินใจจัดการเรียนประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องทั้งนโยบายรัฐและหลักวิชาการ แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. เน้นการท่องจำเหตุการณ์สำคัญของชาติ
ข. ใช้ตำราแกนกลางเป็นแหล่งเรียนรู้หลักเพียงอย่างเดียว
ค. บูรณาการ Active Learning กับการใช้หลักฐานและการตั้งคำถาม
ง. เพิ่มการสอบปลายภาคเพื่อย้ำความสำคัญของวิชา
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการประนีประนอมเชิงวิชาชีพ ระหว่างนโยบายกับเป้าหมายการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน
ข้อ 4 สาระสำคัญที่บทความชี้ว่า “ไม่จำเป็นต้องแยกวิชา” แต่ควรเร่งดำเนินการก่อน คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียน
ข. ปรับปรุงกระบวนการสอนและสมรรถนะครู
ค. ปรับระบบการสอบระดับชาติ
ง. จัดตั้งกลุ่มสาระใหม่เฉพาะประวัติศาสตร์
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาอยู่ที่คุณภาพการสอน ไม่ใช่ตำแหน่งของวิชาในโครงสร้างหลักสูตร
ข้อ 5 ในเชิงการแก้ปัญหาเชิงระบบ ข้อใดสะท้อน “บทเรียนทางการบริหารการศึกษา” จากกรณีนี้ได้ดีที่สุด
ก. นโยบายต้องมาก่อนหลักวิชา
ข. โครงสร้างหลักสูตรคือหัวใจของคุณภาพ
ค. การเปลี่ยนแปลงต้องใช้คำสั่งจากส่วนกลาง
ง. นโยบายควรรับฟังครู ผู้เรียน และผู้เชี่ยวชาญควบคู่กัน
เฉลย: ง
เหตุผล: การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและฐานวิชาการ ไม่ใช่เพียงการสั่งการเชิงอำนาจ