ค้นหา

ประกาศแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์คิดหน่วยกิตเฉพาะ

..ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบันไปแล้วนั้น 

..ตรีนุช กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ ตนจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง” การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ” และ พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กําหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตร สถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชาดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปีและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิตซึ่งสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น 

..ตรีนุช  กล่าวและว่า หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบและตนได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญโดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ  เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัดการส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ฯ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทํางานข้ามกระทรวง เช่น สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น , มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง , การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน

โฆษกรัฐบาลเผย ศธ. ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ปรับโครงสร้างหลักสูตรโรงเรียน ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

26 พฤศจิกายน 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบัน ไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” และพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชา โดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปี) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิต) สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น” นายอนุชา กล่าว

ทั้งนี้ หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

นายอนุชาฯ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญ โดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด การส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย

นายอนุชาฯ กล่าวอีกว่า ศธ. ได้ขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ ศธ. พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ เพื่อให้เด็กและนักเรียนได้เรียนรู้ถึงสถาบันหลักของชาติ การต่อสู้ของบรรพบุรุษ ความสามัคคีของคนไทยในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยก่อนหน้านี้ รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำกับผู้บริหารการศึกษา ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศสังกัด สพฐ. รวมถึง กศน. และโรงเรียนเอกชน ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชนให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยขอให้เพิ่มการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างสำนึกของความเป็นไทย รักในการเป็นชาติไทย โดยจัดการเรียนรู้ตามความพร้อมและเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่

นายกรัฐมนตรีเน้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างวิถีชีวิตความเป็นพลเมือง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความเป็นผู้นำที่ดีและสามารถเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคม นอกจากสอนให้เด็กเก่งแล้วยังต้องปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรักและหวงเเหนเเผ่นดินเกิด และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต” นายอนุชา กล่าว

ที่มา ; แนวหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ ซัด ศธ.ทำผิดพลาดครั้งใหญ่แยกประวัติศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะ ชี้ใช้อำนาจบังคับให้เด็กรักชาติ

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยก วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจาก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย โดยที่ผ่านมา ศธ. มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความรักชาตินั้น ตนมองว่าการแยกวิชาประวัติศาสตร์ ของศธ.ครั้งนี้ เป็นการกระทำอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการใช้อำนาจบังคับเพื่อให้เด็กรักชาติ ซึ่งผิดหลักการทางการศึกษา 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาวิชาประวัติศาสตร์สอนให้เด็กรักชาติ รักบรรพชนแบบท่องจำ การสอนแบบนี้จะทำให้เด็กมีอคติกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีข้อดีคือเด็กจะสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากขึ้น แต่คำถามที่ตามมาคือ ทำไม ศธ.ถึงปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์แค่วิชาเดียว ทำไมไม่ปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่ควรจะปรับปรุงก่อนวิชาอื่นๆ 

การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เป็นการยัดเยียดความรักชาติให้เด็ก ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติทางการศึกษา มองว่าการไปย้ำให้สอนและแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา อาจจะทำให้เด็กตั้งคำถามมากขึ้น และอาจจะต่อต้านมากกว่าเดิม และหันไปเรียนประวัติศาสตร์แบบอื่นๆ มากกว่า และหลักสูตรการเรียนในปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 แม้จะมีการปรับปรุงมาตลอด แต่หลักสูตรกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนมากกว่า 1,200 ชั่วโมง ถือว่าประเทศไทยมีชั่วโมงการเรียนมากเป็นอันดับต้นๆของโลก การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา ยิ่งจะทำให้เด็กต้องเรียนหนักขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ดี ศธ.ควรจะปฏิรูปการเรียน โดยเปลี่ยนการสอนให้เด็กตั้งคำถาม ให้เด็กศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ สอนให้เด็กสามารถหาข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ จะทำให้เกิดการรักชาติแบบมีตรรกะและเหตุผล เรากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ตนไม่เห็นด้วยที่จะแยกวิชาประวัติศาสตร์ เพียงเพราะมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้เด็กรักชาติ ซึ่งการทำแบบนี้ จะทำให้การเรียนรู้ล้าหลัง และทำให้เกิดความอนุรักษ์นิยมสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

อาจารย์ มธ.ชี้ แยกวิชา ปวศ.ไม่จำเป็น โลกเปลี่ยน ควรไปไกลกว่า ‘รักชาติ’ ยกปัญหาตำราล้าหลัง ไม่สอนให้คิด 

สืบเนื่องกรณี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยกวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย โดยที่ผ่านมา ศธ.มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความรักชาตินั้น 

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมานั้นแทบไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด ปัญหาสำคัญของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับประถมและมัธยมศึกษาคือการขาดหลักสูตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และขาดตำราที่มีเนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย หรือเป็นตำราที่สอนให้คนคิดเป็น นอกจากนี้ ยังขาดฐานข้อมูลกลางให้นักเรียนเข้าถึงความรู้ถูกต้อง 

โดยปกติวิชาประวัติศาสตร์รวมอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาอยู่แล้ว มีหน่วยกิตประมาณ 0.5 หรือ 1 หน่วยกิตต่อสัปดาห์ที่ต้องเรียน เพราะฉะนั้น นักเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาต้องเรียนอยู่แล้วตลอด 12 ปีในทุกสัปดาห์ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแยกออกมาเพื่อเพิ่มภาระทั้งครูและนักเรียน สำหรับปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ที่ 1.เนื้อหาวิชาไม่ทันสมัย ไม่สอดค้ลองกับความก้าวหน้าทางวิชาการ ควรต้องปรับปรุง 2.ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่เน้นเรื่องการคิดวิเคราะห์ และการศึกษาประวัติศาสตร์ในเชิงกระบวนการเรียนการสอน 

ประวัติศาสตร์บ้านเรา ถ้าคิดจะปรับปรุงควรให้ความสำคัญกับเสียงของครูและนักเรียน ควรถามความเห็นด้วยว่าคิดอย่างไร ตอนนี้เป็นเหมือนการปรับปรุงในเชิงระบบราชการ คือคิดแบบท็อปดาวน์ คือบนลงล่าง กระแสจึงออกมาในเชิงต่อต้านมากกว่ายอมรับ และควรตั้งคำถามอย่างแท้จริงด้วยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้คิดจะปรับปรุง เราคำนึงถึงผู้เรียน ความรู้ หรือสุดท้ายคำนึงถึงนโยบายของชาติ หรืออุดมการณ์ของชาติเป็นสำคัญ ถ้าคิดถึงอุดมการณ์เชิงชาตินิยม อยากให้ประเทศสามัคคีกัน เกิดสำนึกการรวมหมู่ การปรับปรุงโดยการแยกวิชาออกมา สุดท้ายตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนหรือผู้สอนหรือไม่ นี่คือสิ่งที่อาจต้องคิดให้มากขึ้น ไม่ใช่มีไอเดียบางอย่าง หรือรับนโยบายบางอย่างมาแล้วคิดจะทำ” ผศ.พิพัฒน์กล่าว 

ผศ.พิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันคำถามอยู่ตรงที่ว่าคนรุ่นหนึ่งคิดว่าอยากให้คนในสังคมเกิดความรัก สมัครสมานสามัคคี ซึ่งเวลาเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “รักชาติ” มันคือเซนส์ของชาตินิยม ถ้ามองไปข้างหน้าต้องเริ่มต้นก่อนว่าหัวใจสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์มันสอนให้คนเข้าใจว่าอดีตมีความเป็นมาอย่างไร และเราจะนำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบันอย่างไรเพื่อมองไปสู่อนาคต 

ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว เราควรสอนให้นักเรียนใช้ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เป็นฐานความรู้ในการมองโลกที่กว้างมากขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ช่วยทำให้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมไทย ในประเทศเพื่อนบ้าน หรือในโลก พูดง่ายๆ คือวิชาประวัติศาสตร์ควรจะไปไกลเกินกว่าคำว่า ‘รักชาติ’ แต่ควรสอนว่าเราควรอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร ที่สำคัญคือนักเรียน หรือคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้เป็นพลเมืองโลก ไม่ใช่แค่พลเมืองของประเทศเท่านั้น ประวัติศาสตร์ที่พยายามจะบอกว่าต้องรักชาติ คำถามคือ มันสอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมในปัจจุบันหรือไม่” ผศ.พิพัฒน์กล่าว 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

อดีต ปธ.กพฐ.หนุนแยกวิชาประวัติศาสตร์ ชี้ไม่ใช่การยัดเยียดให้เด็กรักชาติ

กรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยก วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจาก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมตาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย โดยที่ผ่านมา ศธ. มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความรักชาตินั้น 

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วย ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เตรียมออกประกาศ ศธ.ให้แยก วิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกจาก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ตนมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าควรจะให้วิชาประวัติศาสตร์อยู่ตรงไหน แต่ปัญหาอยู่ที่ครูผู้สอน ถูกฝึกให้สอนด้านสังคมมากกว่าเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์ หาก ศธ.ต้องการสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้ดี ศธ.ควรจะแยกให้ชัดเจนว่าแต่ละระดับชั้นควรจะเรียนวิชาประวัติศาสตร์อะไรบ้าง เช่น ในระดับชั้นประถมศึกษา ควรจะรู้พื้นฐาน ความเป็นมา ในระดับมัธยมศึกษา ควรจะเรียนประวัติศาสตร์ในเชิงวิเคราะห์ เป็นต้น 

การเรียนประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจะเตรียมครูที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เข้ามาสอนเด็กด้วย ส่วนที่บอกว่าการแยกวิชาประวัติศาสตร์ เป็นการบังคับให้เด็กรักชาตินั้น ไม่ใช่ ควรจะมองในเชิงสร้างสรรค์ว่าการเรียนประวัติศาสตร์ เป็นการเรียนเพื่อให้เด็กเข้าใจความเป็นมาของชาติ เข้าใจความเป็นมาของสถาบัน และภูมิใจในความเป็นชาติ” นายเอกชัย กล่าว 

 

อดีตประธาน กพฐ.หนุนแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะ แนะกำหนดให้ชัดแต่ละช่วงชั้นเรียนอะไร เห็นต่าง ชี้ไม่ใช่การยัดเยียดให้เด็กรักชาติ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้ 

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม กพฐ.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอ โดยขั้นตอนต่อไป สพฐ.จะจัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาลงนามต่อไป การแยกวิชาประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ได้เพิ่มชั่วโมงเรียน ไม่ได้เพิ่มภาระผู้เรียนและครู เพียงแต่จะจัดการเรียนประวัติศาสตร์ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้คณะกรรมการ กพฐ. หารือร่วมกันเห็นว่าการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรปรับให้มีการเชื่อมโยงกับหน้าที่พลเมือง และสาระวิชาการเรียนรู้อื่นๆ ด้วย ซึ่งต่อไป สพฐ.จะไปจัดรายละเอียดการปรับปรุงหลักสูตรเนื้อหาให้มีความเหมาะสม ครอบคลุม ทันสมัย และเชื่อมโยงกับสาระวิชาอื่นๆ 

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เพราะวันนี้ทุกคนต่างพูดกันว่าอยากให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ต้องการสร้าง Soft Power ที่มาจากวัฒนธรรมประเพณีดีๆ ของประเทศ การที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องเรียนรู้จากอดีตว่าเรามีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์อะไรบ้างที่ดีงาม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ หากจะมาปรับเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันควรจะต่อยอดอย่างไร และเชื่อมอย่างไร เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจที่สามารถนำวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาหารดีๆ หรือทรัพยากรดีๆ ในอดีตมาปรับปรุงเข้ากับปัจจุบัน จึงต้องนำวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ทุกคนสามารถตระหนักได้ว่าประวัติศาสตร์สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ได้ทุกศาสตร์ 

นายอัมพรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การแยกวิชาประวัติศาสตร์ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วย เราต้องสร้างความเข้าใจ และรับฟังความเห็นมาปรับใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ควรนำวิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่นๆ เพราะการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบเดิม ๆ นั้น ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องมาเรียนแบบใหม่ ครูต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนใหม่ ให้สอดรับกับสิ่งที่เราต้องการ คือ อยากเห็นเด็กทุกคนในชาติมีความภาคภูมิใจ รักหวงแหนบ้านเกิด แผ่นดิน บ้านเกิดเมืองนอนของตน และแสวงหาวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีต เพื่อมาต่อยอดในอนาคต 

คาดว่า จะเสนอ (ร่าง) ประกาศ ศธ. เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนามภายในสัปดาห์นี้ ระหว่างนี้ สพฐ.จะเตรียมตัวปรับหลักสูตร ตัวชี้วัด ให้ทันใช้ในปีการศึกษา 2567 ระหว่างนี้ทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย” นายอัมพรกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์  วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น