
(24 พฤศจิกายน 2565) นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
ที่ประชุมได้เสนอแนะข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างนโยบายและจุดเน้นฯ เป็นรายด้านและรายข้อย่อย โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ.2565-2566 ตลอดจนเป็นไปตามสถานการณ์ยุคปัจจุบัน แผนงาน นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ บรรลุเป้าหมายความปลอดภัย ความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งมีสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ ศธ.มุ่งสร้างคนที่สมบูรณ์ไปสู่โลกอนาคต 2030 จึงกำหนดหลักการสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้เรียนและประชาชน สนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการตามภารกิจด้วยความรับผิดชอบ และดำเนินการตามนโยบายของ ศธ. เพื่อร่วมกันพลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังต้องใช้จุดเน้นที่สอดคล้องกับมิติด้านศาสนา วัฒนธรรม กีฬา ศิลปะ อาชีพ ตลอดจนพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 10
“ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับคำแนะนำจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับรายละเอียดเนื้อหาแต่ละข้ออย่างรอบด้าน และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการนำไปดำเนินการให้เรียบร้อย เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะได้นำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวตรีนุช เทียนทอง) ลงนามต่อไป”
ที่มา ; ศธ 360 องศา
ข่าวเกี่นวกัน
สกศ. ถอดบทเรียน-ระดมไอเดียดันค่าเฉลี่ย PISA-IMD สูงขึ้น
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ ห้องประชุมดิสทริค เอ็ม บอลรูม โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก โดยมี นางศิริพร ศริพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณพรกนก วิภูษณวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแลกเปลี่ยน
นายสุเทพกล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาสภาวการณ์การศึกษาทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนนรู้ (Learning Loss) สัมพันธ์กับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาที่มีอันดับลดลง จึงทำให้เกิดการวิเคราะห์สภาวการณ์การศึกษาของไทยทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำรายงานสภาวการณ์ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ ทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับพื้นที่
“สอดคล้องตัวชี้วัดการขับเคลื่อนการศึกษาของไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดตัวชี้วัดสำคัญให้มีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยจัดทำแผนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลก เน้นการพัฒนาผลการประเมินใน 3 ดัชนีหลัก คือ
1. ผลการทดสอบ PISA
2. ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือสถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ และ
3. ผลการจัดอันดับโดย World Economic Forum (WEF) ทั้งนี้ สกศ. เตรียมขับเคลื่อนการสร้างแผนการศึกษาระดับจังหวัด เพื่อให้การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน” นายสุเทพกล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมแบ่งกลุ่ม Workshop เสนอข้อคิดเห็นตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่
1) การจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Academic Indicators) และ
2) การผลิตและพัฒนากำลังคนและแรงงาน (Workforce Indicators)
โดย สกศ. จะรวบรวมเป็นแนวทางการจัดทำแผนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
รวบรวมงานวิจัย หวังใช้ปฏิรูปการศึกษาระดับภูมิภาคให้เป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ครั้งที่ 6/2565 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมา 1 ชุด โดยมี นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. เป็นประธาน ตามที่ปลัด ศธ.เสนอ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้จะเข้าไปศึกษาและรวบรวมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย และงานวิจัยที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่เคยทำมาแล้ว เช่น การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยควรขับเคลื่อนอย่างไร การจัดการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละภูมิภาคควรขับเคลื่อนอย่างไร แล้วนำมาเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ พิจารณา เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาระดับภูมิภาคสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดใหญ่ จะเน้นพิจารณาเรื่องบุคคล การแต่งตั้งโยกย้าย งานธรุการเป็นส่วนใหญ่ แต่การปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาคยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร ซึ่งเราจะรอต่อไปไม่ได้ ต้องเร่งพัฒนาการศึกษาในระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราอาจจะเลือกที่ใด ที่หนึ่ง ให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพและปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละพื้นที่ และการเรียนการสอนต่อจะนี้ไปจะต้องเน้นสมรรถนะ จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีทักษะ เรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ทันที” คุณหญิงกัลยา กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์การกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่โลกอนาคต (2030) ที่ต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และการแข่งขันระดับโลก กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดนโยบายและจุดเน้นปีงบประมาณ 2567 โดยยึดหลักความต่อเนื่องของนโยบายเดิม ควบคู่การปรับให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน หลักการสำคัญคือการพัฒนาผู้เรียนทุกช่วงวัยอย่างรอบด้าน เน้นความปลอดภัย ความเสมอภาค และสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ผู้เรียนและประชาชน และพลิกโฉมการศึกษาสู่ยุคดิจิทัลบนฐานศาสนา วัฒนธรรม อาชีพ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา
ข่าวที่เกี่ยวข้องสะท้อนแนวคิดเชิงระบบ โดย สกศ. มุ่งยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ผ่านตัวชี้วัดสากล (PISA, IMD, WEF) และการจัดทำแผนการศึกษาระดับจังหวัด ขณะที่การปฏิรูปการศึกษาระดับภูมิภาคเน้นการใช้ฐานงานวิจัย เลือกพื้นที่ต้นแบบ และขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงสมรรถนะ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะและสามารถประกอบอาชีพได้จริง
แนวข้อสอบ
ข้อ 1 เหตุผลเชิงนโยบายใดที่ทำให้ ศธ. ต้องเน้น “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายปี 2565–2566 สู่ปี 2567
ก. เพื่อคงโครงสร้างหน่วยงานเดิม
ข. เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนตัวชี้วัด
ค. เพื่อให้การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติเกิดผลจริงในระยะยาว
ง. เพื่อสอดคล้องเฉพาะแผนงบประมาณรัฐบาล
เฉลย: ค
เหตุผล: ความต่อเนื่องช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม
ข้อ 2 การมุ่ง “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ผู้เรียนตามนโยบาย ศธ. สื่อถึงแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การป้องกันปัญหาทางวินัยในโรงเรียน
ข. การเตรียมผู้เรียนให้ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ค. การเสริมสร้างสุขภาพกายเป็นหลัก
ง. การคัดกรองผู้เรียนตามศักยภาพ
เฉลย: ข
เหตุผล: ภูมิคุ้มกันหมายถึงสมรรถนะ ความคิด และทักษะรับมือโลกอนาคต
ข้อ 3 การใช้ตัวชี้วัด PISA, IMD และ WEF ของ สกศ. สะท้อนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ใด
ก. การแข่งขันระหว่างสถานศึกษา
ข. การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในเวทีโลก
ค. การประเมินผลเฉพาะด้านวิชาการ
ง. การจัดอันดับครูและผู้บริหาร
เฉลย: ข
เหตุผล: ตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นมาตรฐานสากลด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข้อ 4 แนวคิดการจัดทำ “แผนการศึกษาระดับจังหวัด” มีจุดเด่นสำคัญอย่างไร
ก. ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ข. เพิ่มอำนาจส่วนกลางในการควบคุม
ค. เปิดความยืดหยุ่นให้สอดคล้องบริบทพื้นที่
ง. ลดบทบาทสถานศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: แผนระดับจังหวัดช่วยให้การจัดการศึกษาเหมาะกับบริบทที่แตกต่างกัน
อ 5 บทเรียนสำคัญจากการปฏิรูปการศึกษาระดับภูมิภาคตามข่าวคือข้อใด
ก. ควรเน้นงานธุรการให้รัดกุมก่อน
ข. ควรรอการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ชัดเจน
ค. ต้องขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและสมรรถนะผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ง. ควรใช้รูปแบบเดียวกันทุกพื้นที่
เฉลย: ค
เหตุผล: การใช้ฐานงานวิจัยและเน้นสมรรถนะทำให้การปฏิรูปตอบโจทย์พื้นที่และการมีงานทำจริง