
เปิดฉากการศึกษาในรอบปี 2565 ภายใต้การนำของสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวังจันทรเกษม “เสมา1” น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครบ 1 ขวบปีเต็ม พร้อมประกาศนโยบายเดินหน้าการบริหารจัดการศึกษาขจัดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสให้แก่ผู้เรียนครบทุกมิติ เริ่มตั้งแต่นโยบาย “สถานศึกษาปลอดภัย” หรือ MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย โดยมีการนำแอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองสามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว หรือแจ้งมาที่ส่วนกลาง หรือ ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สะดวกและทำให้สามารถแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ได้มีการเปิดตัวไปแล้วที่ส่วนกลาง ตอนนี้ก็เป็นการขยายผลไปยังส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างความตระหนักและให้เกิดการรับรู้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ในสถานศึกษาของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 88 แห่งทั่วประเทศ รองรับนักเรียนที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา และเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมด้านคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนสายอาชีพที่มีฐานะยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษาให้มีทักษะวิชาชีพ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้
มาต่อที่โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมกับ 11 พันธมิตรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ และนับเป็นครั้งแรกที่จะบูรณการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กในปัจจุบัน เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะมีการลงพื้นที่ติดตามถึงบ้าน เพื่อตามเด็กเหล่านี้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง โดยจากสถิติจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2564 รวมแล้วมีจำนวนมากถึง 238,707 คน ซึ่งหลังจากดำเนินการเชิงรุกสามารถตามเด็กกลับมาเรียนได้แล้ว 127,952 คน ยังเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา รวมจำนวน 110,755 คน
รวมถึงนโยบาย “โรงเรียนคุณภาพ” ซึ่ง “ตรีนุช” ให้ความสำคัญการยกระดับสถานศึกษาเดิมให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 10,480 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1,155 แห่ง และโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือโรงเรียน Stand Alone จำนวน 1,303 แห่ง รวมทั้งสิ้น 12,938 แห่ง เน้นขับเคลื่อนยกระดับเรื่องสำคัญ เช่น การเพิ่มจำนวนครูให้ครบชั้นครบวิชาเอก อาคารสถานที่เรียนปลอดภัยมีครุภัณฑ์อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และทันสมัย เป็นต้น โดยขณะนี้ได้โรงเรียนคุณภาพที่เป็นโรงเรียนหลักแล้ว จำนวน 183 แห่งทั่วประเทศ โดยโรงเรียนแต่ละแห่งจะมีโรงเรียนระดับประถมศึกษา และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เป็นโรงเรียนเครือข่ายครอบคลุมโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด
ทั้งนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ยังได้เปิดเผยถึงทิศทางการศึกษาไทยในปีการศึกษา 2566 ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการศึกษาไทยได้เจอกับพายุโควิดอย่างหนัก เนื่องจากเราพบเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้นในปี 2566 จะเป็นปีแห่งการสร้างโอกาสทางการศึกษาของเด็กทุกคน และเติมทักษะความรู้ของผู้เรียนทุกช่วงวัย รวมถึงการเดินหน้าสร้างเครือข่ายโรงเรียนคุณภาพ นอกจากนี้ยังต้องขับเคลื่อนนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย โดยเฉพาะการเพิ่ม 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย และในปีการศึกษา 2566 เด็กนักเรียนจะต้องรู้จักการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือ การทำซีพีอาร์ให้ได้ ขณะนี้ครูจะมุ่งการอบรมพัฒนาปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนสู่การเรียนแบบ Active learning เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ของโลกในศตวรรษที่ 21 ขณะที่อาชีวศึกษาจะต้องเดินหน้าเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีกับสถานศึกษาให้มากขึ้นเป็น 50% รวมถึงการฟื้นการเรียนทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนที่จบการศึกษาแล้วได้สองวุฒิ คือ วิชาชีพ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้แม้แต่ละนโยบายจะมีการขับเคลื่อนมาแล้วในปีที่ผ่านมาแต่ตนต้องการให้ปีหน้ามีการขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในปีการศึกษา 2565 ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศชูธงลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสการเรียนรู้ของเด็กทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
เปิดฉากการศึกษาในรอบปี 2565 ภายใต้การนำของสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวังจันทรเกษม “เสมา1” น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ที่มา ; เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
วิกฤต..เด็กไทยเรียนรู้ถดถอย สู่การพลิกฟื้น..คุณภาพการศึกษา
ผ่านพ้นปีเสือไฟไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงต้นปียังมีความหวังว่าจะเป็น “ปีแห่งการฟื้นฟูการศึกษา” หลังต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 มานานกว่า 2 ปี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้ง ภาคการศึกษา ที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss นำมาสู่ปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรง ทั้งตัวผู้เรียน ครู รวมถึง ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง
แม้รัฐบาลจะออกมาประกาศให้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อยู่ในสภาวะคลี่คลาย และเปิดให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายเรื่องยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่พบข้อมูลว่า เด็กมีภาวะ ลงไปกว่า 1 ปี 6 เดือน สุขภาพจิตแย่ เกิดภาวะโรคซึมเศร้า ฆ่าตัวตายต่อเนื่อง…
เป็นงานหนักของ “ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ต้องเร่งแก้ไขในฐานะเจ้ากระทรวง แต่ก็ดูเหมือนตลอดทั้งปี สถานการณ์ยังวิกฤตขั้นรุนแรง แม้ ศธ.จะออกมาแถลงผลงาน ทั้งการดึงเด็กหลุดระบบกลับเข้าเรียน ปรับหลักสูตร เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างผลงาน ฯลฯ แต่ก็ดูเหมือนเด็กยังคงหลุดออกนอกระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ยิ่งไตรมาส 4 ช่วงส่งท้ายปี ที่การเลือกตั้งใหญ่ใกล้เข้ามาทุกที งานหลักของเสมา 1 แทบจะเป็นการเดินสายหาเสียงต่างจังหวัดล้วนๆ
จึงเป็นเรื่องน่าห่วงว่า การจัดการศึกษาในปีกระต่าย 2566 หลังยุคโควิด-19 จะเป็นอย่างไร แม้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องช่วยกัน แต่เลี่ยงไม่ได้ที่หน่วยงานหลักๆ อย่าง ศธ.จะต้องออกหน้าเป็นแม่งาน เดินเครื่องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง !!
นายศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าทิศทางการศึกษาจากนี้ไป จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยเฉพาะหลักสูตรที่ควรจะต้องปรับให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับผู้เรียน ไม่ใช่กำหนดไว้ตายตัว แล้ววางไว้บนหอคอยงาช้าง
ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังยุคโควิด-19 ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนรู้ทางวิชาการที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ยังต้องเร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจ การเพราะเรียนออนไลน์ สร้างผลกระทบกับสุขภาพจิตของเด็กทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยม รวมถึง อุดมศึกษา การวางแนวทางแก้ปัญหา จำเป็นต้องใช้หลักจิตวิทยาเข้ามามีส่วนสำคัญในการเรียนการสอน รวมถึง การประเมินที่ต้องดูความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของเด็กเป็นรายบุคคคล ไม่ใช่ใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน ประเมินเด็กทุกคนเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้เด็กกลับมามีสภาพจิตใจที่ดี สามารถเรียนได้อย่างมีความสุข
“กว่า 2 ปีที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะเบาบางลง ดังนั้น การเร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับแรก ส่วนตัวไม่เชื่อว่าการเรียนออนไลน์ 2 ปี จะทำให้ความรู้ที่เด็กมีอยู่ขาดหายไป โดยหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาทั้งหมด คือครู ที่จะต้องปรับการสอน เปลี่ยนแม้กระทั่งวิธีการสื่อสารกับผู้เรียน อาทิ ครูจะบอกให้เด็กตั้งใจเรียน เพื่อจะมีอนาคตที่ดี เหมือนก่อนคงไม่ได้แล้ว แต่จะต้องตั้งคำถาม เพื่อช่วยกันหาวิธีการว่า หากเกิดปัญหา หรือโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอีก เด็กจะสามารถปรับตัว เรียนรู้กับความเปลี่ยนแปลง เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร เป็นต้น” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่ฯ กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า เด็กระดับปฐมวัย และประถมศึกษา เป็นช่วงวัยที่ต้องเร่งเข้าไปช่วยแก้ปัญหาสภาพจิตใจมากที่สุด เพราะแม้จะมีผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ก็เป็นการดูแลโดยยื่นโทรศัพย์มือถือให้ โดยอ้างว่าเพื่อใช้เรียนออนไลน์ กลายเป็นปัญหาสะสมที่รอเวลาปะทุในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ผู้ที่มีบทบาทในการจัดการศึกษามากที่สุดคือ ครู ส่วน ศธ.เป็นผู้บังคับบัญชาออกนโยบาย ซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากนัก เพราะแค่เปิดเรียนออนไซต์ได้ไม่นาน เด็กก็ต้องเข้าสู่การประเมิน ที่ไม่แน่ใจว่าประเมินอะไร ทั้งที่ความรู้ที่เด็กมียังคงเดิม ขณะที่โครงสร้างหลักสูตร มีการปรับในบางรายวิชา เช่น การเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ ก็ไม่แน่ใจว่ามีความจำเป็นหรือไม่
“ยอมรับว่า ตอนนี้ค่อนข้างท้อแท้มาก เพราะสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันค่อนข้างวิกฤต ขณะที่หลักสูตร และการประเมินที่มีอยู่ ก็กดดันคนเป็นครูมากพอสมควร ดังนั้น ในปี 2566 อยากให้ ศธ.ทบทวนการจัดการศึกษาของชาติอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องบทบาท ตัวชี้วัด รวมถึง การประเมินที่ต้องเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน ไม่ใช่ใช้ข้อสอบชุดเดียวประเมินเด็กทุกคนอย่างที่ผ่านมา” ดร.ศุภโชค กล่าว
สอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาปัจจุบัน แม้จะผ่านช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาแล้ว และมีการเปิดให้เรียนออนไซต์เต็มรูปแบบ แต่สถานการณ์ความรุนแรง และภาวะความรู้ถดถอย กลับกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น…
นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) บอกชัดเจนว่า ปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา อยู่ในระดับวิกฤต เป็นผลมาจากภาวะ Learning Loss ที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ จากเรียนออนไซต์ในห้องเรียน มาเป็นเรียนออนไลน์ที่บ้าน ขณะที่บางครอบครัวประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้เด็กต้องหาวิธีเอาตัวรอด อยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ประกอบกับช่วงเรียนออนไลน์ เด็กทำได้หลายอย่าง ทั้งเปิดจอคอมพิวเตอร์เรียนกับครู เล่นเกม และโทรศัพท์คุยกับเพื่อน ฉะนั้น การเรียนรู้จึงถดถอยอย่างรุนแรง จึงต้องเร่งฟื้นฟูเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
“หลังกลับมาเปิดเรียนออนไซต์ตามปกติ หลายคนเข้าใจว่าปัญหาเหล่านี้จบแล้ว หรือเบาแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สถานการณ์ยังหนักหน่วง รุนแรงมากกว่าที่คิด การแก้ปัญหา ครูต้องใช้แอคทีฟเลินนิ่งเป็นตัวช่วยสำคัญ ทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ กระบวนการเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความสุข ขณะเดียวกันต้องทำงานร่วมกับจังหวัด ฟื้นฟูครอบครัว ให้กลับมาเข้มแข็ง โดยครูต้องมีความเข้าใจ และเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งปี 2566 ตั้งใจจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จได้ภายในปีเดียว แต่การแก้ปัญหาจะเห็นผลในอีกหลายปีข้างหน้า” รองเลขาธิการ กพฐ.ระบุ
การจัดการศึกษาหลังยุคโควิด-19 จะเป็นอย่างไรต่อไป คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ ศธ.เพียงหน่วยงานเดียว จะตอบคำถามได้ แม้จะเป็นแม่งานหลักดูแลจัดการศึกษา ให้นักเรียนทั่วประเทศกว่า 7 ล้านคนในทุกสังกัด แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงครั้งนี้ คงต้องการความร่วมมือร่วมใจ จากหลายหลายงาน สำคัญที่สุดคือ สถาบันครอบครัว ที่ต้องเข้มแข็ม เชื่อว่าจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน
ขณะที่ ศธ.เอง เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องปรับองคาพยพขนาดใหญ่ ทั้งหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ที่จำเป็นต้องยืดหยุ่น ระบบการดูแลนักเรียนในโรงเรียน ที่ต้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น
สำคัญที่สุด คือท่าทีของเจ้ากระทรวง อย่างครูเหน่ง “ตรีนุช” ที่คงต้องเร่งเครื่อง จริงจังกับการแก้ไขปัญหาการศึกษาให้มากขึ้น
หวังว่าปี 2566 หรือปีกระต่าย จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้น ปีแห่งการฟื้นฟูสภาพการจัดการศึกษาไทย ให้กลับมามีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้นไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนสถานการณ์การศึกษาไทยช่วงปี 2565–2566 ที่เผชิญวิกฤตซ้อนจากโควิด-19 ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ปัญหาสุขภาพจิต และความรุนแรงในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง จึงขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างรอบด้าน
หลักการสำคัญคือ “ความปลอดภัย ความเสมอภาค และคุณภาพผู้เรียน” ผ่านแนวคิดการบริหารเชิงบูรณาการและการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องบริบทผู้เรียน แนวปฏิบัติสำคัญ ได้แก่ นโยบายสถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center) การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสารแก้ปัญหาเชิงรุก โครงการพาน้องกลับมาเรียนเพื่อดึงเด็กหลุดระบบคืนสู่การศึกษา การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพเป็นเครือข่าย และนโยบายอาชีวะอยู่ประจำเรียนฟรีมีอาชีพ
ขณะเดียวกัน บทความชี้ให้เห็นว่าการฟื้นฟูหลังโควิดต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต การใช้ Active Learning การประเมินที่ยืดหยุ่น และบทบาทครูในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน
แนวข้อสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าผลกระทบโควิดทำให้เด็กหลุดระบบและเรียนรู้ถดถอย เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด
ข้อที่ 2 MOE Safety Center มีบทบาทเชิงบริหารสถานศึกษาอย่างไร
ก. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. สร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงรุก
ค. ลดภาระงานครู
ง. ส่งเสริมการแข่งขันทางวิชาการ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นกลไกด้านความปลอดภัยและการสื่อสารแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
ข้อที่ 3 โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” สะท้อนแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การจัดการศึกษาเชิงคุณภาพ
ข. การประเมินตามมาตรฐานเดียว
ค. การบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วน
ง. การเรียนรู้เชิงแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ความร่วมมือหลายหน่วยงานติดตามเด็กถึงบ้าน เป็นการทำงานแบบบูรณาการ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความย้ำว่าปัญหาไม่ใช่แค่ความรู้ แต่รวมถึงสุขภาพจิตและกระบวนการเรียนรู้
ข้อที่ 5 ข้อใดสะท้อนบทบาท “ครู” หลังยุคโควิดได้สอดคล้องบทความมากที่สุด
ก. ผู้ถ่ายทอดความรู้
ข. ผู้ควบคุมระเบียบวินัย
ค. ผู้ออกแบบการเรียนรู้และดูแลผู้เรียนรายบุคคล
ง. ผู้ประเมินผลตามตัวชี้วัดกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นครูต้องปรับการสอน ใช้จิตวิทยา เข้าใจบริบทผู้เรียนรายบุคคล