ค้นหา

เปิดแผลอุดมศึกษาไทยกับทางรอด ในยุค ‘ดับเบิลดิสรัปชั่น’

นพ.อุดม คชินทร’ เปิดแผลอุดมศึกษาไทยกับทางรอด ในยุค ‘ดับเบิลดิสรัปชั่น’ (1) 

มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหนึ่งในแกนนำในการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ถึงทิศทางการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กับความเปลี่ยนแปลงที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมรับมือ 

 

หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร?

ที่ผ่านมามีทางมีแนวทางอยู่แล้ว แต่มหาวิทยาลัยไม่ยอมปรับตัว ทำให้ยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเลวร้ายแบบเดิมๆ คือ ผลิตบัณฑิตออกมาไม่มีคุณภาพ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ที่ไม่ยอมทำ เพราะถ้าปรับมหาวิทยาลัยต้องเหนื่อยขึ้น อาจารย์ต้องเหนื่อยขึ้น อาจารย์ก็ไม่อยากทำรัฐบาลก็ไม่ได้จริงจัง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เข้ามาดูแลก็ไม่ได้จริงจังกับตรงนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่างๆ จะเน้นเรื่องการทำงานในอนาคต 4 ประเด็นหลัก คือ 

1.การทำงานในอนาคตจะเป็นเรื่องของออโตเมชั่นมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีใหม่เข้ามามาก กำลังคนจะถูกใช้น้อยลง แต่เราก็จะปล่อยให้คนว่างงานไม่ได้ บริษัทต่างๆ เข้าใจและไม่อยากไล่คนออก จึงตั้งเป้าหมายใหม่ ต้องการให้พนักงานไปรีสกิล อัพสกิล ให้ตรงกับการทำงานที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ทำด้วยตัวเอง ก็ต้องไปคุมเครื่องจักร คุมหุ่นยนตร์ 

2.สถาการณ์โควิด-19 ทำให้ทั่วโลกเห็นว่าการทำงานที่บ้าน หรือเวิร์กฟรอมโฮม เป็นการพิสูจน์ว่าทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการทำงานในอนาคตจึงเปลี่ยนไป

3.การทำงานจะเปลี่ยนไปตามระบบเศรษฐกิจใหม่ คือ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราว ซึ่งตรงกับบริบทของเด็กในยุคใหม่ ที่นิยมทำงานเป็นฟรีแลนซ์ไม่มีสัญญาผูกมัดระยะยาว บวกกับเทคโนโลยีที่เข้ามา ทำให้สร้างเงินได้มหาศาล ประกอบกับความเชื่อที่ว่าวุฒิการศึกษาระดับสูงในปัจจุบัน ไม่สามารถการันตีรายได้ในอนาคต โดยจากการสำรวจ ล่าสุด มีผู้ที่อยากลาออกจากงานประจำ มาทำอาชีพอิสระกว่า 86% ขณะเดียวกันยังสำรวจด้วยว่า ในจำนวนประชากรวัยทำงาน กว่า 35-40 ล้านคน มีผู้ประกอบอาชีพอิสระมากกว่า 30% และ 

4.การทำงานในอนาคตจะเป็นการทำงานผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิ ขายของออนไลน์เพราะมีรายได้สูง เป็นอาชีพที่ทำได้เลย ไม่ต้องมีวุฒิการศึกษา อย่างเช่น มีนักเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งตัดสินใจไม่เรียนต่อ เพราะมีรายได้จากการขายของออนไลน์ถึงเดือนละกว่า 2 แสนบาท เป็นต้น

ส่วนหนึ่งเพราะใจนักศึกษารายดังกล่าวไม่ได้อยากเรียนแพทย์ แต่เรียนเพราะพ่อแม่ กลายเป็นประเด็นความท้าทายของอุดมศึกษาว่า ถ้ามาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วนักศึกษาได้อะไรบ้างเพราะจบไปก็ไม่การันตีความสำเร็จ และไม่การันตีรายได้ ขณะที่ทุกวันนี้บริษัทต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกา รับสมัครคนเข้าทำงานโดยไม่สนปริญญา ไม่สนมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะจบมาจากที่ไหน โดยจะให้ความสำคัญกับทักษะหรือความสามารถ ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้เพิ่มขึ้นหรือไม่

ฉะนั้นมหาวิทยาลัยต้องมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไร จะสามารถผลิตคนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการรีสกิล อัพสกิล เพื่อออกมาทำอาชีพอิสระ มหาวิทยาลัยจะมานั่งรอรับเด็กจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาเรียน คงไม่ได้แล้ว ยิ่งถ้าสอนแต่วิชาการยิ่งไม่ตอบโจทย์ หากยังสอนแบบเดิม มหาวิทยาลัยจะไม่มีที่ยืน

ขณะนี้เราอยู่ในช่วงดิสรัปชั่น และไม่ใช่ดิสรัปชั่นธรรมดา แต่เป็นดับเบิลดิสรัปชั่น จากความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เห็นหลายอย่างชัดมาก อย่างแรก เราสร้างนวัตกรรมและสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงได้น้อยคุณภาพไม่ดี คนตกงานจำนวนมาก มีกำลังคนมีทักษะ สมรรถนะ ทัศนคติ ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่อุดมศึกษา ซึ่งทุกวันนี้ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ/โลกในยุค Disruptive Technologies”

 

ปัญหาของมหาวิทยาลัยไทย จริงๆ แล้วคือเรื่องใด?

ปัญหาใหญ่ คือมหาวิทยาลัยไม่ปรับตัว ผมพูดเรื่องนี้มานาน กระทั่งแยกมหาวิทยาลัยออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อยู่ภายใต้สังกัด อวก็ยังไม่ปรับตัว”

 

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเร่งดำเนินการคืออะไร?

ง่ายๆ เป้าหมายมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน เป้าหมายอุดมศึกษาต้องเปลี่ยน ตอนนี้เป้าหมายอุดมศึกษา หวังเพียงเด็กจบ .6 เข้ามาเรียน .ตรี .โท และเอก ซึ่งไม่ได้แล้ว เพราะอัตราการเกิดลดลง จากเดิมเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่ปีละ 1.1 ล้านคน แต่ปี 2565 ที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เพียง 6.7 แสนคน ขณะที่เด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียง 2.4 แสนคน ส่วนที่เหลืออาจจะไปเรียนในสังกัดอื่น หรือไปทำอาชีพอิสระ ดูจากสถิติการรับนักศึกษาเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ และจะมากระจุกอยู่เฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ที่คนอยากเรียน อย่างมหาวิทยาลัยเปิดบางแห่ง มีเด็กเข้าเรียนลดลงกว่า 50% มหาวิทยาลัยกำลังจะเข้าขั้นวิกฤตไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังเห็นไม่ชัด แต่ให้ไปดูสถิติการรับนักศึกษาเข้าเรียนจะลดลงเรื่อยๆ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่รับแค่เด็กจบ .6 เข้าเรียนแล้ว ต้องเน้นไปที่การพัฒนาคนวัยทำงานด้วย ตามลักษณะงาน 4 กลุ่มที่พูดไปข้างต้น ซึ่งมีอยู่กว่าหลายสิบล้านคน ตอบโจทย์ประเทศและตลาดแรงงาน หลักการตรงนี้ง่ายมาก แต่ถ้ามหาวิทยาลัยทำ จะต้องเหนื่อย การเรียนการสอนต้องเน้นสร้างทักษะสมรรถนะการทำงาน ซึ่งต้องมีพาร์ตเนอร์ที่เป็นสถานประกอบการเข้าร่วม ขณะที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุน”

 

มีเสียงสะท้อนว่า การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นพัฒนาได้ไม่เท่ามหาวิทยาลัยเก่าแก่?

ผมเข้าใจ แต่เรื่องนี้มองได้สองมุม การที่ อว.แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยี และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมกลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา และกลุ่มผลิต และพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ จะทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละกลุ่มมองเห็นตัวเอง มองเห็นแนวทางในการพัฒนา มีประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณ เช่น มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เน้นวิจัยและพัฒนา สร้างนวัตกรรม ก็จะใช้งบประมาณต่างจากกลุ่มที่เน้น พัฒนาชุมชนท้องถิ่น

ส่วนอีกมุม ผมเห็นด้วยกับที่พูดว่า การแบ่งกลุ่มแบบนี้อาจเป็นการแบ่งแยก และอาจไปปิดกั้นการพัฒนามหาวิทยาลัยกลุ่มอื่น ซึ่งอาจจะมีศักยภาพเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ อยากให้มองไปที่เป้าหมายใหม่ของอุดมศึกษา ที่ต้องพัฒนาคนวัยทำงาน หากรัฐบาลและ อวตั้งเป้าหมายให้ชัดตามความต้องการของแต่ละจังหวัด เพื่อให้สามารถรู้ความต้องการกำลังแรงงานแต่ละประเภทก็จะสามารถออกแบบการจัดสรรงบประมาณได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และถ้าจะให้ดีควรมีการบูรณาการร่วมกับจังหวัดด้วย

 

หมายความว่า ไม่ต้องไปมองที่การแบ่งกลุ่ม มองที่เป้าหมายใหม่?

ใช่ มองมาที่มุมที่ผมบอก คือ พัฒนาคนวัยทำงาน รวมถึงผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นอีก 20-25% ในอนาคต แนวโน้มกลุ่มนี้จะอายุยืนขึ้นและมีสุขภาพดี ดังนั้นจะปล่อยให้อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ต้องได้รับการอบรมพัฒนาตามสมรรถนะที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถทำงานในบริบทใหม่ได้” 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 9 มกราคม 2566 

นพ.อุดม คชินทร’ เปิดแผลอุดมศึกษาไทย กับทางรอด ในยุค ‘ดับเบิลดิสรัปชั่น’ (2) 

 

ที่ไม่เปลี่ยน ส่วนหนึ่งเพราะอว. อาจจะยังไม่เข้าใจบริบทมหาวิทยาลัย?

เป็นได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะส่วนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ปรับตัว เพราะอว.ไม่เอาจริง อย่างที่ผ่านมา ผมจะเน้นให้มหาวิทยาลัยผลิตตามความต้องการของประเทศ หากไม่ทำก็จะถูกตัดงบประมาณ ถ้าใครทำได้ดี ก็จะได้รับงบประมาณมากกว่าที่อื่น แต่ตอนนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับงบตามรายหัวนักศึกษา ดังนั้น มหาวิทยาลัยก็ทำงานตามแบบเดิม จึงไม่ตอบโจทย์ 

ผมเข้าใจว่า อว. พยายามปรับตัวแต่คงต้องใช้เวลา ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบนโยบายยุทศาสตร์อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ปี2566-2570 ออกมา ตรงนี้น่าจะนำมาใช้อย่างจริงจัง แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายหรือยุทธศาสตร์ แต่ถ้ารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงไม่ผลักดัน ก็จะขับเคลื่อนไปได้ช้า ทั้งนี้ กรอบนโยบายดังกล่าว มีเป้าประสงค์ 3 ประการ คือ คนไทยมีสมรรถนะและทักษะสูง เพียงพอในการพลิกโฉมประเทศ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขัน และสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ทางสิ่งแวดล้อมได้ ให้ทันต่อพลวัตรการเปลื่ยนแปลงของโลก ทั้ง 3 ประการนี้จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยองค์ความรู้ เพื่อไปสร้างนวัตกรรม สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดยุทธศาสตร์ ไว้ 4 ด้าน คือ 1. พัฒนาเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าและเศรฐกินสร้างสรรค์พร้อมสู่อนาคต 2. ยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3. ใช้วิจัยและนวัตกรรมขั้นแนวหน้า ที่ก้าวหน้าล้ำยุค สร้างความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับศักยภาพของตนเอง ทำให้แข่งขันได้ และ4.สถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัยทั้งหมด เป็นฐานในการขับเคลื่อน พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืน หมายความว่า สถาบันอุดมศึกษา วิจัยและพัฒนาเป็นหัวขบวนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และต้องเห็นผลอย่างยั่งยืนภายใน 3-5 ปี 

สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งเริ่มใช้ปี 2566 ซึ่งเป้าหมายใหญ่คือ ต้องการพลิกโฉมประเทศ ให้เป็นสังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ก้าวกระโดดอย่างมั่นคง ตามแนวทาง 13 หมุดหมายสำคัญ โดยหมุดหมายที่ 12 กำหนดว่า ไทยจะมีกำลังคนสมรรถนะสูง เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต มีเป้าหมาย 3 ประการ คือ1. พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งสมรรถนะ ทักษะ และภูมิคุ้มกัน 2.พัฒนากำลังคนให้ตรงตามความต้องการของภาคการผลิต และ3.ส่งเสริมการเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

จาก 2 แผนนี้ ผมสรุปว่า มหาวิทยาลัยจะทำแบบเดิมไม่ได้ ต้องยกระดับตัวเอง จาก Good Universities เป็น Great Universities ทรานส์ฟอร์ม เปลี่ยนคน ให้เป็นสมาร์ทพีเพิ้ลให้ได้ ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาต้องเปลี่ยน หลักสูตรต้องเปลี่ยน เรียนรู้จากการทำงาน เรียนรู้จากประสบการณ์ เน้นคิดนอกกรอบ เน้นการคิดสร้างสรรค์ และมหาวิทยาลัยต้องปรับพื้นที่ เป็นเลิร์นนิ่ง สเปซ ที่ไม่ว่าใครก็เข้ามาเรียนได้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยรอดจากภาวะวิกฤตโควิด-19 และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ คือ การวิจัยและพัฒนา เพราะช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยมีจุดบอดทุกด้าน มหาวิทยาลัยต้องออกจากคอมฟอร์ตโซน เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ผลิตคนให้ตอบโจทย์ประเทศและโลก

หากอุดมศึกษายังผลิตบัณฑิตด้วยระบบเก่า ก็จะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ส่วนตัวมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารภาคเอกชน พบว่าหลายแห่งสร้างอคาเดมี ผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง เหตุผลเพราะเขาพึ่งมหาวิทยาลัยไม่ได้ ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ปรับตัว ภาคเอกชนจะเข้ามาทำหน้าที่ผลิตกำลังคนแทน อุดมศึกษาในอนาคต โดยเฉพาะยุคหลังโควิด-19 ต้องเน้นว่า เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ใช่มีแต่ความรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ขณะที่เป้าหมายใหม่ของการเรียนรู้ คือ ต้องนำความรู้ไปสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี นักศึกษาและอาจารย์ต้องปรับมายด์เซตใหม่ จะเป็นเช่นนี้ได้ ต้องเน้นเรียนรู้จากการทำงาน ตั้งคำถามให้เกิดการวิเคราะห์ กระตุ้นให้เกิดจินตนาการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันให้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในองค์กรและโลก เพื่อสร้างกำลังคนสำหรับบริบทโลกใหม่ เป็นนิวแมนเพาเวอร์”

 

มองว่า กว่า 3 ปี หลังจัดตั้งอว. มีพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน?

อว.โตขึ้น แต่โตแบบช้ามาก เพราะยังใช้วิธีคิดแบบเดิม ต่างคนต่างทำ จึงไม่เกิดการบูรณาการการทำงาน แต่ทั้งหมดต้องมองไปที่เป้าหมายการทำงาน ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ทั้งหมดอยู่ที่ผู้นำกระทรวง ที่จะไปผลักดันมหาวิทยาลัย ถ้าไม่มีใครไปผลักดัน มหาวิทยาลัยก็จะทำงานเหมือนเดิม เพราะมีความเป็นอิสระ หากไม่เร่งดำเนินการ จะไม่ทันการ โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา -19 โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก วิธีการทำงานก็เปลี่ยน ดังนั้น วิธีการเรียนรู้ก็ต้องเปลี่ยน ”

 

ถ้าอว. ไม่เปลี่ยน อนาคตมหาวิทยาลัยไทยจะเป็นอย่างไร?

คิดว่าค่อนข้างวิกฤต ดูจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ที่ตอนนี้อันดับของมหาวิทยาลัยไทย ตกลงไปเรื่อยๆ จากเดิมที่ไทยจะไล่ตามมาเลเซีย สิงคโปร ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม แซงหน้า มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปหลายอันดับ มหาวิทยาลัยที่แซงเราขึ้นไปเมื่อก่อน ล้าหลังกว่าเรามาก ”

 

อว.ต้องปรับตัวอย่างไร ในฐานะที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ?

ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าอว.ต้องเปลี่ยน ในฐานะกำกับดูแลมหาวิทยาลัยที่มีอิสระสูง จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ประเทศ ที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับวิกฤต ตอนนี้อุดมศึกษามีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้ว ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรอบของอุดมศึกษาฯ เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัย จะคิดแบบตามใจตัวเองไม่ได้ ต้องตั้งเป้าใหม่ให้สอดคล้องว่าจะตอบโจทย์ และจะร่วมผลักดันในส่วนนี้อย่างไร อว.ต้องกล้าที่จะชักชวนมหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการทั้งหมดนี้อย่างจริงจัง และเรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ ปรับกระบวนการจัดสรรงบประมาณ หากมหาวิทยาลัย ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ก็จะได้รับการจัดสรรงบพื้นฐาน ไม่ได้งบพัฒนา ซึ่งจะเป็นงบที่สูงกว่ามาก แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ถึงไม่ทำมหาวิทยาลัยก็ได้งบอยู่แล้ว ”

 

เป็นเพราะ อว.เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย การพัฒนาจึงช้าไปด้วย?

มีส่วนอย่างมาก เพราะอว. เป็นกระทรวงที่ตั้งใหม่ ต้องการคนที่ทำงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงจะเห็นผล แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบการเมืองบ้านเรา เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลเปลี่ยน รัฐมนตรี ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ก็หวังว่า เปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว นโยบายจะเกิดความต่อเนื่อง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยสามารถผลิตบัณฑิต พัฒนาคนที่มีคุณภาพตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ ” 

 

ถ้าอว. ไม่ปรับอีก 3-5 ปี มหาวิทยาลัยจะแย่กว่านี้หรือไม่ ?

แน่นอน เวียดนามก็จะแซงประเทศไทย ต่อไปเขมร ลาวก็จะตามมาติด ๆ และจากข้อมูลสภาอุตสาหกรรมในปัจจุบัน พบว่า สินค้าส่งออกของไทย กว่า 70% เป็นเทคโนโลยีต่ำ คือ สินค้าที่ไม่ได้ผลิตเทคโนโลยีภายในประเทศ หมายความว่า เราไมีการผลิตนวัตกรรมด้วยตัวเอง ไม่ถึง 30% ซึ่งน้อยมาก ตรงนี้เห็นชัดว่า ไทยไม่ได้พัฒนาอย่างแท้จริง ” 

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 12 มกราคม 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น