ค้นหา

‘ครู’ แต่งดำ บุก รัฐสภา ประกาศจุดยืนค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายธนชน มุทาพร ผู้แทนเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูไทย (ค.อ.ท.) เปิดเผยว่า ค.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (สคท.), สมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา (ส.พ.บ.ค.) และเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศกว่า 200 คน ร่วมกันแต่งชุดดำ เดินทางมาที่รัฐสภา เพื่อประกาศจุดยืนคัดค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เนื่องจากที่ผ่านมา องค์กรครูทั่วประเทศ ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐสภา หยุดร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไว้ เพื่อต้องการให้ไปแก้ไขปรับปรุงในรัฐบาลและรัฐสภาในสมัยหน้า โดยให้คงส่วนที่ดีไว้และไปปรับปรุงส่วนที่ไม่ดี ให้มีความสมบูรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่ดีที่สุด แต่กลับมีพรรคการเมือง บางพรรค มีความพยายามรวบหัว รวบหาง เพื่อผลักดันให้พ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

เชื่อว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไข จะเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ ของรัฐบาลและรัฐสภาแน่นอน ค.อ.ท. พร้อมองค์กรครูทั่วประเทศ จึงมาประกาศจุดยืนเรียกร้องไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคนไม่ลงคะแนนเสียง ให้กับพรรคการเมืองทุกพรรคในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าพรรคการเมืองสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน จะเสียคะแนนเสียงจากครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1.2 ล้านคน” นายธนชนกล่าว

แหล่งข่าวจากองค์กรครูกล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่า มีความพยายามที่จะล็อบบี้ ส.ส. และ ส.ว. โหวตสนับสนุนเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวผ่าน และประกาศใช้เป็นกฎหมาย สาเหตุมาจากรัฐบาลใกล้หมดวาระในปี 2566 แต่ยังไม่มีผลงานที่ชัดเจน จึงต้องการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเป็นผลงานของตน ทั้งยังมีเป้าหมายที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (Single command) การกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง และเป็นการแทรกแซงอำนาจของรัฐสภา องค์กรครูจึงออกมาคัดค้าน และจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด 

นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า กมธ.วิสามัญได้ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาราจักรไทย พ.ศ.2560 เสร็จแล้ว และเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนไม่สามารถประเมินได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐสภาจะพิจารณา อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายตั้งต้นในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งนี้ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ดีที่สุดในโลก เราต้องทำไป ปรับแก้กันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่จุดสำคัญ คือ เราต้องมีจุดตั้งต้น ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้น เราไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้

ในกฎหมายฉบับนี้มี 3 เรื่องใหญ่ ที่เปลี่ยนการศึกษาไทย คือ

1.กำหนดเป้าหมายผู้เรียนว่า ผู้เรียนแต่ละช่วงวัยควรจะได้รับการพัฒนอะไรบ้าง

2.ในกฎหมายพูดถึงโรงเรียน ที่ถือเป็นคานงัดสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ให้โรงเรียนมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง และสามารถบริหารงบประมาณของตนได้ และ

3.กำหนดให้มีการผลิตครูรูปแบบใหม่ขึ้นมา หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เราเห็นว่าห้องเรียนไม่ได้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือหน้ากระดานอีกต่อไป ห้องเรียนได้เปลี่ยนอยู่ในโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างรอคอยกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครูใหม่ ผมว่าทั้ง 3 ประเด็น เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาในประเทศได้ เรื่องเหล่านี้ครูควรจะดีใจ ไม่ใช่มาต่อต้าน” นายตวงกล่าว

นายตวงกล่าวต่อว่า ส่วนที่ครูที่มาคัดค้านนั้น ตนอยากให้ครูเอาประโยชน์ของตนวางไว้ก่อน และอยากให้เอาประโยชน์ของประเทศมาเป็นตัวตั้งว่าประเทศจะได้อะไรบ้างหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน เพราะถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน จะกลายเป็นกฎหมายค้างท่อ ซึ่งต้องเสียเวลาประมาณ 1 ปี ที่จะนำกฎหมายมาพิจารณาใหม่ เพราะต้องรอเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล นำกฎหมายนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจะพิจารณณาว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ 

ครู’ แต่งดำ บุก รัฐสภา ประกาศจุดยืนค้าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ขู่พรรคการเมืองไหนหนุน เสียคะแนนเสียงจากแม่พิมพ์แน่! 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

เครือข่ายครูอาชีวะ-ประถมยื่น ภท.ชะลอพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ แก้ให้สมบูรณ์ก่อน

 

และ “การจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องมุ่งเน้นให้เกิดทักษะ และความชำนาญในการประกอบอาชีพ และต้องจัดให้มีอุปกรณ์ในการฝึกทักษะ และฝีมืออย่างพอเพียงหรือสถานศึกษาที่จัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม ม.8 (6) (ก) (7) ต้องมีความเป็นอิสระโดยการบริหารสถานศึกษาดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย” 

นายเศรษฐศิษฏ์กล่าวต่อว่า ทางเครือข่ายจึงขอความอนุเคราะห์พรรคภูมิใจไทยได้ให้การสนับสนุนในการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตราดังกล่าว เพื่อให้อาชีวศึกษามีบรรจุในมาตราดังกล่าว เพื่อจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของประเทศต่อไป 

จากนั้น ชมรมครูประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นายสุนทร กุมรีจิตร ประธานชมรม ยื่นหนังสือถึงพรรค ภท.เช่นกัน นายสุนทรกล่าวว่า วันนี้ครูต่างพร้อมใจกันสวมใส่ชุดดำเพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศด้วยการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับนี้ เพราะมีหลายประเด็นที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.การศึกษา ปี 2542 ดังนั้น หากผ่านออกไปบังคับใช้จะก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ขาดความสามัคคี เพราะในร่างดังกล่าวมีการระบุว่า “ให้ใครก็ได้สามารถจัดการศึกษาได้” ทำให้วิชาชีพครูไม่ใช่วิชาชีพควบคุม ใครๆ ก็สามารถเป็นครูได้ 

นายสุนทรกล่าวว่า ประเทศไทยจะขาดครูที่มีคุณภาพมาตรฐาน ไม่ต่างอะไรกับการเอาใครก็ได้ไปผ่าตัดคนป่วยซึ่งเป็นอันตราย ทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้ในวิชาชีพที่ตนถนัด นอกจากนี้ ใน ม.8 ยังบล็อกนักเรียนเป็นชั้นๆ ไม่ส่งเสริมผู้เรียนตามยุคใหม่ และโรงเรียนขนาดเล็กตาม ม.14(9) จะถูกยุบ เด็กต้องอพยพไปเรียนที่อื่นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ตลอดจนรัฐไม่จัดการศึกษาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วให้คณะบุคคลจัดการศึกษาได้ ซึ่งเราเป็นห่วงมาก เพราะถ้าต่างคนต่างจัด ใครก็จัดได้ จะส่งผลถึงความแตกต่างของบุคคล และนำไปสู่บ่อนทำลายความมั่นคงสงบสุขของประเทศชาติ สถาบันของชาติ นอกจากนี้ ยังมีในระบบการบริหารยังมีการรวมศูนย์อำนาจ ไม่มีผู้แทนครูเข้ามาตามระบบประชาธิปไตย 

นายสุนทรกล่าวต่อว่า ดังนั้น ขอให้มีการชะลอไว้ก่อนแล้วให้มาปรับแก้ร่าง พ.ร.บ. โดยยืนบนฐานของ พ.ร.บ.การศึกษา ปี 2542 โดยปรับเพียงจุดบอดที่ไม่ดี ให้มันดีขึ้น แล้วพี่น้องจะเกิดความสุขทั้งประเทศ ประชาชนจะอยู่ได้ทั้งประเทศ 

ด้านนายสรอรรถกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการศึกษามาตลอด และทราบว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหา มีประเด็นถกเถียงมากมาย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะรับเรื่องและนำไปหารือเพื่อหาแนวทางตอบสนองความต้องการของต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อเรียกร้องอาชีวศึกษานั้นเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เพราะเป็นการเพิ่มเพื่อให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากใน ม.71 ตกหล่นคำว่า “อาชีวะ” หากเพิ่มคำนี้เข้าไปก็คิดว่าน่าจะครบ 

นายสรอรรถกล่าวว่า ยืนยันว่ากฎหมายที่จะผ่านสภาต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับนี้มีข้อท้วงติงข้อเรียกร้องจากหลายหน่วยงานการศึกษาทุกระดับ จะเห็นว่ามีข้อบกพร่องอยู่ในกฎหมายค่อนข้างเยอะ แต่การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องเคารพความคิดเห็นของคณะ กมธ. เมื่อมีการเสนอเข้ามาสิ่งที่เราจะพิจารณาคือความถูกต้อง ประเด็นไหนที่มีปัญหา ไม่มีความเป็นธรรม หรือไม่เสมอภาคในทางปฏิบัติมีความเหลื่อมล้ำ เราคงให้มาตรานั้นผ่านไปไม่ได้ 

ดูแล้วร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่น่าจะพิจารณาได้ทัน ทำให้ร่างกฎหมายคงจะพักไปโดยปริยาย แต่น่าจะมีการเสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งทีมงานของภูมิใจไทยมีคนมีความรู้ทางด้านการศึกษามากมาย คงมีประเด็นที่จะนำไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาฯให้เกิดความสมบูรณ์ และอาจจะเสนอเข้ามาใหม่ในนามของพรรคภูมิใจไทยในโอกาสต่อไป” นายสรอรรถกล่าว 

 

เครือข่ายครูอาชีวะ-ประถม ยื่น ‘ภูมิใจไทย’ ชะลอพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ เพื่อแก้ไขให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน ด้าน ‘สรอรรถ’ ระบุประเด็นไหนมีปัญหาคงให้ผ่านไม่ได้ เชื่อไม่ทันสมัยประชุมนี้ 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น