ค้นหา

4 ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย จาก Thailand Education Partnerships

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีทั้งวิกฤต โอกาส และความท้าทายเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19’ ทำให้สถานศึกษาต้องประกาศปิดเป็นเวลานานก่อให้เกิด ‘การสูญเสียการเรียนรู้ (Learning Loss)’ อย่างใหญ่หลวง เด็กส่วนใหญ่มีผลการเรียนลดลงอย่างชัดเจน และมีปัญหาหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

ขณะที่ อีกหนึ่งกระแสที่เป็นได้ทั้ง วิกฤต โอกาส และความท้าทาย นั่นคือ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด’ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ เช่น ChatGPT แชทบอตสุดอัจฉริยะที่กำลังเข้ามาปฏิวัติวิถีชีวิต การทำงาน ไม่เว้นแม้แต่ระบบการศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่ ที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก

ยิ่งในวันนี้ ที่เรากำลังจะมี รัฐบาลใหม่” นอกเหนือจากนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือพลังงานแล้ว ดูเหมือนว่านโยบายด้านการ ปฏิรูปการศึกษาไทย ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทุกฝ่ายตั้งความหวัง ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม

วันนี้เราจึงขอนำ ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา ที่ผ่านการระดมความคิดจากหน่วยงาน สถาบันการศึกษา รวมถึงประชาชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อส่งต่อให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ดูแลนโยบายที่จะนำไปใช้ปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่ง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และตัวแทนองค์กรภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnerships: TEP) ได้ให้รายละเอียดของ 4 ข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อการวางแนวทาง ปฏิรูปการศึกษาไทย ดังนี้

 

ปรับหลักสูตรแกนกลาง สร้าง ‘การเรียนรู้สมรรถนะ’

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2551 จึงค่อนข้างล้าสมัย และแม้ในปี 2560 จะมีการปรับปรุงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเน้นสมรรถนะของผู้เรียนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้สมรรถนะที่จำเป็นมากเท่าที่ควร

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาไทย ใดๆ ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีการปรับแก้หลักสูตรให้ทันสมัยพอ หลักสูตรการศึกษาของไทยที่ผ่านมาไม่ได้เน้นการสร้างสมรรถนะ อย่างการพัฒนาให้เยาวชนมีความสามารถในนำวิชาความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่มีไปใช้ประโยชน์จริงหรือต่อยอดในอนาคต

อีกเรื่องสำคัญคือการไม่ปรับโครงสร้างเวลาในการเรียนรู้ การเรียนรู้ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยดัชนีชี้วัด หรือ KPI ซึ่งมีประมาณ 2,000 KPI ทำให้เวลาครูไปสอนต้องคอยเช็คว่าสอนครบทุกตัวชี้วัดหรือยัง เพราะฉะนั้นครูแทบไม่เหลือเวลาในการพัฒนารูปแบบการสอนใหม่ๆ ที่จะทำให้นักเรียนได้ทดลองจริงจากตัวอย่างจริงได้สำเร็จ

ที่ผ่านมาแม้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) จะมีความพยายาม ‘ยกเครื่อง’ หลักสูตรแกนกลางครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2560 โดยนำร่อง หลักสูตรฐานสมรรถนะ’ 10 ด้าน ในโรงเรียนทั้งหมด 24 แห่ง ต่อมามีการปรับจำนวนสมรรถนะใหม่เป็น 5 สมรรถนะในปี 2563 และมีการปรับหลักสูตรอีกครั้ง โดยเพิ่มเป็น 6 สมรรถนะในปี 2565

ทว่าเมื่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีแผนประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางฉบับใหม่กลับถูกระงับไว้โดยฝ่ายการเมือง โดย ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า

ที่ผ่านมาท่าทีและคำอธิบายต่อการระงับการปรับใช้หลักสูตรใหม่ทำให้ตีความได้ว่า ไม่สามารถปรับหลักสูตรได้เพราะบริษัทสำนักพิมพ์ ผู้ผลิตตำราต่างๆ ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน รวมทั้งยังเป็นภาระแก่พ่อแม่ ซึ่งการเป็นภาระพ่อแม่คงไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะว่ารัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีงบประมาณให้ซื้อตำรา จากกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว จึงทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่าความจริงแล้ว การปรับเปลี่ยนหลักสูตรไม่ได้นั้นมาจากการขัดขวางของสำนักพิมพ์หรือกลุ่มผู้มีผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเสียโอกาสพอสมควรกับการต้องอยู่กับหลักสูตรที่ล้าสมัย”

 

บริหารจัดการ ‘โรงเรียนขนาดเล็ก’ เพิ่มประสิทธิภาพการศึกษา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรที่เกิดในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีอัตราการเกิดปีละประมาณ 1 ล้านคน ล่าสุดในปี 2564 มีอัตราการเกิดราว 5.4 แสนคน ส่งผลให้โครงสร้างประชากรนักเรียนลดลง โดยนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลดลงจาก 7.2 ล้านคน ในปี 2556 เหลือเพียง 6.5 ล้านคน ในปี 2565 ทำให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ลดขนาดเป็นโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นถึง 2,200 โรงเรียน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการจัดการศึกษาเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการบริหารบุคลากร

กระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ นับเป็นความท้าทายอย่างมากที่เกิดขึ้นกับวงการศึกษาไทยเช่นกัน ซึ่ง TEP ได้อธิบายเพิ่มเติม และนำไปสู่ทางออกของปัญหานี้ว่า

เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการหนักอกหนักใจอยู่ เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนบริหารจัดการสูง ขณะที่ครูก็มีไม่ครบชั้น ไม่ครบวิชา ถึงแม้จะมีความพยายามเกลี่ยครูจากโรงเรียนที่เกินมาโรงเรียนที่ขาดก็พบว่ายังขาดครูอีกประมาณ 22,000 คน”

ธนาคารโลกได้เสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาไว้ว่าถ้ามีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กและพัฒนาเครือข่ายระหว่างโรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน จะช่วยประหยัดต้นทุนและทรัพยากรได้มาก แม้จะต้องมีเงินอุดหนุนค่าเดินทางของนักเรียนเพิ่มขึ้นก็ตาม”

ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (Small Protected School) ยังต้องคงไว้พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรให้เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้จะช่วยให้มีครูครบชั้น ครบวิชา และยกระดับการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการบริหารบุคลากรครูที่ต้องโยกย้ายอย่างเหมาะสม”

 

สร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพนักเรียน

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้เคยประกาศห้ามลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรง แต่ยังปรากฏข่าวการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักเรียนอยู่บ่อยครั้ง เช่น ครูกล้อนผมนักเรียน การด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หรือในบางกรณีรุนแรงถึงขั้นล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งนั่นยังไม่นับรวมการกลั่นแกล้งกันเองของนักเรียนในโรงเรียน โดยผลการสำรวจของ PISA 2018 ชี้ว่า มีนักเรียนไทยที่ถูกกลั่นแกล้ง 2-3 ครั้งต่อเดือนมากถึงร้อยละ 27 และมีนักเรียนที่ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำถึงร้อยละ 13

การไปโรงเรียนแล้วต้องอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมแห่ง ‘ความกลัว’ ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ และทำให้ทักษะการคิดและการเรียนรู้ลดต่ำลง” ดร.สมเกียรติ ได้อัปเดต พร้อมให้ข้อมูลต่อว่า 

ต่อมความกลัวที่ได้รับการกระตุ้นนี้ จะทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้และใช้ความคิดพื้นฐานได้ ฉะนั้นการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงยิ่งเป็นเรื่องยาก มีผลการสำรวจพบว่านักเรียนที่ถูกกลั่นแกล้งมีคะแนนการอ่านเฉลี่ยน้อยกว่าถึง 27 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ถูกกลั่นแกล้ง” 

ฉะนั้นถ้าจะ ปฏิรูปการศึกษาไทย ให้เด็กมีทักษะในการคิดขั้นสูง แปลว่าโรงเรียนต้องมีความปลอดภัย ซึ่งการออกคำสั่งหรือประกาศอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรอย่างถูกต้อง และสร้างระบบการร้องเรียนและตรวจสอบที่มีประสิทธิผล”

 

ต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานให้ ‘กล้าทำสิ่งใหม่’

การปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ หัวใจสำคัญคือการส่งเสริมวัฒนธรรมกล้าทำสิ่งใหม่ และการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ทั้งในด้านวิชาการและการบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาแม้รัฐบาลได้ประกาศให้มี พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา’ เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องให้โรงเรียนและหน่วยงานในพื้นที่มีอิสระในการจัดการการศึกษามากขึ้น แต่พื้นที่และโรงเรียนบางส่วนยังไม่กล้าก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ที่เป็นกำแพงขวางกั้นต่อการปฏิวัติการเรียนรู้

การเปิดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสร้างความตื่นตัวของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นสัญญาณด้านบวกจากที่ผู้อำนวยการและครูเข้าใจบทบาทและมีความต้องการพัฒนาทักษะของตนมากขึ้น นักเรียนมีความสุขในการเรียนรู้ จนทำให้มีจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาแล้วถึง 19 จังหวัด”

แต่ผลการศึกษาวิจัยของ TDRI และการรับฟังความเห็นโดยกระทรวงศึกษาธิการพบว่า พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยปัญหาวัฒนธรรมและความเคยชิน หลายโรงเรียนไม่กล้าปฏิเสธหน่วยงานภาครัฐที่มอบหมายโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ตรงกับเป้าหมายการเรียนรู้ทั้งที่มีกฎระเบียบให้ปฏิเสธได้ รวมทั้งไม่กล้าคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาโดยวิธีทาบทาม แม้ว่าจะช่วยให้โรงเรียนมีผู้อำนวยการที่มีคุณลักษณะที่โรงเรียนต้องการได้

ฉะนั้นความกล้าในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้พื้นที่จัดการศึกษาที่สอดคล้องตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้นได้

 

แนวทางเสนอต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อ ปฏิรูปการศึกษาไทย ให้เข้าสู่การศึกษายุคใหม่ที่ทุกคนรอคอย

นอกเหนือจากข้อเสนอแล้ว ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ยังได้จัดทำ 5 ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อนำไปสู่การจัดทำนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทย ซึ่งเป็นความหวังให้เด็กรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะและความรู้ที่เหมาะสมต่อการสร้างสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน การแก้ไขปัญหา รวมทั้งสามารถปรับตัวและอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายได้อย่างเท่าทัน

  • เร่งปรับให้มีหลักสูตรแกนกลางใหม่ให้สำเร็จภายใน 3 ปี มีการออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่อิงกับฐานสมรรถนะ โดยนำเอาร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีการพัฒนาก่อนหน้านี้มาปรับใช้ รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรใช้ ‘คูปองครู’ เพื่อสนับสนุนให้ครูมีการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น เช่น สามารถออกแบบการเรียนการสอนให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการประเมินพัฒนาการของเด็กที่เรียกว่า Informative assessment ได้ ซึ่งจะเป็นหัวใจในการยกระดับการเรียนรู้ และช่วยให้ครูนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายและแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ชัดเจน เสริมด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ครูสนใจย้ายไปสอนในโรงเรียนฮับ (Hub School) หรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (Small Protected School) รวมทั้งยินยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำที่ดินหรือทรัพย์สินของโรงเรียนที่ถูกยุบหรือควบรวมไปใช้ประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนได้
  • ทบทวนและยกเลิกโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนหรือการพัฒนาทักษะเป็น
  • ประกาศนโยบายไม่ยอมรับความรุนแรงในสถานศึกษาในทันทีที่รับตำแหน่ง รณรงค์ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของเด็ก รวมทั้งเด็กนักเรียนต้องทราบแนวทางปกป้องตนเองหากมีการละเมิด
  • สร้างตัวอย่างให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการมีวัฒนธรรมแบบใหม่ในการทำงานที่เปิดกว้างในการรับฟังความเห็น ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ซึ่งคงจะเป็นภาพที่สวยงามมากหากว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการท่านใหม่จะลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนโดยไม่ใช้วิธีสั่งการจากเบื้องบน แต่เป็นการเข้าไปรับฟังสภาพปัญหา เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยเสริมแรงครูให้กล้าทำสิ่งใหม่มากขึ้น
  •  

ที่มา : เอกสาร TEP White Paper และการนำเสนอ TEP White Paper: ความท้าทายในการปฏิรูปการศึกษาและข้อเสนอต่อพรรคการเมือง โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ในเวทีสัมมนา ‘ชวนพรรคร่วมคิด ฟื้นชีวิตเรียนรู้ใหม่ หนุนเด็กไทยก้าวทันโลก’ วันที่ 5 มีนาคม 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ บทความเรื่อง “ข้อเสนอ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ คลายปมปัญหาที่ฉุดรั้งเด็กไทย : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” จากเว็บไซต์ Potential

 

ที่มา ;  SALIKA 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น