
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษในการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาของประเทศไทยในระดับภูมิภาค สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษาในภูมิภาค” ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่อง กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ให้ความสำคัญ เขียนไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีอยู่ 6 ด้าน โดยการศึกษาถูกจัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านที่สาม คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านที่สี่ คือด้านความเสมอภาคและการเท่าเทียม และอยู่ในด้านที่หก คือด้านการจัดระเบียบโครงสร้าง ซึ่งหมายถึงระเบียบโครงสร้างของราชการ รวมถึงโครงสร้างการบริหารการศึกษาด้วย
รองนายกฯกล่าวว่า ขณะเดียวกันก็กำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศ 14 ด้าน โดยแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเป็นด้านที่ 14 ซึ่งแผนปฏิรูปประเทศแบ่งออกเป็น 3 ยุค ยุคละ 5 ปี โดยยุคแรก (2560-2565) ได้จบลงแล้ว ตอนนี้ได้เข้าสู่ยุคที่สอง จากนี้ไปก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งก็สอดคล้องกับการที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ ที่จะมาพร้อมกับนโยบายใหม่ แม้อาจจะได้รัฐมนตรีเก่า แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งแวดล้อม และ/หรือสภาพแวดล้อม ซึ่งคนรุ่นเราไม่เคยเห็น ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้สึก มือซ้ายต้องถือแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาใหม่ มือขวาต้องถือแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ในยุคที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลใหม่ ปากก็ต้องคาบนโยบายใหม่ เท้าต้องเดินต้องขับ ต้องเคลื่อน เพื่อไม่ให้ตกยุค ตกสมัย ตกรุ่น ดังนั้น เราต้องเข้าใจและเรียนรู้ให้ทันตามยุค ตามสมัย เรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการเห็น ซึ่งโครงสร้างการบริหารการศึกษาในส่วนภูมิภาคก็คือการพูดถึงศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เป็นการปฏิรูปในเชิงบริหารหรือเชิงโครงสร้าง ส่วนเนื้อหาสาระปฏิรูปครู ปฏิรูปวิธีเรียน วิธีสอน ปฏิรูปโรงเรียน อุปกรณ์การศึกษา ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปวิธีการประเมินผลก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะย่อหย่อนจากกันไม่ได้จะต้องยกระดับขึ้นมาให้เท่ากันและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
“จริงๆ แล้วการขับเคลื่อนประเทศด้านการศึกษามีการออกแบบมาตั้งแต่ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาในปี 2557 ก็หยิบเรื่องนี้มาทำตั้งแต่แรก ซึ่งใช้ความพยายามทำด้วยความยากลำบาก ถึงขนาดมีการหยิบคำพูดที่ว่า ‘กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใดการศึกษาเป็นไปเช่นนั้น’ แต่สำหรับการปฏิรูปการศึกษาแล้วต้องใช้ว่า ‘กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การปฏิรูปการศึกษาย่อมเป็นไปหนักกว่านั้น’ เพราะความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป โดยเฉพาะปฏิรูปการศึกษาจะเจอปัญหาสำคัญอุปสรรคสำคัญ 3-4 ข้อ
1.ความไม่เคยชินของคน เพราะคนเคยชินกับแบบเก่า กอดแบบเก่าไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปใช้แบบใหม่
2.ความขัดแย้งของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เด็กกับผู้ใหญ่ ซึ่งก็คล้ายกับความเคยชิน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะผสมผสานสองวัยนี้เข้าด้วยกัน ดังนั้น เมื่อเราเอาสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดเราก็จะพบว่าในการทำการปฏิรูปไม่ว่าจะด้านใดจะเป็นการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
3.การปฏิรูปประเทศจะต้องลงทุน ใช้เงินใช้ทอง ลงทุนเวลา ใช้เวลานาน กว่าจะเห็นผลสำเร็จแล้วจะทนไม่ได้ และ
4.การปฏิรูปอะไรก็ตามมักจะไม่ยืนยงถาวร เพราะเจออุปสรรค 3 ข้อ แล้วใครมีปัญญาปฏิรูปก็ทำไป พอถึงวันหนึ่งก็จะมีคนคิดปฏิรูปอีกแบบหนึ่ง หรือกลับไปสู่แบบเก่าเสมอ จึงต้องต้านและสร้างความเสถียรภาพมั่นคงยั่งยืนถาวรให้อยู่ให้ได้ซึ่งการจะอยู่ได้ต้องให้คนยอมรับ” ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุกล่าว
รองนายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามีส่วนสำคัญคือการขับเคลื่อน เพราะมีแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้ว มีแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้ว และก็มีคณะกรรมการขับเคลื่อนด้วย แสดงว่า การปฏิรูปด้านการศึกษาเป็นเรื่องยุ่งยากและยากต่อการเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามีกรรมการขับเคลื่อนการบริหารขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคเขาฝากผีฝากไข้ไว้กับศึกษาธิการภาค คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ศธภ.เป็นรอง เช่นเดียวกับส่วนกลางที่มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขานุการ และมีภาคเอกชนร่วมเป็นกรรมการ
เพราะฉะนั้น ศธจ.น่าจะต้องเข้าใจแล้วว่าตัวเองคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาค จะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งสภาการศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอาจต้องดูแลไปถึงเรื่องสุขภาพ ความเท่าเทียม ดูแลการศึกษาของท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ ศธภ.จะต้องเป็นศูนย์กลางบูรณาการทุกภาคส่วน ระหว่างภาครัฐและเอกชน บูรณาการหน่วยงานในสังกัด ศธ. ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ให้ต้องคัดเลือกคนออกไปเป็นศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดที่มีคุณภาพ ต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่แทนกระทรวงศึกษาธิการได้ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนได้ทั้งหมด
“ในฐานะรองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงศึกษา (ศธ.) ไม่มีนโยบาย แต่ ศธ.ต้องบริหารภายใต้นโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่มาพูดกันช่วงปลายรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือนโยบายของรัฐบาลใหม่ ต้องดูว่ามีนโยบายพิเศษอะไรที่นอกเหนือจากแผนการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ แต่ส่วนตัวอยากจะฝาก เป็นสิ่งที่พยายามผลักดันตลอดเวลาที่ผ่านมา คือเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งอยากให้มีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่นอกเหนือจากการท่องจำ ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนมีความสนุกขึ้น และคนไทยทุกวันนี้ห่างเหิน ทอดทิ้งเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษาไทยวรรณคดีไทยไปมาก จึงคิดว่าควรจะต้องฟื้นกลับมา เพื่อสร้างความสวดสดงดงาม และความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่” รองนายกฯระบุ
รองนายกรัฐมนตรี “วิษณุ” ย้ำศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด มีบทบาทสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนงานการศึกษาในระดับพื้นที่ให้สำเร็จเสร็จสิ้นในคนเดียว เปรียบเป็นประทีปสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องคัดเลือกคนที่มีคุณภาพ สามารถบริหารดูแลการศึกษาทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ฝากรัฐบาลใหม่ในเรื่องส่งเสริมการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ให้เรียนสนุก และฟื้นการสอนภาษา-วรรณคดีไทย เพราะช่วยสร้างความสวยสดงดงาม ความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 สิงหาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
รองนายกรัฐมนตรี “วิษณุ” ย้ำความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่
16 สิงหาคม 2566 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ / ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษาในภูมิภาค” ตามโครงการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาของประเทศไทย ในระดับภูมิภาค โดยนายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กอศ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ สกศ., นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดี สกร. รักษาราชการแทนอธิบดี สกร., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ., ศึกษาธิการภาค 1-18 และศึกษาธิการจังหวัด 77 แห่ง เข้าร่วมกว่า 320 คน
ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม กล่าวว่า การบริหารงานของ ศธ. ต้องขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามแผนการศึกษาชาติ และแผนพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีใหม่ สำหรับการผลักดันที่ผ่านมาเป็นความพยายามร่วมกับภาคเอกชนในเรื่องของโรงเรียน เช่น เรื่องการเรียนการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ อยากให้ทดลองสอนแบบใหม่ที่สนุกสนานมากกว่าการท่องจำแบบเก่า ตัวอย่างการเรียนการสอนของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา โดยมูลนิธิโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ที่ให้มีการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบใหม่ให้น่าสนใจมากขึ้น ทุกวันนี้คนไทยห่างเหินทอดทิ้งเรื่องของประวัติศาสตร์ไทยภาษาไทย วรรณคดีไทยไปมาก ควรจะต้องฟื้นกลับมาสร้างความสวยสดงดงาม และความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เกิดความคิดที่ดีเอามาใช้สำหรับปรับปรุงแก้ไขอนาคตต่อไปได้
ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ เรื่องของการศึกษาอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ 3 และด้านที่ 4 เพราะการจัดการศึกษาทุกวันนี้ยังไม่เสมอภาคและเท่าเทียม หากกำหนดไว้ในด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพียงด้านเดียว จะได้แค่คนเก่งแต่ขาดคุณธรรมและขาดโอกาส จึงต้องเพิ่มด้านความเสมอภาคอีกด้านหนึ่งด้วย
ส่วนการปฏิรูปการศึกษา ต้องปฏิรูปทั้งโครงสร้างการบริหารและเนื้อหาสาระ มีแผนปฏิรูปการศึกษาแล้วต้องมีคณะกรรมการขับเคลื่อนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ดูภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นตัวครู นักเรียน หลักสูตร ตำรา อุปกรณ์ การจัดการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินผลทั้งหมดให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากการบริหารส่วนกลางมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ขับเคลื่อน ในส่วนภูมิภาค ทั้งศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ต้องยกระดับให้เติบโตเท่ากันแล้วเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
“ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัด มีบทบาทในการขับเคลื่อนมาก เพราะอยู่ใกล้ชิดกลุ่มเป้าหมาย ดูแลในหลายด้านของการศึกษาและความเท่าเทียมในท้องถิ่น ดูแลการจัดการศึกษาของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางและบูรณาการทุกช่วงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้สำเร็จเสร็จสิ้นในคนเดียว เปรียบเป็นประทีปสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องคัดเลือกคนที่มีคุณภาพ สามารถบริหารดูแลทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น”
“สำหรับปัญหาการปฏิรูปในขณะนี้ คือ การต่อสู้กับการไม่เคยชินของคน ต้องใช้เวลาต่อสู้ของความคิดระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ การปฏิรูปประเทศเป็นการลงทุนต้องใช้งบประมาณและเวลา สุดท้ายการปฏิรูปอะไรก็ตามมักไม่ยั่งยืนถาวร จึงต้องสร้างความเสถียรภาพให้คงทน การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องบูรณาการ จึงต้องมีศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ทุกคนควรตระหนักในหน้าที่และอำนาจพันธกิจให้ดี สุดท้ายนี้มีความคาดหวังว่าจะเห็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้ความสำคัญเรื่องของความเท่าเทียม ที่ถือเป็นภารกิจยิ่งใหญ่เป็นหน้าที่และอำนาจสำคัญที่จะเกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในอนาคต” รองนายกฯ กล่าว
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ “แนวทางและทิศทางขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา สป.ศธ. ในฐานะศูนย์กลาง มีแนวทางกระจายอำนาจสู่ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ทั้งเรื่องการพัฒนาบุคคล วิทยฐานะ ถือเป็นโซ่ข้อกลางประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้บริหารจัดการ อยากเน้นย้ำเรื่องความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ให้ทุกฝ่ายทำงานเชื่อมโยงกับเขตพื้นที่แบะละองค์กรในจังหวัด จะได้เห็นภาพแนวทางในการขับเคลื่อนร่วมกัน
สิ่งที่คาดหวังคือ การทำงานร่วมกันในเชิงวิชาการ ขับเคลื่อนงานในเชิงนโยบายอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ การจัดการศึกษาในพื้นที่พื้นที่นวัตกรรม การส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์ หลักสูตรสมรรถนะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ มั่นใจว่าทุกฝ่ายในเวทีนี้ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทำการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด จากนี้ทุกพื้นที่ต้องจัดทำแผนของจังหวัดที่จะบูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน ทำงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประความสำเร็จไปด้วยกัน”
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “การศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนคนให้ไปในทิศทางดีขึ้น หน้าที่ของพวกเราคือทำเพื่อประชาชน ถ้าเปลี่ยนแค่โครงสร้าง แต่กระบวนการเรียนรู้ไม่เปลี่ยนก็เหมือนเดิม การทำงานร่วมกัน คือ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ ควรจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในทุกส่วน การศึกษาจะพลิกฟื้นหากเราทำงานบูรณาการร่วมกัน ใช้พื้นที่จังหวัดเป็นฐานนวัตกรรมขับเคลื่อน แต่ต้องมีแผนในการติดเครื่องมือที่จะเชื่อมคนและโลกให้มีเป้าหมายร่วมกัน จนสุดท้ายประสบความสำเร็จถอดบทเรียนเพื่อให้ได้รูปแบบทั้งในระบบและนอกระบบแต่ละพื้นที่ ได้กลไกการศึกษาขั้นพื้นฐานเชิงความคิด เกิดเป็นภาพการปฎิบัติให้ดำเนินตามในอนาคตได้”
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา “วันนี้อาชีวะดูแลภารกิจสถาบันการอาชีวศึกษาและสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกจังหวัด ทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาของจังหวัดร่วมกัน เพราะเราจัดการศึกษาเพื่อให้คนมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ อาชีวะสร้างบ้าน สร้างเมือง สร้างคน สร้างชุมชน และสร้างชาติ นี่คือความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่ได้ผลิตคนให้มีคุณภาพในทุกพื้นที่พร้อมทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่น ทุกคนตั้งใจร่วมกันปฏิรูปการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภูมิภาคและพื้นที่ การร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งศึกษาธิการจังหวัด และ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา การจัดการศึกษาแบบทวิภาคีร่วมกับภาคเอกชนและสถานประกอบการ ถ้าศึกษาธิการจังหวัดต้องการข้อมูลสนับสนุน เราพร้อมทำงานด้วยความเต็มใจและเป็นทีมเดียวกัน”
นายสุเทพ แกงสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา “วันนี้สิ่งที่ทุกฝ่ายพูดถึง เป็นสิ่งที่สภาการศึกษาดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคิดกรอบแนวทางในการพัฒนางาน จัดทำข้อเสนอแนะนโยบาย รวมถึงการสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และการจัดการศึกษาปฐมวัยวัยซึ่งเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น การศึกษาในประเทศไทยมีความแตกต่าง แต่ที่สำคัญคือ ต้องร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ มีการทำแผนบูรณาการในระดับจังหวัด ใช้ยุทธศาสตร์ของจังหวัดเป็นฐานในการจัดทำแผน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งหน่วยงานอื่น ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์จัดทำแผนการจัดการศึกษาสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เชื่อมโยงระบบการศึกษาเข้าหากันโดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นฝ่ายร่วมดำเนินการ เน้นทำงานเชิงรุกลงพื้นที่สภาพพื้นที่จริงเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม”
นายมณฑล ภาคสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน “ศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดูแล กำกับ ส่งเสริมด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแล การจัดตั้ง การดำเนินกิจการ การเปลี่ยนแปลงกิจการ การโอนกิจการ ไปจนถึงการยกเลิกกิจการ บูรณาการในส่วนกลางส่วนภูมิภาค เชื่อมโยงสู่ศึกษาธิการจังหวัด เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียนเอกชนหลายจังหวัดมีนวัตกรรมที่ดีมาก มี 19 จังหวัดที่เป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีโรงเรียนที่จัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน ปัจจุบันมีวางแผนการจัดการศึกษาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน”
นายคมกฤช จันทร์ขจร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ “จากเดิมที่มีสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีศูนย์ฝึกอาชีพ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาที่เป็น ETV แต่หลังจากมี พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ภารกิจจึงเปลี่ยนไป จากเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างเดียวเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังออกแบบโครงสร้างองค์กรและหน่วยปฏิบัติแนวดิ่ง และเรามีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้จากสื่อที่ดี ขอความกรุณาศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาค ให้ความอนุเคราะห์และให้ความร่วมมือกับเราในระดับพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมการเรียนรู้ ก้าวข้ามคำว่าหลักสูตรไปสู่โปรแกรม ส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ในยุคดิจิทัลสู่พลเมืองศตวรรษที่ 21 ผ่านการสร้างสื่อที่สร้างสรรค์”
นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น “แนวคิดและทิศทางการขับเคลื่อนร่วมกันในพื้นที่ เกิดจากการพูดคุยกันจนเกิดโครงที่อยู่ในขอบเขตอำนาจและงบประมาณ และมีแผนเป็นระเบียบในการปฏิบัติ ขอบคุณเวทีนี้ที่เปิดให้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน เรื่องของการศึกษาและการปกครองต้องเดินไปคู่ขนานกัน เพราะเป้าหมายคือประชาชน การทำอะไรเพื่อคนอื่นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หวังว่าบทบาทที่ร่วมกับศึกษาธิการภาคและจังหวัดดำเนินการ จะเห็นถึงประชาชนที่ได้รับบริการด้านการศึกษา เป็นการเดินไปพร้อมกันด้วยความมั่นคง”
นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ “ธรรมนูญสุขภาพถือเป็นการร่วมบูรณาการขับเคลื่อนพื้นที่โรงเรียน ตามบริบทแต่ละสถานที่ ให้เกิดระบบสุขภาพที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ โดยศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ท้องถิ่น ชุมชน ร่วมกับโรงเรียน ขับเคลื่อนสุขภาพในสถานศึกษา 4 มิติ ทั้งร่างกาย ใจ สังคม และปัญญา ที่อยู่ในเป้าหมายของแผนการปฏิรูปการศึกษา สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสถานศึกษาผู้เรียนมีความรอบคอบมีทักษะและมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เพื่อให้สถานศึกษาดูแลผู้เรียนให้มีคุณภาพแบบองค์รวมอย่างสมดุลย์ เพราะเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาศักยภาพให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีสุขภาวะเป็นสุขอย่างยั่งยืน
รมช.ศธ. “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” ย้ำศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาแบบบูรณาการและการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในระดับภูมิภาค ขอให้นำระบบดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ให้มีระบบบริหารจัดการที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพ ยึดหลักธรรมาภิบาล หาจุดแข็งเพื่อสร้างกลไกบริหาร และการประสานงานการจัดการศึกษา กับส่วนกลางและในระดับพื้นที่ ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างคน ให้คนสร้างชาติ
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ / คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาของประเทศไทย ในระดับภูมิภาค โดยมี นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารระดับสูง ศธ., ศึกษาธิการภาค 1-18 และศึกษาธิการจังหวัด 77 แห่ง เข้าร่วมกว่า 320 คน
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. กล่าวว่า ศธ.บริหารจัดการศึกษาตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ภายในปี 2570 ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีทักษะที่จำเป็น พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับตัวสอดคล้องกับวิถีชีวิตโลกยุคใหม่” ซึ่งการที่จะทำให้ภารกิจดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จตามภารกิจได้นั้น ก็ด้วยความเข้มแข็ง รวมถึงการบูรณาการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาภารกิจด้านการศึกษา ให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้โดยตรง
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ. ในภูมิภาค ใช้กลไกการบริหารและการจัดการศึกษาผ่านสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 18 แห่ง และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) 77 แห่ง โดยเป็นหน่วยงานหลักที่เชื่อมโยงกับการทำงานของหน่วยงานการศึกษาในระดับพื้นที่ เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม สอดประสานการทำงานร่วมกันในเชิงระบบแบบสร้างสรรค์ในพื้นที่ทั้งระดับภาคและระดับจังหวัด โดยใช้กลไกคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) โดยมองไปที่เป้าหมาย “คุณภาพผู้เรียน” เป็นหลัก เน้นบูรณาการการเรียนการสอนแบบ Active Learning และการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนแต่ละด้านอาจแตกต่างกันได้ตามสภาพแต่ละพื้นที่ หรือเปรียบเสมือนที่เราต้องตัดเสื้อสูทเข้ารูปที่เหมาะสมให้ เด็กถนัดกีฬา ก็ส่งเสริมเรื่องกีฬา, ถนัดศิลปะ ก็เน้นส่งเสริมศิลปะ ไม่เน้นแต่ด้านวิชาการให้เด็กอย่างเดียวอีกต่อไป
รมช.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขอให้ ศธภ./ศธจ. นำระบบดิจิทัลต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ในหน่วยงานให้มีระบบบริหารจัดการที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพ ยึดหลักธรรมาภิบาล หาจุดแข็งเพื่อสร้างกลไกบริหารและการประสานงานการจัดการศึกษากับส่วนกลางและในพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จัดทำนโยบาย แผน มาตรฐานและการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาที่หน่วยปฏิบัติสามารถนำไปบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกส่วนที่สำคัญมากคือ ฐานข้อมูล สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลส่วนกลาง และอื่นๆ ได้อย่างดี รวมทั้งเว็บไซต์หลักของหน่วยงานต้องทันสมัย น่าเชื่อถือ ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของหน่วยงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ฝาก ศธภ./ศธจ. ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ 4 อย่าง คือ
1. เรียนให้สนุก เพราะฉะนั้นการสอนต้องสนุก ระหว่างเรียนมีรายได้ ขีดเส้นใต้คำว่ามีรายได้ ทำอย่างไรจึงจะมีรายได้
2. เรียนจบมีงานทำ
3. เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทันสมัย แข่งขันได้ และ
4. มีคุณภาพชีวิตที่ดี และต้องเป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ช่วยขับเคลื่อนในโรงเรียนและสถานศึกษาของภูมิภาค เพราะในที่สุดแล้วการศึกษาคือความมั่นคงของชีวิต ของครอบครัว และที่สำคัญการศึกษาคือความมั่นคงของประเทศชาติ
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศธ.ในยุคปัจจุบัน ต้องพยายามผลักดันให้ภาคสังคม ซึ่งหมายรวมถึง พรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ใหม่ เห็นถึงความสำคัญของ ศธภ./ศธจ. เพราะจะส่งผลต่องบประมาณการจัดการศึกษาที่จะได้รับ ซึ่งหลังจากได้รัฐบาลใหม่ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนงบประมาณ ให้เข้ากับนโยบายของรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ด้านสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับภูมิภาค และการส่งเสริมการพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย ให้สอดคล้องตามบริบทของพื้นที่ ส่งเสริมการมีสำนึกพลเมือง รักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชากรทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสในการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความเสมอภาคด้านการศึกษาแก่ทุกกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาศักยภาพตามความสามารถและความถนัดของผู้เรียน สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนความผันผวน ซับซ้อน ที่กำลังปรับเปลี่ยนจากยุค VUCA World เข้าสู่ยุค BANI World (VUCA World+Digital Disruption+โลกอุบัติภัยใหม่ ๆ) ที่มีความเปราะบาง ความไม่แน่นอน เพื่อขับเคลื่อนกลไกการบริหารและการจัดการศึกษาแบบบูรณาการและการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ ในการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาทุกระดับ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศด้านการศึกษาและการพัฒนาตามบริบทของพื้นที่
ปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า เทรนด์การศึกษาในปัจจุบัน ท่ามกลางโลกการศึกษาที่เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน การเข้าสู่ยุคดิจิทัลและความปกติใหม่หลังการแพร่ระบาดโควิด 19 เทคโนโลยีการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่และช่วยลดช่องว่างการเรียนรู้ อาทิ Workplace Education ปรับหลักสูตรการสอนให้สอดคล้องกับโลกความเป็นจริง เน้น soft skill ในการใช้ชีวิตและทำงาน เรียนรู้ผ่านโครงการการทำงานร่วมกัน, Nano Learning เรียนรู้ขนาดพอดีคำ แบ่งวิชายากออกเป็นส่วนป้อนข้อมูลทีละเล็กน้อยความยาวประมาณ 2-10 นาที, Gamificaton นำเกมเข้ามาเป็นส่วนประกอบการเรียนรู้เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและเกิดการแข่งขัน, Big Data วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอย่างแม่นยำ และสร้างโปรแกรมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และ Subscription-based สมัครสมาชิกแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาคุณภาพสูงในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่น สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาตามความสะดวกของแต่ละคน
อีกทั้งงานในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก งานบางประเภทจะมีความต้องการลดลงและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็มีงานที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ซึ่งงานที่เกิดขึ้นใหม่เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและทักษะมนุษย์ จากที่กล่าวมาข้างต้นบทบาทภารกิจการทำงานที่สำคัญของ ศธภ./ศธจ. เปลี่ยนไป การบริหารงานบุคคลถูกโอนกลับไปให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา งานของ ศธภ./ศธจ.ต้องเน้นเชิงวิชาการ โดยต้องเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงงานการศึกษาระหว่าง ศธ.กับจังหวัด รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการจัดการศึกษา ผลักดันแนวนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติ จะต้องเป็นหน่วยงานหลักที่บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง วางรากฐานที่จะเชื่อมโยงพัฒนาการศึกษาของพื้นที่ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของกระทรวงศึกษาธิการ สร้างหลักประกันการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับ ภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)
“การขับเคลื่อนดำเนินงานในระยะต่อไป สป.ศธ.จำเป็นต้องมีการทบทวน ปรับปรุง ออกแบบแผนการดำเนินงาน กลไก เทคนิค รูปแบบการบริหารจัดการศึกษา รวมทั้งจัดทำชุดโครงการสำคัญ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และตัวชี้วัดในแต่ละพันธกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด มุ่งเน้นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังระดับพื้นที่ ให้สามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาตามบริบทของพื้นที่นั้น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น” ปลัด ศธ. กล่าว
ที่มา ; ศธ 360 องศา
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษต่อผู้บริหาร ศธ.ทั่วประเทศ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษา โดยระบุว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ครอบคลุมด้านทรัพยากรมนุษย์ ความเสมอภาค และโครงสร้างราชการ ประเทศเข้าสู่แผนปฏิรูปประเทศระยะที่สอง ซึ่งต้องปรับทั้งโครงสร้างบริหาร (ศึกษาธิการภาค–จังหวัด) และเนื้อหาการศึกษาให้เดินไปพร้อมกัน
ท่านเน้นอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูป ได้แก่ ความเคยชิน ความต่างของคนต่างวัย การลงทุนด้านงบและเวลา และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย จึงต้องสร้างความยอมรับและเสถียรภาพระบบ ศธภ.–ศธจ.เป็นกลไกหลักในภูมิภาค ต้องมีความสามารถบูรณาการทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะความเสมอภาคทางการศึกษา
รองนายกฯ ยังฝากนโยบายเรื่องการสอนประวัติศาสตร์และภาษาไทยแบบใหม่ให้สนุกและสร้างความภาคภูมิใจแก่เยาวชน ผู้บริหาร ศธ.ทุกหน่วยเน้นการทำงานร่วมกัน การบูรณาการระดับจังหวัด การลดความเหลื่อมล้ำ และใช้จังหวัดเป็นฐานนวัตกรรมการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
แนวข้อสอบ
ก. การยกระดับคะแนนสอบระดับชาติของผู้เรียน
ข. การขับเคลื่อนโครงสร้างบริหารและเนื้อหาการศึกษาให้ก้าวไปพร้อมกัน
ค. การเพิ่มงบประมาณให้สถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ง. การสร้างโรงเรียนรูปแบบใหม่ในทุกจังหวัด
เฉลย: ข.
เหตุผล: เน้นว่าปฏิรูปต้องทำทั้ง “โครงสร้าง (ศธภ.–ศธจ.)” และ “เนื้อหา (ครู–หลักสูตร–การสอน)” และต้องเดินคู่กัน
2. ข้อใดสะท้อนอุปสรรคเชิง “ระบบคิด” ที่รองนายกฯ ระบุว่าเป็นปัญหาหลักของการปฏิรูป?
ก. การกระจายในอำนาจไปสู่ท้องถิ่น
ข. ความไม่เคยชิน และความขัดแย้งระหว่างคนต่างวัย
ค. การขาดงบประมาณสนับสนุน
ง. การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง
เฉลย: ข.
เหตุผล: ท่านชี้ชัดว่า “ความเคยชินของคน” และ “ความต่างของคนรุ่นเก่า–ใหม่” เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด
3. หากคุณเป็นศึกษาธิการจังหวัด สิ่งใดเป็น “ความรับผิดชอบหลัก” ตามแนวคิดของวิษณุ?
ก. ติดตามผลการใช้หนังสือเรียนในทุกโรงเรียน
ข. บูรณาการหน่วยงานรัฐ–เอกชน และดูแลความเสมอภาคด้านการศึกษาของทั้งจังหวัด
ค. อนุมัติการแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา
ง. วางนโยบายกลางด้านหลักสูตรระดับชาติ
เฉลย: ข.
เหตุผล: ศธจ.ถูกระบุว่าเป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งรัฐ–เอกชน และต้องเป็นกลไกความเสมอภาคของจังหวัด
4. ทำไมรองนายกฯ จึงย้ำให้ส่งเสริม “การเรียนประวัติศาสตร์แบบใหม่”?
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนในหลักสูตร
ข. เพราะเป็นวิชาที่สร้างรายได้ให้ประเทศ
ค. เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความงดงามทางวัฒนธรรมให้เยาวชน
ง. เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประเมินโรงเรียนทั่วประเทศ
เฉลย: ค.
เหตุผล: ท่านระบุชัดว่าเพื่อฟื้นความภาคภูมิใจ ความงดงาม และให้การเรียนสนุกขึ้น
5. จากบทความ ข้อใดสะท้อน “แนวคิดการบริหารเชิงพื้นที่” ที่ ศธ.ต้องการผลักดันมากที่สุด?
ก. กระทรวงส่วนกลางกำหนดแผน งาน และเป้าหมายทั้งหมด
ข. จังหวัดเป็นฐานนวัตกรรม ใช้ยุทธศาสตร์จังหวัดและการบูรณาการทุกภาคส่วน
ค. โรงเรียนเอกชนวางแผนร่วมกับสถานประกอบการโดยไม่ผ่าน ศธจ.
ง. เขตพื้นที่การศึกษาทำงานอิสระไม่ต้องเชื่อมกับหน่วยงานอื่น
เฉลย: ข.
เหตุผล: หลายหน่วยงานย้ำว่าต้องใช้ “จังหวัดเป็นฐาน” ทำแผนร่วมกันทุกภาคส่วนและบูรณาการข้อมูล