ค้นหา

5 เคล็ดลับ ช่วยให้อายุยืนเป็นผู้สูงวัยอย่างมีความสุข

เชื่อหรือไม่ว่าการมีอุปนิสัยที่ดี มีพลังในแง่บวกก็ช่วยให้เราอายุยืนได้ บุคลิกภาพหรือนิสัย (personality traits) จะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และยืดอายุขัยให้อยู่ไปนานๆ แต่ในทางกลับกัน นิสัยที่ไม่ดีก็มักทำให้เราป่วยง่าย แถมชีวิตยังเครียดหนักอีกต่างหาก ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เราเจ็บป่วย แต่ข่าวดีก็คือ นิสัยคนเรานั้นไม่ตายตัว สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด (ที่มา: Greater Good Magazine) ดังนั้น ใครเผลอมีนิสัยชวนป่วยติดตัวอยู่ ก็ไม่ต้องกังวล รีบปรับเปลี่ยนนิสัยกันนะ  

1. เคล็ดลับอายุยืน มองโลกในแง่ดี เพื่อหัวใจที่เบิกบาน

มีงานวิจัยยืนยันว่า การมองโลกในแง่ดีเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ส่งผลดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่โดยรวมของเรา งานวิจัยปี 2019 ในกลุ่มคนกว่า 70,000 คน จากวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เผยว่า คนที่มองโลกในแง่ดีมีแนวโน้มใช้ชีวิตแบบสายเฮลตี้ และมีโอกาสอายุยืนถึง 85 ปีขึ้นไป มากกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย 

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่า ทำไมคนมองโลกในแง่ดีถึงมีสุขภาพแข็งแรงกว่า แต่นักวิจัยสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากปัจจัยทางร่างกายและพฤติกรรม คนมองโลกในแง่ดีมักจะมีระดับการอักเสบในร่างกายต่ำ มีไขมันดีสูง แถมยังมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพด้วย เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบ 5 หมู่ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และอื่นๆ มิเช่นนั้นในทางตรงกันข้ามหากมองโลกแง่ไม่ดี นำมาสู่ความเครียดก็จะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากมาย ทั้งความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือด โรคทางเดินอาหาร ปวดเรื้อรัง ไปจนถึงปัญหาสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้า และวิตกกังวล (ที่มา: GoodRx) 

ถึงพันธุกรรมจะมีผลประมาณ 25-30% แต่ปัจจัยต่างๆ เช่น รายได้ การศึกษา สถานที่อยู่ หรือแม้แต่สถานะทางสังคม ก็ส่งผลต่อการคิดบวกได้ (ที่มา: Harvard Health Publishing) แต่สิ่งแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไป ทัศนคติเราก็อาจเปลี่ยนตามได้ แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะเราสามารถฝึกให้ตัวเองคิดบวกได้

ฝึกมองโลกในแง่ดีได้ เช่น มองหาโอกาสท่ามกลางความท้าทาย เหมือนเจอทางลัดบนเส้นทางขรุขระ ทำให้มีพลังสู้ต่อ ช่วงเครียดๆ ก็เลือกทำกิจกรรมดีๆ ดีกว่าพึ่งเหล้าบุหรี่ และฝึกขอบคุณบ่อยๆ ซึ้งใจกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเติมพลังบวกให้ตัวเอง

 

2. เคล็ดลับอายุยืน ต้องมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง

นิสัยมุ่งมั่น (conscientiousness) คือ การมีระเบียบ รับผิดชอบ และขยันในการกระทำของตน คนที่มีความมุ่งมั่นสูงจะละเอียด รอบคอบ น่าเชื่อถือ มีความรับผิดชอบในหน้าที่สูง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยชี้ว่า คนเหล่านี้มักมีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาวอีกด้วย (ที่มา: การศึกษาจาก Health Psychology) 

ทำไมคนที่มีนิสัยมุ่งมั่น (conscientious) มักสุขภาพดีและอายุยืนกว่าคนอื่น คำตอบคือ คนเหล่านี้มักเลือกวิถีสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบ 5 หมู่ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้ามากจนเกินไป นอกจากนี้ ยังใส่ใจสุขภาพเชิงรุก ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ รักษาโรคไม่ปล่อยปละละเลย ตลอดจนมีวินัยสูงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ดีและรวดเร็วขึ้น 

คนที่มีนิสัยมุ่งมั่นไม่ได้แค่สุขภาพกายดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้สุขภาพจิตดีด้วยเพราะเครียดน้อย ซึ่งลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่เกิดจากความเครียด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมไปถึงปัญหาระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย 

แม้ว่านิสัยมุ่งมั่น (conscientiousness) จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม (ที่มา: Scientific Reports) แต่ก็สามารถฝึกฝนตัวเองเพื่อให้เป็นแบบนี้ได้ โดยเริ่มจากตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วางแผนและจัดระเบียบงานประจำวันให้ชัดเจน มีกำหนดเวลาและลำดับความสำคัญ (ที่มา: Foundry) 

 

3. เคล็ดลับอายุยืน เข้าสังคม พบปะผู้คนบ้าง

ลองสังเกตตัวเองดูสิว่า เป็นคน "ชอบเข้าสังคม" (extrovert) หรือ "ชอบอยู่เงียบๆ" (introvert) คนที่ชอบเข้าสังคมมักจะสนุกเวลาอยู่กับคนเยอะๆ ยิ่งคุย ยิ่งมีพลัง ชอบหาอะไรใหม่ๆ ทำ ส่วนคนที่ชอบอยู่เงียบๆ กลับรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่คนเดียว ชอบคิดทบทวน มองโลกภายในตัวเอง เติมพลังด้วยกิจกรรมที่ลึกซึ้งและใช้สมาธิ ซึ่งทั้งสองแบบมีข้อดีที่ต่างกัน แต่มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า คนที่เข้าสังคมบ่อยและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มักมีระดับโมเลกุล Interleukin-6 ต่ำ ซึ่งโมเลกุลนี้เกี่ยวข้องกับความเครียด คนที่มีระดับโมเลกุลนี้สูงจะรับผลกระทบจากความเครียดง่าย เสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ที่เกิดจากความเครียดได้มากกว่า (ที่มา: Futurity) 

เพราะอะไรคน "ชอบเข้าสังคม" (extrovert) ถึงมีสุขภาพดีกว่าคน "ชอบอยู่เงียบๆ" (introvert) งานวิจัยจาก Scientic American ระบุว่า เหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาแอ็กทีฟกว่า ไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงจะช่วยลดอาการอักเสบ ความเครียด และลดความเสี่ยงโรคต่างๆ ได้ นอกจากนี้ สุขภาพจิตที่ดีขึ้นยังส่งผลให้มีความสุขมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ Centers for Disease Control and Prevention พบว่า การมีสุขภาพจิตดีจะส่งผลดีอย่างมากต่อสุขภาพกาย เช่น ภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจและเบาหวาน เป็นต้น 

แม้จะเป็นคนติดบ้าน ไม่ค่อยชอบออกไปพบปะผู้คน แต่การดูแลรักษาสายสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทและครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ ลองหาเวลาทำกิจกรรม เช่น เดินเล่น หรือเดินป่าท่ามกลางธรรมชาติตามลำพังหรือกับเพื่อน ก็เป็นวิธีที่ดีในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง แถมยังช่วยให้จิตใจเบิกบาน ไม่ห่างไกลจากตัวตนของคุณ

 

4. เคล็ดลับอายุยืน เปิดใจกว้างรับสิ่งใหม่ๆ

การเปิดใจกว้างลองประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นนิสัยที่บ่งบอกถึงความอยากรู้อยากเห็น มีจินตนาการที่กว้างไกล ชอบทดลองสิ่งแปลกใหม่ และยอมรับความแตกต่าง การก้าวออกจากกรอบความคิดเดิม พบปะผู้คนใหม่ เดินทางท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ล้วนช่วยขยายโลกทัศน์ ช่วยให้เราเข้าใจโลกใบนี้และผู้อื่นมากขึ้น ส่งผลต่อความสุขและสุขภาพที่ดีในระยะยาว 

คนที่มีความสุขกว่ามักมีระดับความเครียดที่ต่ำลง และรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตมากขึ้นด้วย ทั้งสองอย่างนี้มีผลต่อสุขภาพกายและการป้องกันโรค การศึกษาจาก Social Psychological and Personality Science พบว่า คนที่มีนิสัยใจคอเปิดกว้างมีความเสี่ยงต่อโรค และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำกว่า ส่วนอีกการศึกษาจาก PLOS ONE แสดงให้เห็นว่า หญิงที่มีนิสัยเปิดกว้าง สามารถอดทนและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่กดดันได้ดีกว่า การตอบสนองต่อความเครียดในระดับปานกลาง ช่วยลดผลกระทบด้านลบต่อระบบหัวใจ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจที่สูง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีนิสัยเปิดกว้างที่มีอัตราการเต้นของหัวใจในระดับที่ต่ำกว่า การลดภาวะเครียดต่อหัวใจในระยะยาวจะเสริมให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น 

คุณเคยฝันอยากเป็นคนที่มองโลกกว้างไกล ใจเปิดรับประสบการใหม่ๆ บ้างไหม ไม่ยากเลย เพียงแค่ก้าวออกจาก comfort zone ออกไปผจญภัยในดินแดนแปลกใหม่ สนทนากับผู้คนหลากหลาย เรียนรู้ทักษะใหม่หรือหางานอดิเรกใหม่สักอย่าง ทุกประสบการณ์ใหม่ๆ คือ บันไดสู่โลกกว้าง ขยายกรอบความคิด และเพิ่มพูนความเข้าใจให้กับตัวเอง

 

5. เคล็ดลับอายุยืน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้ใจเป็นสุข สุขภาพแข็งแรง

การเห็นอกเห็นใจ (Agreeableness) ไม่ใช่แค่ตอบตกลงกับทุกอย่างตลอดเวลา แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีผ่านความร่วมมือ เห็นอกเห็นใจ และใส่ใจผู้อื่น (ที่มา: Berkeley Well-Being Institute) คนแบบนี้มักเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์มากกว่า เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนรอบข้างได้ดีกว่า สามารถสร้างและรักษาสายสัมพันธ์ที่ดี ทำให้มีเครือข่ายสนับสนุนที่ส่งผลดีต่อสุขภาวะของตน ตลอดจนมีการสื่อสารกับผู้คนในทางบวกมากกว่าและเครียดน้อยกว่า ซึ่งทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากความเครียดได้

จากงานวิจัยพบว่า คนที่มีอัธยาศัยดีมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมักมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพน้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติ ขับขี่ขณะมึนเมา หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ที่มา: the European Journal of Personality) ในทางตรงกันข้าม คนเหล่านี้มักมีพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพมากกว่า เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ งานวิจัยขนาดใหญ่ปี 2022 ในวารสาร Frontiers in Psychology ยังสนับสนุนข้อเท็จจริงนี้ โดยชี้ให้เห็นว่า คนอัธยาศัยดีมักบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักใบเขียว ปลา และผลไม้ แถมยังมีวิธีจัดการความเครียดในเชิงบวก มากกว่าจะพึ่งพาสารเสพติดหรือกินมากจนเกินไป (ที่มา: Evidation) 

อยากมีอายุยืนอย่างมีความสุขไม่ใช่เรื่องยาก แค่เพียงปรับเปลี่ยนอุปนิสัยที่สร้างพลังบวกให้กับตนเองและคนรอบข้าง ก็ช่วยส่งผลในแง่ดีทั้งด้านจิตใจภายในไปจนถึงสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย 

ข้อมูลโดย : Health Digest

ทีมา ; msn

เกี่ยวข้องกัน

อายุยืนอย่างมีคุณภาพ สุดยอดศาสตร์แห่งการดูแลตัวเอง 

การมีชีวิตที่ยาวนานและมีสุขภาพดีขึ้นเป็นเป้าหมายที่หลายคนปรารถนา ด้วยเทคโนโลยีของโลกยุคสมัยใหม่นั้นก็ทำให้เราสามารถรักษาโรคร้ายที่เคยคร่าชีวิตคนมากมายในอดีตได้อย่างง่ายได้ อย่างไรก็ตาม โลกในยุคปัจจุบันนั้น ก็ได้นำพาโรคร้ายใหม่ๆ หลายชนิด เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวานประเภท 2 มาให้เราได้รู้จักเช่นเดียวกัน 

โดยรวมแล้ว ความเห็นส่วนใหญ่คงตกลงอย่างพร้อมเพรียงกันว่า วิถีชีวิตของพวกเราในทุกวันนี้ สะดวกบายขึ้นกว่าบรรพบุรุษของเราเป็นไหนๆ แต่บางสิ่งในโลกปัจจุบันก็ทำให้สุขภาพของเราตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างสำคัญก็คือปัญหาหลักคือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมากในสองสามศตวรรษที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ปัจจัยต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเคลื่อนไหวที่น้อยลง การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ และผลกระทบทางอารมณ์จากสื่อสังคมออนไลน์ ก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก เราจึงจำเป็นต้องวางแผนการใช้ชีวิตให้ดีในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ซึ่งแนวทางที่เราจะพูดถึงประกอบไปด้วย การออกกำลังกาย โภชนาการ การนอนหลับ และสุขภาพทางอารมณ์ 

ดังนั้น ในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในยุคสมัยนี้ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการออกกำลังกาย โภชนาการ การนอนหลับ และสุขภาพจิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการมีสุขภาพที่ดีและยืนยาว

 

1. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมายและสำคัญต่อการมีชีวิตที่ยาวนาน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้หัวใจและกล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ยังปรับปรุงการไหลเวียนเลือดและส่งผลดีต่อสมอง การออกกำลังกายช่วยผลิตสาร BDNF (brain-derived neurotrophic factor) ที่ช่วยเสริมสร้างความจำและสมอง การออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็สามารถยืดอายุและลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้ ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายจาก 0 เป็น 90 นาทีต่อสัปดาห์สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากสาเหตุใดๆ ได้ถึง 14% 

การฝึกความแข็งแรงมีความสำคัญสำหรับทุกวัย ช่วยปรับปรุงการเคลื่อนไหวและการทำงานทางกายภาพ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การฝึกความแข็งแรงสามารถช่วยป้องกันการหกล้มและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอายุอีกด้วย

 

2. สามมิติสำคัญของการออกกำลังกาย

การฝึกเพื่อความทนทานและประสิทธิภาพในการใช้ออกซิเจนมีความสำคัญ โดยการฝึกแบบ zone 2 ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ระดับความเข้มข้นปานกลางสามารถทำได้เป็นเวลานาน จะช่วยเพิ่มความทนทานและป้องกันโรคเรื้อรัง การฝึก zone 2 สามารถทำได้โดยการเดินเร็วระยะทาง 6-10 ไมล์ต่อวัน หรือเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบนี้เพียงสองครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 30 นาที 

การฝึก VO max หรือ HIIT เป็นการฝึกที่สลับระหว่างการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงและการพัก ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ออกซิเจนและเชื่อมโยงกับการมีอายุยืนยาว การฝึกแบบนี้สามารถเริ่มต้นด้วยการฝึก VO max หนึ่งถึงสองครั้งต่อสัปดาห์โดยใช้เวลาในแต่ละช่วง 3-8 นาทีที่ความเข้มข้นสูงสุดที่คุณสามารถทำได้ 

การฝึกความแข็งแรงก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันความอ่อนแอและการบาดเจ็บในวัยชรา การฝึกยกน้ำหนักหนักช่วยปรับปรุงกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก การฝึกกำลังจับเช่นการถือของหนักและการดึงข้อก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการเพิ่มความแข็งแรง นอกจากนี้ การฝึกกำลังการดึงและการเคลื่อนไหวของสะโพกเช่นการก้าวเท้าและการทำท่า Romanian deadlifts ก็เป็นวิธีที่ดีในการฝึกความแข็งแรงเช่นกัน

 

3. การปรับเปลี่ยนโภชนาการ

อาหารมาตรฐานอเมริกัน (SAD) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตขัดสี และน้ำมันกระบวนการเป็นปัญหาที่นำไปสู่การกินเกินและสุขภาพไม่ดี การจำกัดแคลอรี่ การจำกัดอาหาร หรือการจำกัดเวลาเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดปัญหาได้ แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสีย การจำกัดแคลอรี่ต้องการการติดตามทุกสิ่งที่คุณกินและต้องอดทนต่อการหลอกลวง การจำกัดอาหารต้องตัดอาหารเฉพาะแต่ต้องนำไปสู่การขาดแคลอรี่ การจำกัดเวลาต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการกินเกิน 

การกินโปรตีนเป็นสิ่งที่สำคัญโดยควรได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ต่อวัน การกินโปรตีนตลอดวันช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มและบริโภคแคลอรี่น้อยลง แหล่งโปรตีนที่ดีควรเป็นโปรตีนคุณภาพสูงเช่นเวย์โปรตีนแทนที่จะเป็นโปรตีนถั่วเหลือง 

นอกจากนี้ การเลือกไขมันที่ดีเช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด และถั่วก็มีความสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจและสมอง เราควรลดการบริโภคเนยและน้ำมันที่มีโอเมก้า-6 สูงเช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันดอกทานตะวันก็เป็นทางเลือกของไขมันที่ดีเช่นเดียวกัน 

การกินอาหารในช่วงเวลาที่กำหนดหรือการอดอาหารเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ต้องระมัดระวังในการทำเนื่องจากการอดอาหารยาวนานอาจทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้ การปรับเปลี่ยนโภชนาการให้เหมาะสมกับตนเองและลดพลังงานรวมที่บริโภคเข้าไปเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

4. พลังของการนอนหลับ

การนอนหลับมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางจิต การนอนหลับไม่เพียงพอเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวานประเภท 2 และอุบัติเหตุที่ทำงาน การนอนหลับที่ดีควรมีระยะเวลาประมาณ 7.5 ถึง 8.5 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางกายและทางจิต การลดแสงสีฟ้าก่อนนอน ควบคุมอุณหภูมิห้องนอน และหลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์เป็นวิธีที่ช่วยปรับปรุงการนอนหลับ 

การใช้เครื่องติดตามการนอนหลับหรือการทำแบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับเช่น Pittsburgh Sleep Quality Index สามารถช่วยประเมินคุณภาพการนอนหลับของคุณ การหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอก่อนนอนเป็นชั่วโมง การรักษาอุณหภูมิห้องนอนที่เหมาะสม และการทำให้ห้องนอนมืดสนิทเป็นวิธีที่ช่วยปรับปรุงการนอนหลับ นอกจากนี้ การจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิหรือการผ่อนคลายก่อนนอนก็เป็นวิธีที่ดีที่ช่วยให้เราสามารถนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

 

5. การดูแลสุขภาพทางจิตและอารมณ์

สุขภาพทางอารมณ์มีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพทางกาย การจัดการสุขภาพทางอารมณ์ต้องใช้การรับรู้และการดูแลอย่างเป็นระบบ การใช้ยา การทำสมาธิ และการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา (DBT) เป็นวิธีที่ช่วยในการดูแลสุขภาพทางอารมณ์ การบำบัด DBT มีสี่เสาหลัก ได้แก่ การควบคุมอารมณ์ การทนทานต่อความเครียด การพัฒนาความสัมพันธ์ และการจัดการตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับการฝึกสตินั่นเอง 

เพราะสุขภาพจิตก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย การดูแลและจัดการอารมณ์อย่างมีสติ ผ่านการเจริญสมาธิ การทำความเข้าใจตนเอง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายในชีวิตไปได้ด้วยดี และมีความสุขในระยะยาว 

ซึ่งด้วยความเข้าใจและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเช่นนี้ เราทุกคนก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวถึง 100 ปีได้อย่างมีคุณภาพ ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่เราเองก็มีพลังที่จะปรับตัว เรียนรู้ และสร้างชีวิตที่ดีได้ด้วยตนเองเช่นกัน 

อ้างอิง หนังสือ Outlive: The Science and Art of Longevity : Bill Gifford และ Peter Attia 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

ทำไมความสุขถึงอยู่ในจุดต่ำสุดเมื่อคุณอายุ 40-50 ปี 

พวกเรามีความสุขกันแค่ไหนตลอดช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ?

นี่ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ง่าย ๆ เพราะชีวิตของเราทุกคนเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องสุขภาพ เงินทอง ครอบครัว และอาชีพการงาน ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรา

ทว่าหากเราไปดูสถิติชีวิตของผู้คนนับล้าน ๆ คน เราจะเจอรูปแบบบางอย่างที่เชื่อมโยงหรือคล้ายคลึงกันบ้างหรือไม่ ? 

หรือเรื่องความสุขมีภาวะที่ลื่นไหลและเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปที่จะสรุปหลักการพื้นฐานร่วมบางอย่างออกมา ?

ในทศวรรษที่ 1990 มีการรวบรวมชุดข้อมูลขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยการสอบถามผู้คนนับพัน ๆ คนที่สุ่มเลือกขึ้นมาในแต่ละปีเป็นเวลานานกว่าสองทศวรรษ ด้วยคำถามว่าพวกเขามีความสุขหรือพึงพอใจเพียงใด 

แม้หลายคนอาจจะมองว่าความสุขไม่ใช่ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์จะให้ความสนใจ ทว่ามีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานและความสุข 

ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ มีแอนดรูว์ ออสวัลด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริก สหราชอาณาจักร ได้ชักชวนเดวิด บลานช์ฟลาวเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านแรงงานและนักวิชาการที่วิทยาลัยดาร์ตมัธ สหรัฐอเมริกา ให้ดูข้อมูลเกี่ยวกับความสุข 

"มันดึงดูดความสนใจของผม เพราะรูปแบบเฉพาะเจาะจงได้ปรากฏขึ้น" บลานช์ฟลาวเวอร์ กล่าวกับบีบีซี

ข้อมูลบางอย่างสาธารณชนก็คุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น ประเทศอย่างเดนมาร์กและสวีเดนดูเหมือนจะมีความสุขที่สุด

แต่ "ผลลัพธ์ที่ใหญ่ที่สุดที่ปรากฏคือคนที่ว่างงานมีความทุกข์อย่างไม่น่าเชื่อ" ไม่ว่าพวกเขาจะรวยหรือจนแค่ไหนก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าว 

เหล่านักวิจัยเริ่มสงสัยว่าจะมีรูปแบบที่น่าสนใจอื่น ๆ ให้ค้นพบอีกหรือไม่

บลานช์ฟลาวเวอร์และออสวัลด์จึงวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม 

"พวกเราพยายามที่จะเข้าใจรูปแบบของความสุขของมนุษย์ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เรามุ่งเน้นที่เศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เราต้องการทราบว่าเงินทำให้ผู้คนมีความสุขจริง ๆ หรือไม่" ออสวัลด์อธิบาย 

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการพยายามกำจัดอิทธิพลของอายุต่อความสุขออก เพื่อดูอิทธิพลของปัจจัยอื่น ๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

แต่แล้วในกระบวนการนี้ พวกเขาก็ค้นพบสิ่งที่น่าสนใจซ่อนอยู่ในข้อมูลจากการใช้ชีวิตของผู้คนนับพัน ๆ คน เมื่อพวกเขาพบว่า อายุดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความสุข

"มีปรากฏการณ์ที่ทรงพลังมากที่ดูเหมือนจะบ่งบอกว่า สุขภาวะทางจิตของมนุษย์ตลอดชีวิตของพวกเขาจะเป็นไปตามลักษณะของกราฟรูปตัวยู (U-shape) ขนาดใหญ่ โดยจะแตะระดับต่ำสุดในช่วงอายุปลาย ๆ ของ 40 ปี จากนั้นก็เพิ่มขึ้นอีกจนกระทั่งเข้าสู่อายุ 70 ปี"

 

ความสุขเชิงสถิติ

บลานช์ฟลาวเวอร์และออสวัลด์ได้พบกับรูปทรงตัวยูของความสุข (U-curve of happiness) เส้นเดี่ยวบนกราฟนี้มีทั้งเรื่องราวมากมายของชัยชนะ ความล้มเหลว ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและแย่ลง

"จุดเริ่มต้นคือผู้คนมีความสุขมาก ๆ เมื่ออายุ 16 ปี จากนั้นระดับความสุขนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ และแตะจุดต่ำสุดประมาณอายุ 48-50 ปี" บลานช์ฟลาวเวอร์อธิบาย

พวกเขาทดสอบรูปทรงตัวยูนี้ในหลายวิธี วิธีแรกคือใช้ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 500,000 คน ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก จากนั้นก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ตอบแบบสอบถามจากเอเชีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก ซึ่งได้ยืนยันข้อค้นพบข้างต้น ต่อมาการสำรวจความสุขของผู้คนใน 72 ประเทศอื่น ๆ ก็แสดงให้เห็นรูปแบบเดียวกันคือ ดูเหมือนว่ากราฟความสุขจะมีรูปทรงเฉพาะตัวของมัน

แม้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจะมีเชื้อชาติ รูปแบบการใช้ชีวิต วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเพศสภาพที่แตกต่างกัน แต่แนวโน้มของระดับความสุขมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่มีการสำรวจความสุขจะได้ผลออกมาเป็นรูปตัวยู อันที่จริงคงเป็นเรื่องน่าสงสัยหากทุกพื้นที่ที่มีการสำรวจได้ผลออกมาเป็นรูปตัวยูทั้งสิ้น เมื่อเราพิจารณาความแตกต่างทั้งมิติของประเทศ ช่วงอายุ และการวิเคราะห์ต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม มันปรากฏบ่อยครั้งเกินกว่าจะมองข้ามได้

นักวิจัยหลายคนค้นพบสิ่งเดียวกัน รวมถึงคารอล เกรแฮมนักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันทำงานที่สถาบันบรูคกิงส์ สหรัฐอเมริกา

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า "Happiness in the World: The Paradox of Happy Peasants and Miserable Millionaires" (หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความสุขในโลกใบนี้: ความย้อนแย้งของคนบ้านนอกที่เป็นสุขและเศรษฐีที่อมทุกข์) โดยเธอได้ไปติดตามสังเกตชาวเปรูที่หลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็วและต้องการทราบว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร

เธอประหลาดใจที่พบว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความพึงพอใจในชีวิต ในเปรูมีสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ตรงที่ผู้คนจำนวนมากที่หลุดพ้นจากความยากจนกลับรู้สึกแย่กว่าคนที่ยังคงยากจนอยู่

เธอสำรวจลงไปลึกขึ้นและพบรูปทรงตัวยูเดียวกันนี้ในละตินอเมริกา ต่อมาเธอก็พบรูปทรงเดียวกันในพื้นอื่น ๆ ของโลกใบนี้

นี่คือความสม่ำเสมอทางสถิติ ซึ่งบ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับภาวะความมนุษย์

แต่มันคืออะไร ?

 

ช่วงเวลาแห่งวิกฤต

อะไรที่ทำให้คนวัยกลางคนโดยเฉลี่ย (ซึ่งตอนนี้หมายถึงคนอายุตั้งแต่ 40 กลาง ๆ ไปจนถึง 50 ต้น ๆ) มีความสุขน้อยลง ?

เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

การสำรวจทำให้เราทราบถึงชุดข้อมูล แต่ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เหมาะสมเพียงพอในการตอบคำถามข้างต้น

"มีทฤษฎีหลายทฤษฎี" ออสวัลด์กล่าว

"ทฤษฎียอดนิยมหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าเมื่อคุณถึงวัยกลางคน คุณจะตระหนักได้ว่าคุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่หรือไม่ หรือจะได้รับรางวัลโนเบลหรือจะเป็นซีอีโอหรือไม่

"ข้อโต้แย้งคือในเวลานั้นคือ คนส่วนใหญ่กำลังใช้ชีวิตตามความคาดหวังที่พวกเขามีในวัยเยาว์ และนั่นทำให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจ"

ไม่ว่าคำอธิบายจะออกมาเป็นอย่างไร แต่จุดต่ำที่สุดในกราฟรูปตัวยูก็เป็นหลักฐานที่ยิ่งกว่าชัดเจนแล้วว่าพวกเขาผิดหวังมากแค่ไหน

วัยปลาย 40 ปีเป็นช่วงเวลาที่รูปแบบต่าง ๆ ของความวิตกกังวลเฉียบพลันถึงจุดสูงสุด

"ถ้าผมถามคุณในห้องเรียนของผมว่า คุณคิดว่ากลุ่มอายุใดมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายมากที่สุด ? พวกเขามักจะตอบว่า 'วัยรุ่น' และนั่นเป็นคำตอบที่ผิดโดยสิ้นเชิง" ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมระบุ

"ผู้ชายอายุ 46 ปีมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้ชายอายุ 18 ปีประมาณสามเท่า"

นอกจากนี้ นี่ยังเป็นช่วงอายุที่พบโรคซึมเศร้ามากที่สุด และมีการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดสูงที่สุดเช่นเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าวิกฤตวัยกลางคนเป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องสำคัญ

และในการค้นหาคำอธิบายที่เป็นไปได้ คุณอาจต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น การที่ลูก ๆ ออกจากบ้าน การหย่าร้าง หรือความหงุดหงิดกับงาน

แต่ถ้าต้นเหตุจริง ๆ ไม่ได้มาจากปัจจัยเหล่านั้นล่ะ ?

 

พวกมันก็เหมือนกัน

ในปี 2010 ออสวัลด์หันมาสนใจแง่มุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องความสุข

"ผมค้นพบว่ามีนักวิจัยในโลกที่กำลังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราอาจเรียกว่าสุขภาวะทางจิตของชิมแปนซีและอุรังอุตัง"

อุรังอุตังมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป มีอารมณ์ความรู้สึกครบถ้วนเหมือนมนุษย์และฉลาดมาก ซึ่งรวมถึงความฉลาดทางอารมณ์ด้วย

พวกมันโกรธง่ายเมื่อหิว หาความอบอุ่นจากการกอด และอารมณ์เสียเมื่อหิว เช่นเดียวกับมนุษย์เรา

ความคล้ายคลึงเหล่านี้ทำให้นักวิจัยบางคนสงสัยว่าพวกมันกำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคนหรือไม่

"วันหนึ่งผมโทรหานักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงชื่อ อเล็กซ์ ไวส์ ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ และบอกว่า 'คุณไม่รู้ว่าผมเป็นใคร และนี่อาจฟังดูบ้า แต่ผมสงสัยว่าเราจะตรวจสอบข้อมูลสัตว์ได้ไหม'" ออสวัลด์เล่า

ปรากฏว่าผู้ที่ดูแลอุรังอุตังและชิมแปนซีต้องเก็บบันทึกเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เหล่านั้น

"หนึ่งในคำถามที่พวกเขาถูกถามคือ 'ถ้าคุณเป็นสัตว์ตัวนั้น คุณจะรู้สึกมีความสุขแค่ไหน?'

"ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมไม่เคยลืมความเรียบง่าย หรืออาจจะเป็นความแปลกของคำถามนั้นเลย"

ออสวัลด์ทำงานร่วมกับผู้ดูแลสวนสัตว์และนักวานรวิทยาทั่วโลก เขารวบรวมคะแนนความสุขของชิมแปนซีและอุรังอุตังมากกว่า 500 ตัวตลอดชีวิตของพวกมัน... และคุณเดาอะไรบางอย่างได้ไหม?

"ประมาณสองปีต่อมา เราได้ตีพิมพ์บทความในวารสารวิทยาศาสตร์ของอเมริกาเรื่อง "หลักฐานสำหรับวิกฤตวัยกลางคนในลิงใหญ่ที่สอดคล้องกับรูปทรงตัวยู (U-shaped) ในความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์"

หากเราพบว่ารูปแบบความสุขในมนุษย์กับในเหล่าลิงใหญ่เป็นรูปแบบเดียวกัน เราได้จินตนาการถึงความเชื่อมโยงของสาเหตุที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากการค้นพบครั้งนี้ ทว่าออสวัลด์สัมผัสได้ถึง "บางสิ่งที่ลึกซึ้งมาก รูปแบบพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และโครงสร้างของการสูงวัย"

โครงสร้างที่มีจุดจบอันเป็นสุข เพราะข่าวดีคือเมื่อคุณผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว คุณมีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากขึ้น

กราฟที่ออสวัลด์ แบล็กฟลาวเวอร์ และนักวิจัยคนอื่น ๆ พบทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าระดับความสุขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ถึง 70 ปี โดยเกือบจะสูงเท่ากับช่วงอายุ 20 ปีของเรา

 

ความสุขรูปตัวยูที่เป็นสากล ?

แม้ว่าจะมีการรวบรวมหลักฐานมากมายเกี่ยวกับการมีอยู่ของกราฟความสุขตลอดชีวิตรูปตัวยู โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้อยู่

มีการศึกษาอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างในกราฟความสุขไปจนถึงการออกมาอ้างว่ามันผิด

ผู้ที่คัดค้านแนวคิดนี้มากที่สุดคือกลุ่มนักจิตวิทยาที่กล่าวว่ารูปทรงตัวยูเป็นภาพลวงทางสถิติที่เกิดจากชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนก็เห็นด้วย

ในมุมมองของพวกเขา สิ่งนี้ไม่มีค่าเท่ากับการศึกษารายละเอียดของคนจริง ๆ

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า กราฟรูปตัวยูนี้เกิดขึ้นหลังจากนักวิจัยปรับตัวแปรต่าง ๆ เช่น รายได้ สถานภาพการสมรส การจ้างงาน เป็นต้น เพื่อวิเคราะห์ผลของอายุเพียงอย่างเดียว

ทว่าบางกลุ่มมองว่าการกรองเอาสถานการณ์อื่น ๆ ออกไป อาจพบรูปแบบพื้นฐานของความพึงพอใจในชีวิตที่ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ใดเลย และรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

กล่าวอีกอย่างคือ ต่อให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตในวัยกลางคน

แต่สิ่งที่ยังมอบความหวังให้กับผู้คนคือ พวกเขาได้รู้ว่าความรู้สึกนี้เป็นเรื่องชั่วคราว ในไม่กี่ปีต่อจากนี้ชีวิตก็จะกลับมาเป็นสุขได้ง่ายขึ้นอีกครั้ง 

ที่มา ;msn 

 

เกี่ยวข้องกัน

อาหารบำรุงสมองผู้สูงวัย ให้ห่างไกลภาวะสมองเสื่อม 

ปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ป่วยด้วยภาวะสมองเสื่อม ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย อาหารบำรุงสมองผู้สูงวัย มีอะไรบ้างที่ช่วยให้ห่างไกลจากภาวะทางสมองเหล่านี้ได้ 

ภาวะสมองเสื่อม คืออะไร

ภาวะสมองเสื่อมในวัยผู้สูงอายุเป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของการทำงานของสมอง ส่งผลให้ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดหรือจำไม่ได้ มีอาการหลงลืม การใช้ภาษาผิดปกติ และพฤติกรรมรวมถึงอารมณ์เปลี่ยนไป ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยผู้สูงอายุมีโอกาสป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้นตามอายุ เช่น 

  • อายุมากกว่า 65 ปี อัตราการพบผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ร้อยละ 5-8
  • อายุมากกว่า 85 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 30
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป พบสูงถึงร้อยละ 50

ซึ่งอัตราการพบโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้

 

อาหารบำรุงสมองผู้สูงวัย

ลูกหลานหรือผู้ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุควรใส่ใจดูแล เลือกอาหารบำรุงสมองผู้สูงวัยที่มีสารอาหารและวิตามินเหล่านี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ 

1. วิตามินบี

การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณสารอาหารที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวิตามินบี 6 และบี 12 ซึ่งเรามักพบว่าผู้สูงอายุจะขาดวิตามินบี 12 เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุ จะดูดซึมวิตามินบี 12 จากอาหารได้ยากขึ้น การทำงานของสมองจึงได้รับผลกระทบ วิตามินบี 6 และ 12 พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่และนมวิตามินบี 9 (โฟเลต) ที่มักจะพบในธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ 

ประโยชน์ของวิตามินบี : วิตามินบี เป็นสารที่ช่วยบำรุงประสาท ช่วยในเรื่องความทรงจำป้องกันโรคสมองเสื่อมและช่วยบำรุงระบบประสาทอื่นๆ ของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ วิตามินบี 6 ยังช่วยเสริมการดูดซึมกรดอะมิโนซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของโปรตีนในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมองให้แข็งแรง 

2. โอเมกา 3

สามารถพบได้ในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาอินทรี ปลาจะละเม็ดขาว ปลาสำลี ปลากะพงขาว เป็นต้น 

ประโยชน์ของโอเมกา 3 : จากปลาทะเลน้ำลึกคือในเนื้อปลาเหล่านี้มีกรดไขมันจำเป็นในปริมาณที่มากพอที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับระบบประสาทและสมอง ช่วยในเรื่องความจำและลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ทั้งยังช่วยบำรุงหัวใจ ข้อต่อต่างๆ ได้อีกด้วย 

3. กลุ่มต้านอนุมูลอิสระ

เช่น วิตามินซี วิตามินอี ได้แก่ อาหารจำพวกผักใบเขียวและผลไม้หลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่อุดมไปด้วยสารโพลิฟีนอล และสารฟลาโวนอยด์ ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ มีวิตามินบีรวมวิตามินอีและแร่ธาตุอื่นๆ ล้วนอยู่ในสารอาหารที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ 

ประโยชน์ของกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ : สามารถช่วยป้องกันความเสื่อมในร่างกาย ช่วยให้สมองไม่เสื่อมเร็ว ป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความทรงจำและยังมีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทในด้านการมองเห็น และในส่วนของผักใบเขียว เป็นอาหารที่กรดโฟลิกซึ่งมีสารที่ช่วยให้การบำรุงสมองและช่วยดูแลควบคุมอารมณ์ให้อยู่ภาวะปกติ 

4. เลซิติน

เมื่อร่างกายได้รับสารเลซิตินจะเปลี่ยนเป็นสารที่ชื่อว่า “โคลีน” และสารโคลีนจะถูกสังเคราะห์โดยเซลล์ประสาทชื่อว่า “อะซิติลโดลีน” พบมากใน ไข่ไก่ นับเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน นอกจากในไข่ไก่แล้วยังพบใน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง, เมล็ดทานตะวัน, จมูกข้าวสาลี และข้าวโพดสีเหลือง 

ประโยชน์ของโคลิน : คือจะทำหน้าที่สำคัญต่อการพัฒนาการทำงานของสมอง และความจำ

นอกจากนี้ การดื่ม “น้ำเปล่า” อย่างเพียงพอ ก็ช่วยให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย รวมถึงเซลล์สมองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกเซลล์ในร่างกายจำเป็นต้องใช้น้ำ แถม 3 ใน 4 ของสมองคนเราก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบอีกด้วย ดังนั้นน้ำเปล่าจึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรดื่มอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

 

อาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยง

เมื่อทราบแหล่งอาหารที่บำรุงสมองสำหรับผู้สูงอายุไปแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบกลุ่มอาหารที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงด้วย

  • อาหารกลุ่มไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ ได้แก่ มันหมู มันไก่ เนย เนยเทียม ครีมเทียม มาการีน
  • อาหารกลุ่มไขมันอิ่มตัวจากพืช ได้แก่ กะทิ, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว
  • อาหารที่มีน้ำตาลสูง อาทิ ขนมหวาน หรือเครื่องดื่มต่างๆ เพราะความหวานจะทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำให้เซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อไปสมองเกิดความเสียหาย หรือทำงานได้ไม่ดี ซึ่งอาจส่งผลต่อสมองในที่สุด 

นอกจากการเลือกให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสมองแล้ว สิ่งที่ ไม่ควรละเลยอีกประการ คือ การบำรุงสมองผู้สูงวัยในด้านอื่นๆ เช่น การฝึกสมอง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • ออกกำลังกาย และกำลังสมอง ช่วยบำรุงสมอง ลดภาวะสมองเสื่อม

การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่เข้าไปเลี้ยงสมองได้ รวมถึงการให้ผู้สูงอายุฝึกการทำสมาธิ ทำกิจกรรมที่พัฒนาสมอง เช่น การอ่านหนังสือ การคิดเลข จะช่วยทำให้สมองมีความผ่อนคลาย ซึ่งช่วยในการจดจำได้ดีขึ้น นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอยังช่วยให้ลดภาวะความจำสั้นในผู้สูงอายุให้ลดน้อยลงได้ 

ข้อมูลอ้างอิง : กรมการแพทย์, โรงพยาบาลพญาไท 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 

 

เกี่ยวข้องกัน

7 อาหารเสริมชะลอวัย กินไว้ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย 

อาหารเสริมชะลอวัย คือสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะใครๆ ก็อยากมีใบหน้าและรูปร่างอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ซึ่งอาหารที่เรากินก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น และจะมีอาหารเสริมอะไรบ้างที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้

ไม่ว่าใครก็อยากเกิดมาหน้าตาดี มีใบหน้าอ่อนเยาว์ คงความหนุ่มสาวไว้ให้ได้นานที่สุด แต่กฎของธรรมชาติ เราไม่อาจหยุดวันเวลา หยุดอายุของเราเอาไว้เท่าเดิมได้ มนุษย์จึงพยายามคิดค้นและหาวิธีการ ที่จะทำให้ความหนุ่มสาวยังคงอยู่กับเราได้นานที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความชรา (Aging) ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยเท่านั้น แต่นำไปสู่ความเจ็บป่วยและตายในที่สุด โดยความชรามีสาเหตุหลักจาก 4 ปัจจัย คือ

·      อนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species)

·      ภาวะน้ำตาลสะสม (Advanced Glycosylation End Product)

·      การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation)

·      ภาวะพร่องฮอร์โมน (Hormonal Insufficiency) 

สิ่งที่ช่วยป้องกันความชราจาก 4 ปัจจัยเหล่านี้ได้คือ การดูแลสุขภาพเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ร่างกายได้ครบ 5 หมู่ พยายามเลี่ยงอาหารที่ทำร้ายร่างกาย อาทิ ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม ที่มีปริมาณสูง เป็นต้น รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่เครียด และอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี ก็ช่วยทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสภาพลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แถมยังอาจจะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้อีกด้วย 

7 อาหารเสริมชะลอวัย

จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ทำให้มีการคิดค้นวิจัยและผลิตตัวช่วยชะลอวัยออกมาในรูปแบบของอาหารเสริมชะลอวัย ซึ่งทำให้คนที่มีความต้องการชะลอวัย ให้ยังดูหนุ่มสาวและไม่เป็นโรคได้ใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากกว่าการจะต้องดูแลตัวเองในรูปแบบอื่น เพียงแค่ซื้ออาหารเสริมเหล่านี้มากิน เสริมไปกับการดูแลตัวเองตามหลักการดูแลสุขภาพพื้นฐานก็ช่วยได้เยอะ

สำหรับอาหารเสริมชะลอวัย ที่ผลิตออกมาจำหน่ายส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ เพราะถือว่าเป็นสารอาหารที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ และคนส่วนใหญ่ที่เกิดความเสื่อมหรือชรา ก็มักมีสาเหตุนี้เป็นอันดับแรกๆ จากการถูกสารต้านอนุมูลอิสระทำร้าย ส่วนสาเหตุอื่นก็อาจจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการโดยตรง

อาหารเสริมชะลอวัย ที่อยากจะแนะนำ หากใครสนใจจะหาซื้อมากิน เพื่อทำให้ตนเองสุขภาพแข็งแรง หน้าตาสดใสดูอ่อนเยาว์ จะเป็นอาหารเสริมในกลุ่มต่างๆ ดังนี้ 

1. กลุ่มวิตามิน

วิตามินที่ใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมีหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ซี และ อี ช่วยจับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสื่อมของร่างกาย 

2. แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)

สารสีแดงของปลาแซลมอนและกุ้ง เป็นวิตามินเอชนิดใหม่ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง มีรายงานถึงการใช้แอสตาแซนธิน เพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวาน 

3. เรสเวอราทรอล (Resveratrol)

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล สกัดจากผิวองุ่น โดยเฉพาะองุ่นแดง มีการศึกษาพบว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็ง โรคอ้วน และเบาหวานในสัตว์ทดลองได้ 

4. กรดแอลฟาไลโปอิก (Alpha lipoic acid)

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงและดีมาก เพราะออกฤทธิ์ได้ทั้งในน้ำและในไขมัน และจะไปเปลี่ยนวิตามินซีในร่างกายให้ทำงานได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องกินวิตามินซีเข้าไปมากๆ มีการศึกษาในคนพบว่าสามารถช่วยรักษาภาวะปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานได้ กรดแอลฟาไลโปอิก พบได้ในเนื้อสัตว์ ผักโขม ผักบรอกโคลี และยีสต์ทำขนมปัง 

5. ซีลีเนียม (Selenium)

ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ป้องกันการตายของเซลล์ และช่วยสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ซีลีเนียมพบมากในธัญพืชที่ไม่ขัดสีและกระเทียม ในปัจจุบันมีซีลีเนียมในรูปของ ยีสต์ซีลีเนียม ซึ่งราคาถูกและได้ผลดี มีการศึกษาในคนที่ได้รับยีสต์ซีลีเนียมขนาด 200 ไมโครกรัมต่อวัน จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอด ลำไส้ใหญ่ และต่อมลูกหมากได้ 

6. โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10)

ช่วยป้องกันโรคพาร์กินสัน (Parkinson) ใช้ในขนาดสูงเพื่อรักษาภาวะหัวใจวาย ปกติจะพบโคเอ็นไซม์คิวเท็น หรือเรียกสั้นๆ ว่า โคคิวเท็น ในอาหารเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลา อาหารทะเล รำข้าว ถั่วเปลือกแข็ง แต่ความร้อนจากการปรุงอาหารจะทำให้โคคิวเท็นถูกทำลายไป 

7. เอ็น-อะเซทิล ซิสเทอีน (N-Acetyl cysteine)

นอกจากใช้ในการละลายเสมหะแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นกลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักภายในเซลล์ ในปัจจุบันได้นำมาใช้เพื่อป้องกันไตวายจากการฉีดสารทึบแสง ป้องกันภาวะ (Reperfusion Injury) ในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดอุดตัน และป้องกันตับวายจากพิษของยาพาราเซตามอล

สารอาหารทั้ง 7 กลุ่ม ปัจจุบันมีการผลิตออกมาขายมากมาย หลากหลายยี่ห้อ ทั้งชนิดสารอาหารเดี่ยวๆ หรือการจับรวมผสมผสานกันหลายๆ ชนิด แล้วแต่สูตรของผู้ผลิตแต่ละราย ซึ่งการเลือกซื้ออาหารเสริมชะลอวัยมารับประทาน ต้องเลือกจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ มีเครื่องหมาย อย. รับรอง และไม่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ที่สำคัญต้องรู้ว่าตนเองแพ้สารอาหารหรืออาหารชนิดใดบ้าง ควรศึกษาข้อมูลให้ดี รวมถึงหากเป็นไปได้ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ต้องได้รับยาเป็นประจำ

อาหารเสริมชะลอวัย ในปัจจุบันยังมีอีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อเป็นตัวช่วยให้คนในยุคปัจจุบันที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ได้เป็นคนที่มีสุขภาพดี สูงวัยแต่ยังแข็งแรง ดูสดใส ซึ่งนอกจากอาหารเสริมชะลอวัยที่มีมากมายแล้ว การดูแลร่างการหรือการชะลอวัย ก็ยังมีอีกหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งควรศึกษาและเลือกให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง 

ข้อมูลอ้างอิง: กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข 

 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

4 เรื่อง ที่จะดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และไม่พบในช่วงหนุ่มสาว 

เมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าของคุณจะเปลี่ยนไป ผิวรอบดวงตาและบริเวณเหนือริมฝีปากจะเริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ และหลังจากนั้นมันจะกลายเป็นร่องลึกที่เห็นได้ชัด เส้นผมบางลง ร่างกายโรยรา และผิวหนังบางส่วนคล้ำขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ 

เราไม่ได้กำลังจะพูดถึงเรื่องผมหงอก และไม่ได้กำลังจะพูดถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นที่กระดูกและข้อที่จะทำให้คุณทรมานทันทีที่เข้านอน หรือจู่โจมคุณระหว่างกำลังทำกิจวัตรประจำวัน 

ในสังคมนี้ที่ให้คุณค่าและบูชาความเยาว์วัย การมีอายุเลยวัย 35 หรือ 40 ปี แทบจะเป็นเหมือนอาชญากรรม

"มุมมองหลักที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ ความชราเป็นกระบวนการของการเสื่อมสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นเป็นผลผลิตของการเหยียดอายุ (Ageism) ที่แพร่หลายอยู่ในหลายสังคม นี่คือมุมมองที่ได้รับการตอกย้ำอย่างต่อเนื่องและเป็นอันตรายมาก และมันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ ที่เราจะยอมรับคำอธิบายผิด ๆ นี้" เจมมา มูแลนด์ รองผู้อำนวยการส่วนวิจัยแห่งศูนย์ Aging Better เอ็นจีโอในลอนดอน สหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซี มุนโด (แผนกภาษาสเปน) 

เธอกล่าวต่อไปว่า แต่ในความเป็นจริง "การแก่ชราควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการของการเติมเต็ม เป็นเวลาแห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนางานอดิเรกและความสนใจใหม่ ๆ เพื่อเริ่มการผจญภัยครั้งใหม่หรือเพื่ออุทิศตัวให้กับชุมชน" 

อย่างไรก็ตาม มูแลนด์ชี้ว่า เราควรระมัดระวังในการใช้อายุเป็นตัวบ่งชี้และชี้วัดเรื่องต่าง ๆ เพราะ "ประสบการณ์ในช่วงปีหลัง ๆ ของเรามักถูกกำหนดโดยปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น สถานที่ที่เราอยู่ สถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ เชื้อชาติ หรือประเด็นว่าเราพิการหรือไม่"

นอกจากนี้ เธอกล่าวด้วยว่า "ในความเป็นจริง ความแตกต่างภายในคนกลุ่มอายุเดียวกัน ก็อาจมีมากกว่าความแตกต่างระหว่างคนต่างกลุ่มอายุด้วยซ้ำ"

 

ธรรมชาตินั้นฉลาด

ในฐานะคนที่ผ่านอายุ 50 ปีมาแล้ว ผู้เขียนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากและภูมิใจอย่างยิ่งว่า แนวความคิดที่หดหู่เมื่อพูดถึงเรื่องการสูงวัยเป็นเรื่องที่ล้าสมัยอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นแนวความคิดที่ผิดก็ได้

มีคนบอกว่าธรรมชาตินั้นฉลาด ซึ่งฉันเห็นด้วยเหมือนกัน ริ้วรอยเพิ่มขึ้นหรือไม่ คุณก็แค่ลดการมองริ้วรอยเหล่านั้นลงซะ คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นและเสื้อผ้าเริ่มใส่ไม่ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า แต่เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณก็ใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดเรื่องการแต่งตัวและรูปร่างของคุณน้อยลง 

นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเลยทีเดียว ความนับถือในตัวเองและความมั่นใจในตัวเองเป็นสิ่งที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

แต่ก็ไม่ได้มีแค่สองเรื่องนี้ มีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่จะดีขึ้นตามอายุ และทักษะบางอย่างก็สามารถทำออกมาได้ดีที่สุดในช่วงอายุที่มากขึ้น ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นในช่วงหนุ่มสาวหรือแม้แต่ตอนอายุ 30 หรือ 20 ต้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น ในวัย 40 ปี ผลการศึกษาเมื่อปี 2020 พบว่า วัยที่สามารถวิ่งอัลตรามาราธอนส์ได้ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงคือ อายุ 40-44 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 45-49 ปี

ในบทความนี้จะเล่าถึงตัวอย่างบางเรื่องที่จะดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

 

ทักษะการคิด

ก่อนหน้านี้ เคยมีความเข้าใจว่าสมองจะมีศักยภาพสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 20 ปี และเมื่อเข้าสู่วัยกลางคนสมองจะเริ่มทำงานอย่างคงที่ จากนั้นจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ 

แต่ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันแล้วว่าสมองเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตลอดช่วงชีวิตของเรา และในขณะที่กระบวนการทำงานบางอย่างของสมองเสื่อมลงตามอายุ เช่น การทำงานของความจำ ซึ่งเป็นกระบวนการทางสมองที่จัดเก็บข้อมูลชั่วคราวเพื่อประมวลผลข้อมูล แต่ในมิติอื่น ๆ กลับมีส่วนที่สมองทำงานดีขึ้น

จากบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น "สมองจะตรวจจับความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และสามารถจับภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นได้ รวมทั้งเข้าใจผลกระทบในระดับที่ใหญ่ขึ้นของปัญหาเฉพาะแต่ละเรื่องได้เช่นกัน" 

สิ่งเหล่านี้ได้วางรากฐานสำหรับสิ่งที่เรียกว่า “สติปัญญา” (wisdom) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มักมีเรื่องอายุมาเกี่ยวข้อง 

จากการศึกษาของ ไมเคิล ที.อัลล์แมน ศาสตราจารย์ในภาควิชาประสาทวิทยาศาสตร์และผู้อํานวยการห้องปฏิบัติการสมองและภาษา มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา และ เจา เวริสซิโม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจากลิสบอน ประเทศโปรตุเกส พบว่ามีการทํางานของสมองที่สําคัญสองส่วนที่ดีขึ้นตามอายุ 

หนึ่งในนั้นคือเรื่องการมีสมาธิจดจ่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยับทรัพยากรของสมองไปยังตำแหน่งเฉพาะ อีกส่วนคือ การยับยั้ง (executive inhibition) ซึ่งยับยั้งข้อมูลที่ทําให้เสียสมาธิหรือขัดแย้งกัน เพื่อทําให้เราสามารถมุ่งเน้นไปที่สิ่งสําคัญได้ 

"โดยพื้นฐานแล้วนั่นคือการโฟกัสที่ตัวคุณในขณะที่เราพูดคุยกัน และไม่สนใจรอยยิ้มของ ผศ.เจา" ศ.อัลล์แมน บอกกับบีบีซี มุนโด ระหว่างการสนทนาพร้อมกันสามคนทางแอปพลิเคชันซูม 

"นั่นคือเรื่องที่เคยคิดกันมาก่อนว่าจะแย่ลง และเราแสดงให้เห็นว่ามันดีขึ้นต่างหาก" 

"แต่ยังมีแง่มุมอื่น ๆ เกี่ยวกับความสามารถของสมองที่ดีขึ้นอีก" เขากล่าวเสริม เช่น "การใช้คําศัพท์และการควบคุมอารมณ์ (ซึ่งหมายถึงความสามารถในการควบคุมแรงกระตุ้นของคุณ)" 

"สิ่งเหล่านี้พัฒนาให้ดีขึ้นได้ และอาจเป็นเพราะประสบการณ์ด้วย" 

ศาสตราจารย์อัลล์แมนในวัย 61 ปี กล่าวว่าจากประสบการณ์ของเขา เขายังคง "เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในสิ่งยาก ๆ ที่ผมทํา เช่น การเขียนเอกสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์และทําวิจัย ผมสงสัยว่าผมจะเก่งที่สุดในอีก 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้ผมก็ทำได้ดีขึ้น แม้ว่าจะช้ากว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วมากก็ตาม"

 

ระบบภูมิคุ้มกัน-ภูมิแพ้

ในขณะที่ระบบการป้องกันของร่างกายคนเรามีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงตามอายุ เพราะการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวน้อยลงและพวกมันก็ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพน้อยลงด้วย แต่อีกส่วนของระบบภูมิคุ้มกันของเรามีความแข็งแรงขึ้น เนื่องด้วยเชื้อโรคต่าง ๆ ที่ร่างกายเราได้เผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เรากําลังพูดถึงหน่วยความจําของระบบภูมิคุ้มกันที่ทํางานในลักษณะเดียวกับหน่วยความจําของสมอง 

"ครั้งแรกที่ร่างกายของเราพบการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง เราจะป่วยอย่างมาก แต่เมื่อติดเชื้ออีกเป็นครั้งที่ 2-3 หรือ 4 ร่างกายคุณได้เรียนรู้ที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพแล้ว จนถึงจุดที่เราไม่ป่วยอีกต่อไป หรือถ้าเราป่วยอาการจะเบากว่าครั้งแรกมาก" จอห์น อัพแฮม ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลีย อธิบายกับบีบีซี มุนโด 

"หน่วยความจำของระบบภูมิคุ้มกันจะไม่ดีเท่าไหร่ในช่วงต้นชีวิต แต่มันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา จนถึงวัยผู้ใหญ่ และวัยกลางคน และยังคงทำงานได้ดีมากจนถึงช่วงอายุ 60-70 ปี" เขากล่าวเสริม

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนแก่จึงมักจะเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่น้อยลง เว้นแต่จะมีโรคประจําตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเด็กเล็ก ซึ่งเชื้อโรคส่วนใหญ่ที่พวกเขาพบเป็นเชื้อใหม่ และยังป่วยตลอดเวลา 

ระบบภูมิคุ้มกันเริ่ม "อ่อนแอลงบางส่วนเมื่ออายุประมาณ 70 ปี แต่สัดส่วนที่มันอ่อนแอลงในคนที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นไม่มีนัยสําคัญพอที่จะสร้างความแตกต่างให้กับสุขภาพของพวกเขา และคนเหล่านี้ยังสามารถมีภูมิป้องกันการติดเชื้อได้หลายชนิด" ศ.อัพแฮม กล่าว 

ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ ภูมิแพ้จะมีความรุนแรงน้อยลง  

"ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 หรือ 70 ปี มักจะมีอาการแพ้น้อยกว่าเด็กหรือวัยผู้ใหญ่" ศาสตราจารย์อัพแฮมกล่าว ผู้สูงอายุจะไม่เกิดอาการแพ้ใหม่ ๆ และหากมีอาการแพ้ก็มักจะหายได้หรือมีอาการไม่มาก ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองรุนแรงเช่นเดิม 

ในท้ายที่สุด "การมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงหรืออ่อนแอจะมีประโยชน์หรือเป็นโทษนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากระบบภูมิคุ้มกันไม่ทำงานมากอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อคุณมีการติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริงมันส่งผลดีในกรณีการเป็นภูมิแพ้"

 

ความสุข

ความสุขเป็นเรื่องที่วัดได้ยาก แต่วิทยาศาสตร์ได้มองหาวิธีที่จะวัดความสุขมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นอย่างน้อย 

แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการมีความสุขกับชีวิต อย่างเช่นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม สุขภาพ เป็นต้น แต่นักวิจัยพบว่าหากตัดปัจจัยเหล่านี้และปัจจัยทางประชากรออกไป ความสุขจะมีลักษณะเป็นรูปตัว "ยู" (U-shaped) 

การค้นพบนี้อธิบายว่า โดยทั่วไปคนเราเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างค่อนข้างมีความสุข แต่ความสุขจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป (ตัวอย่างของเรื่องนี้ คือวิกฤตวัยกลางคนนั่นเอง) หลังจากนั้นความสุขจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งจนถึงอายุประมาณ 70 ปี 

นักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า แอนดรูว์ ออสวัลด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริก สหราชอาณาจักร และเดวิด บลานช์ฟลาวเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านแรงงานและนักวิชาการที่วิทยาลัยดาร์ตมัธ สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันทดสอบสมมติฐานความสุขที่มีลักษณะเป็นกราฟรูปตัว U โดยใช้ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามของคน 500,000 คน ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก ผลการศึกษาพบว่า ความสุขของผู้คนลดลง เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน 

ข้อมูลที่รวบรวมในภายหลังจากคนในเอเชีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก และการสำรวจความสุขของผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 72 ประเทศ ก็พบรูปแบบเดียวกัน 

เหตุใดเราจึงฟื้นความสามารถในการสนุกกับชีวิตขึ้นมาได้ เมื่อเราอายุมากขึ้น ? มีหลายทฤษฎีที่อธิบายว่าทําไมผู้สูงอายุจึงมีความสุขหรือคิดบวกมากกว่าคนรุ่นถัดมา 

ดานา โรเซนเฟลด์ นักสังคมวิทยาด้านชราศาสตร์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในสหราชอาณาจักร กล่าวในบทความที่เผยแพร่ใน The Conversation ว่าตามหลักแล้ว "คนหนุ่มสาวต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เครียดมากกว่าผู้สูงอายุ" (เช่น การลดค่าจ้างหรือการว่างงาน) นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้น "เรามักจะโฟกัสแต่ความทรงจําและข้อมูลเชิงบวก และเราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น" 

ด้านศาสตราจารย์ลอรา คาร์ลสเตน นักวิชาการด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา เชื่อมโยงเรื่องนี้กับ "ความสามารถพิเศษของมนุษย์ในการรับรู้ความตายของเราเองและการตรวจสอบจุดสิ้นสุดเวลาของเราเอง" 

เธอกล่าวต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นที่มาว่า เมื่อผู้สูงอายุรู้ว่าพวกเขาใกล้ตายแล้ว พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในปัจจุบัน พวกเขามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สําคัญในปัจจุบัน เช่น สิ่งที่พวกเขารู้สึก และให้ความสําคัญกับเป้าหมายระยะยาวน้อยลง

 

ความพึงพอใจทางเพศ

นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่หลายคนคิด งานศึกษามากมายเปิดเผยว่า ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจทางเพศในระดับสูง 

จากการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศและความพึงพอใจทางเพศของหญิงสูงอายุในสหรัฐฯ พบว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอายุประมาณ 80 ปี ถึงจุดสุดยอดตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลาในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์

ทําไมมันถึงกลายเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์มากขึ้นตามอายุ 

"เมื่อเราอายุมากขึ้น เรามีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากขึ้นในการยืนยันและสํารวจสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น ประสบการณ์ทางเพศของเราก็มีมากขึ้น และเราสามารถเริ่มจดจ่อกับสิ่งที่ทําให้เรามีความสุขได้" เวิลด์ คาตาลินา ลอว์ซิน นักจิตวิทยาคลินิกจากสหรัฐฯ กล่าว 

ความมั่นใจในตนเอง ความรู้สึกสบายใจมากขึ้นกับสิ่งที่คุณเป็นและกับร่างกายของตัวเอง ยังช่วยให้ประสบการณ์ทางเพศน่าพึงพอใจมากขึ้น 

นาตาลี วิลตัน นักบําบัดโรคและนักสังคมสงเคราะห์ที่มีประสบการณ์มากมายในเรื่องเพศในผู้สูงอายุ ชี้ด้วยว่า คนสูงวัยมักจะมีเวลาว่างมากขึ้นและมีความเครียดน้อยลงในชีวิตประจําวัน ทำให้พวกเขามีเวลามากขึ้นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ 

"ถ้าคุณนึกถึงผู้ใหญ่วัยกลางคนทั่วไปที่มีงานประจํา มีลูก และดูแลคนอื่น ทั้งหมดนี้ทําให้ชีวิตยุ่งมาก ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระเหล่านี้มากเท่าเดิม ดังนั้น จึงมีเหตุผลดี ๆ มากมายที่เซ็กส์จะดีขึ้นได้ตามอายุ" วิลตันกล่าว 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างอัศจรรย์ เพียงเพราะแค่เข้าสู่วัยชรา 

"เซ็กส์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตอนอายุเท่าไหร่ก็ตาม มันเกี่ยวกับสิ่งที่คุณใส่ใจทำลงไป และทัศนคติของคุณด้วย ดังนั้น หากชีวิตทางเพศของคุณไม่ดีก่อนที่คุณจะถึงวัย 50, 60 หรือ 70 มันจะไม่ได้ดีขึ้นในทันที"

แล้วอุปสรรคทางกายภาพมีผลหรือไม่ 

เป็นความจริงที่อายุสามารถนํามาซึ่งโรคเรื้อรัง ความลำบากในการเคลื่อนไหว หรือปัญหาอื่น ๆ เช่น ช่องคลอดฝ่อในผู้หญิงวัยหมดประจําเดือน หรือความยากลําบากในการแข็งตัวของอวัยวะเพศในผู้ชาย แต่ภาวะเหล่านี้เป็นความยากลําบากที่สามารถเอาชนะได้ 

"สิ่งที่สําคัญที่สุดคือการสนทนาอย่างเปิดเผยกับคู่ของคุณและกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่กำลังรักษาคุณ (ในกรณีที่เจ็บป่วยเรื้อรัง) เพื่อประเมินว่ายาอาจมีผลข้างเคียงต่อชีวิตทางเพศของคุณหรือไม่ และมีสิ่งอื่นที่สามารถทําได้หรือไม่"  วิลตันกล่าว 

ลอว์ซินกล่าวว่ามีกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ที่สามารถทํางานเพื่อเพิ่มความเร้าอารมณ์และความสุขได้ เช่น การใช้สารหล่อลื่นไปจนถึงเซ็กส์ทอย 

สิ่งสําคัญคือต้อง "ละทิ้งสมมติฐานที่เรามีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศว่าควรเป็นอย่างไร" และจําไว้ว่า "ความพึงพอใจทางเพศไม่สัมพันธ์กับความถี่ทางเพศหรือสมรรถภาพทางเพศ แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่คุณเชื่อมต่อกับร่างกายของคุณและวิธีที่คุณเลือกเชื่อมต่อกับคู่ของคุณ" 

ดังนั้น หากผมสีขาวเส้นแรกปรากฏบนหัวของคุณและวันเกิดของญาติและเพื่อน ๆ ถูกลบออกจากความทรงจําของคุณไปแล้ว อย่าสิ้นหวังและให้ยอมรับช่วงวัยใหม่ เพราะมันมีทักษะต่าง ๆ ที่ดีขึ้น และประสบการณ์ด้านบวกอื่น ๆ มากมายที่รอคุณอยู่ 

ที่มา ; msn