ค้นหา

Thailand Zero Dropout สร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ยังคงเพิ่มขึ้น นับเป็นปัญหาสำคัญที่สื่อถึงความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา ที่สังคมไทยต้องเผชิญกันมาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างกำหนดนโยบายเชิงรุก เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ 

ซึ่งมาในวันนี้ คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติและรับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout และพร้อมเดินหน้าตามมาตรการนี้แล้ว 

โดยที่ผ่านมา มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการให้ครอบคลุมในทุกมิติ นั่นคือ มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยกลไกหลักในการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของเด็กและเยาวชนระหว่างหน่วยงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสารสนเทศกลางในระยะยาวเพื่อรองรับการบูรณาการข้อมูลและการค้นหาให้มีประสิทธิภาพ 

 

มาตรการ ตอบสนองมิชชั่น Thailand Zero Dropout

การขับเคลื่อนให้ภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ ภาครัฐได้อัปเดต 3 มาตรการสำคัญที่พร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมายนี้ 

·      มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ พัฒนการ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม ผ่านกลไกจัดการศึกษาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้วยกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด และช่วยเหลือ ดูแล และส่งต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาด้วยระบบการช่วยเหลือและส่งต่อสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นรายกรณี 

 

·      มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย

มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง ด้วยการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยให้การรับรองคุณวุฒิหรือเทียบโอนคุณวุฒิการศึกษา/ใบประกอบอาชีพหรือวิชาชีพระหว่างการจัดการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นต้น 

·      มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้

มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn ให้เด็กและเยาวชนอายุ 15-18 ปี ได้พัฒนาทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เหมาะสมตามศักยภาพและมีรายได้เสริมระหว่างเรียน ด้วยการสนับสนุนให้สถานประกอบการเข้าร่วมจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงาน มอบหมายให้ รง.พิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม 

ทั้งนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพื้นที่จังหวัดขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout รวม 25 จังหวัด เพื่อดูแลกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนที่หลุดออกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้ จำนวน 20,000 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และจะคลอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นต้นไป และสามารถดูแลกลุ่มเด็กเหล่านี้ได้ทั้งหมดจำนวน 1,000,000 คน ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งจะทำให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

จากมาตรการที่วางไว้นี้เอง ได้นำลงมาสู่การปฏิบัติจริงแล้วที่ จ.ราชบุรี โดยเมื่อครั้งที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ได้สื่อสารไว้ว่า 

ในส่วนตัวผมพยายามทำอะไรที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา ช่วงที่ยังทำงานอยู่ภาคเอกชนจึงให้บริษัทมาลงพื้นที่ เห็นว่าราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีขนาดเหมาะสมพอที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งจังหวัดกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการระบาดของโควิด-19 มีเด็กที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาค่อนข้างมาก” 

หลังจากการลงพื้นที่จริงของนายกรัฐมนตรี นำสู่การจัดงาน “All for Education Ratchaburi Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน รวมพลังคนราชบุรีไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง” ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อรวมพลังชาวราชบุรี ผลักดันให้จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่แห่งแรกในประเทศไทยที่จะไม่มีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาภายในปี 2567

 

 

โดยการปักหมุดครั้งสำคัญของโครงการ ราชบุรี Zero Dropout ภายใต้ภารกิจ Thailand Zero Dropout ที่ตั้งเป้าชัดเจนว่าต้องทำให้เด็กทุกคนต้องได้เรียน ซึ่งเริ่มดำเนินงานตามแผนระยะยาว 3 ปี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 โดยจังหวัดราชบุรีได้รับเลือกให้เป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงการศึกษาระดับประเทศ เพื่อช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็น ‘ศูนย์’ ภายในปี 2567 

ทั้งนี้ หน่วยงานที่มาร่วมมือกันเพื่อพิชิตภารกิจนี้ คือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี เป็นผู้ดำเนินงานหลัก ร่วมด้วย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนเงินทุนในโครงการจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อจุดประกายให้ทุกคนมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเดียวกันคือ ให้เด็กทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการสำคัญ คือ มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้ 

ถอดรหัสแนวคิด “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ”

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เคยให้มุมมองสำคัญเรื่องแนวคิด การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการเดินหน้าภารกิจนี้ว่า 

การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือ ทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล” 

ทั้งนี้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เป็นการจัดการศึกษาที่มีกฎหมายรับรองถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาในระบบด้วยหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และการศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ 

สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้ง 3 รูปแบบเลยก็ได้ โดยให้เทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ทั้งจากสถานศึกษาเดียวกันหรือต่างกัน รวมทั้งการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย ฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์ทำงาน และมาตรา 6 ที่มีใจความว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งตอนนี้เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาด้วยแนวคิด 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับครูและโรงเรียนเพื่อทำงานกับเด็กตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่นายกรัฐมนตรีประกาศมุ่งเป้าลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เหลือศูนย์” 

เพราะเมื่อพิจารณาข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำการสำรวจและพบว่าเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,025,514 คน และมีความคาดหวังว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้”

เราต้องไม่ลืมว่าการพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่างๆ อาทิต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้นเราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก” 

อีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้ คือ ครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่ง ให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้ จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด” 

แชร์บทบาทของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา เสริมการเรียนรู้ สร้างทักษะอาชีพจำเป็น

และอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการเดินหน้าภารกิจ Thailand Zero Dropout ที่มานำร่องทำในพื้นที่จังหวัดราชบุรี คือ ภาคเอกชน อย่าง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

สมัชชา พรหมสิริ ผู้บริหารบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมนำเสนอถึงบทบาทภาคเอกชนในการสนับสนุนการศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน โดยกล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชนผู้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าทุกภาคส่วนล้วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ และพร้อมเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศ นำมาซึ่งความตั้งใจของแสนสิริในการเดินหน้าโครงการ ราชบุรี Zero Dropout’ ร่วมกับ กสศ. ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อจุดประกายให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไปด้วยกัน” 

โดยกลไกสนับสนุนการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่แสนสิริร่วมออกแบบกับ กสศ. โครงการราชบุรี Zero Dropout นั้น เป็นการทำงานในลักษณะพื้นที่นวัตกรรม หรือ Sand Box โดยเริ่มจากการออกหุ้นกู้มูลค่า 100 ล้านบาทนำมาใช้ขับเคลื่อนงานตามเป้าหมาย พร้อมใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับงานด้านการศึกษาจาก กสศ. ในการระดมทุนเพื่อสร้างระบบดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในจังหวัดราชบุรี ภายในกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยหวังว่าจะพบแนวทางสร้างโอกาสทางการศึกษา และลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เหลือ ‘ศูนย์’” 

ตลอดสามปีเราพบว่าหนทางที่ยั่งยืนและเป็นไปได้ที่สุด คือต้องมีการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของเด็กเยาวชนที่หลากหลาย รวมถึงสามารถเชื่อมโลกการเรียนรู้กับการทำงานเข้าด้วยกัน หรือเป็นการสร้างและพัฒนาโครงข่ายของระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่ไม่เพียงสอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้เรียน หากยังต้องตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของภาคธุรกิจเอกชนด้วย” 

โดยนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เป็น 1 นวัตกรรมที่ กสศ. ร่วมกับโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรีนำมาใช้ และทำให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญเสียสละของเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน รวมไปถึงครูทุกท่าน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างไม่ต้องยึดติดอยู่กับการศึกษาเพียงลู่เดียว หรือการวัดประเมินผลด้วยมาตรฐานเพียงแบบเดียว” 

โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เกิดขึ้นผ่านโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี เป็นนวัตกรรมความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงกับการศึกษาที่หลายฝ่ายช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้น (Co – Creation For Education) โดยหวังว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและขยายผลออกไปทั่วประเทศ” 

ข้อมูล : บทความจากเว็บไซต์ กสศ. เรื่อง

·      ครม. รับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ “Thailand Zero Dropout”

·      “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ คือจุดเปลี่ยนของโครงสร้างระบบการศึกษาใหม่แบบ Inside Out + Outside In”

·      “‘การศึกษาคือการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน’ บทบาทภาคเอกชนสามารถสนับสนุนการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อเด็กทุกคนต้องได้เรียน” 

ที่มา ;  salika  May 30, 2024

 

เกี่ยวข้องกัน

พบเด็ก 1.02 ล้านคนตกหล่นระบบการศึกษาไทย เผย 3 อันดับปัจจัยต้นเหตุ 

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 67 คณะรัฐมนตรีเดินหน้ามาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ Thailand Zero Dropout ผนึกกำลัง 11 หน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูลเด็กนอกระบบ ผุดกลไกระดับจังหวัด มอบผู้ว่าราชการจังหวัด นั่งหัวโต๊ะ สแกนเด็กทุกพื้นที่ นั้น 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดรายงานพิเศษความจริงและความเร่งด่วน ของสถานการณ์เด็กนอกระบบในประเทศไทย จัดทำขึ้นจากการประมวลงานวิจัย องค์ความรู้และข้อค้นพบในพื้นที่การทำงานของ กสศ. ร่วมกับภาคีทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2562-2567 และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายและและมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) 

 

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า สถานการณ์เด็กเยาวชนนอกระบบ อายุระหว่าง 3-18 ปี ที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา ปัจจุบันมีจำนวน 1,025,514 คน หรือร้อยละ 8.41 ของเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีทั้งหมด (12,200,105 คน) ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) หรืออายุ 6-14 ปี จำนวนทั้งสิ้น 394,039 คน คิดเป็นร้อยละ 38.42 ของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา โดยจังหวัดที่มีเด็กและเยาวชนช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) หลุดจากระบบการศึกษาสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 61,609 คน ตาก 41,285 คน สมุทรสาคร 20,277 คน เชียงใหม่ 16,847 คน และสมุทรปราการ 14,349 คน

นอกจากนี้ งานวิจัยเชิงสํารวจเพื่่อศึกษาข้อมูลของเด็กนอกระบบการศึกษาภายใต้ “โครงการการสนับสนุนและพัฒนากลไกการขับเคลื่อนครูและเด็กนอกระบบการศึกษา” ของ กสศ. เก็บข้อมูลจากองค์กรเครือข่าย 67 องค์กร จำนวนกลุ่มตัวอย่างเด็กนอกระบบการศึกษา 35,003 คน พบว่า เด็กนอกระบบส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับชั้น มัธยมต้น (ร้อยละ 24.25) ขณะที่ร้อยละ 10.63 ไม่เคยได้รับการศึกษาเลย เด็กนอกระบบที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนและไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนบุคคล ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาสูงสุดในระดับประถมต้น (ร้อยละ 30.73) โดยอาชีพของผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีงานประจำ-รับจ้างรายวัน (ร้อยละ 47.11) สะท้อนถึงความไม่มั่นคงด้านรายได้ของครอบครัว อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา สาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา อันดับ 1 มาจากความยากจน (ร้อยละ 46.70) รองลงมาคือ ปัญหาครอบครัว (ร้อยละ 16.14) ออกกลางคัน/ถูกผลักออก (ร้อยละ 12.03) ไม่ได้รับสวัสดิการด้านการศึกษา (ร้อยละ 8.88) ปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 5.91) อยู่ในกระบวนการยุติธรรม (ร้อยละ 4.93) และได้รับความรุนแรง (ร้อยละ 3.63)

นายพัฒนะพงษ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษาเป็นรายกรณี พบว่า เด็กเผชิญกับปัญหาที่โยงใยซับซ้อนมากกว่า 1 ปัญหา โดยที่ไม่สามารถแก้เพียงเรื่องหนึ่งเรื่องใด แล้วจะหลุดพ้นจากวิกฤติได้ ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการออกนอกระบบการศึกษา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาครอบครัวแตกแยก การใช้ความรุนแรง การย้ายถิ่นฐาน ทัศนคติของผู้ปกครองที่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ให้ทํางานช่วยเหลือครอบครัว ปัจจัยด้านพฤติกรรม สุขภาวะของนักเรียน เช่น เผชิญความเสี่ยงกับยาเสพติด ตั้งครรภ์ในวัยเรียน เด็กพิการหรือเจ็บป่วย ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม การตกเป็นเหยื่อของการถูกรังแก ถูกบูลลี่ ล้อเลียน เด็กโตเกินกว่าที่กลับมาเรียนซ้ำชั้น ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ปัจจัยด้านครูและสถานศึกษา พบว่า การที่เด็กมีทัศนคติไม่ดีต่อการเรียน โรงเรียนและครู มีส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงเด็กไม่ให้หลุดออกไปจากการศึกษา ทำให้เห็นประโยชน์ของการเรียน โดยพบว่ามีสาเหตุมาจากขาดการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง หลักสูตรรายวิชาไม่ตอบโจทย์ชีวิต มุ่งเน้นเรียนเพื่อแข่งขัน ลักษณะของครูผู้สอน ทั้งการลงโทษ การใช้ความรุนแรงทั้งโดยวาจาและการกระทำ ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น การบ้าน การส่งงาน เป็นต้น สอดคล้องกับผลการศึกษาของโครงการวิจัยเรื่อง “การคาดการณ์อนาคตการศึกษาทางเลือก” (Foresight for Alternative Education) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับ กสศ. ระบุว่าหนึ่งในผลกระทบต่อโอกาสการศึกษาของเยาวชนผู้ด้อยโอกาส คือ ความผิดหวังต่อระบบการศึกษา ซึ่งสร้างผลกระทบลบ ทำให้เยาวชนขาดแรงจูงใจ ความตั้งใจ และความทุ่มเทในการเข้ารับการศึกษาเพราะไม่เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เยาวชนต่อต้านการศึกษาทุกรูปแบบ 

“การทำความเข้าใจเด็กนอกระบบ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะปัญหานี้ซับซ้อน และสั่งสมมายาวนาน สำคัญที่สุดคือต้องช่วยอย่างเข้าใจในเงื่อนไขชีวิตเด็ก ออกแบบการเรียนรู้และให้การสนับสนุนเขาในแบบที่เหมาะสมกับตัวเขาที่สุด” นายพัฒนะพงษ์ กล่าว 

ข้อเสนอของ กสศ. เส้นทางชีวิตของเด็กและเยาวชนนอกระบบนั้น รูปแบบการศึกษาของเด็กนอกระบบการศึกษาต้องออกแบบให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของเด็กซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ คือ กลุ่มเด็กที่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และกลุ่มเด็กที่ไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแต่มีความต้องการประกอบอาชีพ การส่งเสริมการศึกษาของเด็กกลุ่มที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากมีแรงจูงใจและความพร้อม แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการประกอบอาชีพโดยไม่ต้องการศึกษาต่อ จะยังขาดแรงจูงใจและความพร้อมในกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ควรได้รับการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษา ไปพร้อมกับรายได้จากการประกอบอาชีพตามเป้าหมายของตัวเอง โดยกำหนดลักษณะของรูปแบบการศึกษาได้ 3 ประการคือ ต้องให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ที่ไหนก็ได้ (anywhere) เรียนเมื่อไรก็ได้ (anytime) และเรียนอะไรก็ได้ตามที่ตนเองสนใจ (anything) รวมถึงอาจใช้รูปแบบการเรียนแบบออนไลน์ ระบบธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เพื่อสะสมและใช้เทียบโอนคุณวุฒิการศึกษาสำหรับการสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไปได้ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมใช้เรียนได้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง 

กสศ. เปิดรายงานพิเศษ “ความจริงและเร่งด่วนปัญหาวิกฤติเด็กนอกระบบในประเทศไทย” พบสถานการณ์เด็กเยาวชนตกหล่นจากระบบการศึกษาไทย 1.02 ล้านคน เผย 3 อันดับต้นเหตุ ความยากจน ปัญหาครอบครัว ถูกผลักออกจากระบบ เผชิญปัจจัยรุมเร้าหลายปัจจัย ต้องใช้รูปแบบการศึกษายืดหยุ่น หลากหลาย สร้างแรงจูงใจต่อการศึกษา ช่วยประคองไม่ให้หลุดจากระบบ 

ที่มา ; เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2567