
6 ก.พ. 2568 นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 “Sustainable System Change for Equitable Education in Thailand” ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ห้อง Mitrtown Hall 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ว่า สถิติที่น่าตกใจล่าสุดคือในปี 2567 เด็กไทยเกิดใหม่เพียง 4.6 แสนคน เทียบกับปี 2526 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนเกิด เวลานั้นไทยมีสถิติการเกิดปีละประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยคงไม่น่าจะกลับมามีอัตราการเกิดระดับ 1 ล้านคนต่อปี



ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็พบว่า ในทุกครั้งที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติ ไล่ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (ปี 2540) วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551) และวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 (ปี 2563) หลังสถานการณ์นั้นศักยภาพก็ลดลงไปเสียทุกครั้ง โดยก่อนต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยโตร้อยละ 7 ต่อปี แต่ล่าสุดเหลือเพียงร้อยละ 1.6 ต่อปี นอกจากนั้น สัดส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้น
“การมีผู้สูงอายุที่มากขึ้นแต่ประชากรวัยแรงงานและประชากรที่เกิดใหม่ลดลง คือความท้าทายที่ว่าหากประเทศไทยจะยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หนทางเดียวที่โครงสร้างประชากรนี้จะให้คำตอบนั้นได้คือเด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวที่ทำให้ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ออกจากกับดักรายได้ปานกลาง การที่จะมีผลิตภาพ ทางออกคือการศึกษา และไม่ใช่การศึกษาสำหรับคนบางกลุ่ม แต่เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกคน” นายไกรยส กล่าว
นายไกรยส กล่าวต่อไปว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ราว 3 ล้านคน ในจำนวนนี้รัฐบาลจัดงบประมาณดูแลเด็กยากจนและยากจนพิเศษประมาณ 1.9 ล้านคน เหลืออีก 1.1 ล้านคน ซึ่งมีการไปเยี่ยมบ้านและรับทราบปัญหาความยากจนมาแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณที่ครอบคลุม ดังนั้นการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในอนาคต เช่น งบฯ ปี 2569 ก็สามารถพิจารณางบประมาณเพื่อเติมเต็มโอกาสของเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาได้
ขณะที่ในปี 2567 มีเด็กในกลุ่มยากจนพิเศษอยู่ที่ราว 1.3 ล้านคน สูงขึ้นกว่าปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยรายได้ของครัวเรือนกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ อยู่ที่ 1,133 บาทต่อเดือน หรือ 37 บาทต่อวัน เมื่อดูสถานะครอบครัว พบราวร้อยละ 42 ของครอบครัวเด็กยากจนพิเศษ มีลักษณะพ่อแม่หย่าร้างหรือแยกกันอยู่ และร้อยละ 38.77 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่อยู่กับญาติ
ซึ่งสถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ทำอย่างไรนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ระบบการศึกษา ภาครัฐ ท้องถิ่นและเอกชน จะเข้ามามีบทบาทส่งเสริมให้ความเปราะบางนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อความหวังในการศึกษาต่อไปในอนาคต ยังมีข้อค้นพบด้วยว่า กลุ่มยากจนพิเศษจำนวนไม่น้อยอยู่ในครัวเรือนที่เป็นสมาชิกพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง สอดคล้องกับที่เห็นเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนมาดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว
“การศึกษาสูงสุดของคนในครอบครัวเป็นอย่างไร เราพบว่าสมาชิกครัวเรือนของเด็กครัวเรือนยากจนพิเศษส่วนใหญ่จบแค่ประถมศึกษา ถ้าน้องเหล่านี้เรียนจบ ม.3 เขาจะเป็นคนแรกในครัวเรือน และถ้าเขาได้ไปไกลถึงระดับปริญญาตรี มีครัวเรือนน้อยมากที่มีสมาชิกเคยไปถึงระดับนั้นได้ แต่ถ้าทำได้จะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าครัวเรือนนี้จะออกจากความยากจนได้ ที่เป็นความยากจนข้ามรุ่น” นายไกรยส ระบุ
นายไกรยส ยังกล่าวอีกว่า 10 จังหวัดที่พบนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับ 1 แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 45.09 รองลงมา นราธิวาส ร้อยละ 39.81 อันดับ 3 นครพนม ร้อยละ 39.22 อันดับ 4 อำนาจเจริญ ร้อยละ 39.21 อันดับ 5 ร้อยเอ็ด ร้อยละ 38.61 อันดับ 6 เท่ากัน 2 จังหวัด คือกาฬสินธุ์กับยโสธร ร้อยละ 37.73 อันดับ 7 มุกดาหาร ร้อยละ 35.9 อันดับ 8 ศรีสะเกษ ร้อยละ 35.86 และอันดับ 10 สกลนคร ร้อยละ 35.18 และเนื่องในโอกาสที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์มากกับผู้นำท้องถิ่นจะหามาตรการมาช่วยเด็กกลุ่มนี้
ขณะที่ในส่วนของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ในปี 2567 หมายถึงเด็กที่ไม่เจอตัวในระบบสถานศึกษาในสังกัดต่างๆ เทียบกับจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปี พบว่ามีอยู่ประมาณ 9.8 แสนคน โดย 10 อันดับจังหวัดที่พบปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด คือ อันดับ 1 ตาก ร้อยละ 32.71 รองลงมา แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 23.12 อันดับ 3 สมุทรสาคร ร้อยละ 19.84 อันดับ 4 ระนอง ร้อยละ 15.23 อันดับ 5 ภูเก็ต ร้อยละ 14.18 อันดับ 6 ปทุมธานี ร้อยละ 12.86 อันดับ 7 กรุงเทพฯ ร้อยละ 12.36 อันดับ 8 สมุทรปราการ ร้อยละ 11.88 อันดับ 9 กาญจนบุรี ร้อยละ 10.7 และอันดับ 10 ตราด ร้อยละ 10.56 สะท้อนถึงความจำเป็นต้องมีมาตรการที่แตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ โดยสรุปแล้ว หากต้องการแก้ไขปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษา จะมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาไป กับ 2.กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องพยายามดึงกลับเข้ามาให้ได้
ทั้งนี้ เมื่อบุคคลมีเลขประจำตัว 13 หลักอยู่แล้ว สามารถใช้ API ระหว่างหน่วยงาน ในการเชื่อมข้อมูลจากโครงการ Thailand Zero Dropout ไปยังทุกกระทรวงที่มีทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับบางเงื่อนไขของเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมออกแว่นตา พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีกองทุนคุ้มครองเด็ก เป็นต้น
“เราเชื่อว่าถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเลข 13 หลัก ผ่านทาง API ของทุกหน่วยงาน เด็กจะได้สวัสดิการซึ่งรัฐจัดให้ตามหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว เราไม่ต้องการเงินเพิ่มเติมอีก แต่เราต้องการให้สวัสดิการกับเด็กเจอกันให้ได้ และเมื่อเจอกันแล้วทุกคนจะต้องได้รับรายงานกลับไปว่าเด็กได้รับหรือไม่ได้รับสวัสดิการอะไร จะได้ไม่มีความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ทุกคนทราบตรงกันว่าเด็กมีความพร้อมกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วหรือยัง อันนี้เป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษา ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ทุกหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านการแชร์ข้อมูล” ผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
เกี่ยวข้องกัน
กสศ.แนะ 2 แนวทางสร้างโอกาส-อนาคต ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงาน Equity Forum 2025 “ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” โดยเปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 ว่า มีนักเรียนในระดับก่อนประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับจำนวน 3 ล้านคนจากทั้งหมด 8.5 ล้านคน ที่อยู่ในครัวเรือนภายใต้เส้นความยากจน
โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับ 1 แม่ฮ่องสอน อันดับ 2 นราธิวาส และที่เหลือพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1,133 บาท/คน/เดือน เฉลี่ยวันละ 37 บาท เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้เฉลี่ยคนละ 1,039 บาท/คน/เดือน เฉลี่ยวันละ 34 บาท
นักเรียนยากจนพิเศษกว่า 38.77% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่อพยพย้ายถิ่นไปทำงานในเมือง
ครอบครัวแหว่งกลาง และยังพบว่าสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นผู้มีภาวะพึ่งพิง อาทิ มีผู้สูงอายุ 44.43% มีคนว่างงาน 27.3% และมีคนพิการเจ็บป่วยเรื้อรัง 12.41%
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กเยาวชนกลุ่มเหล่านี้ กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1.3 ล้านคนอย่างต่อเนื่อง 3 ปี
โดยมีการติดตามการเข้าเรียน และพัฒนาการรายบุคคลอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลลัพธ์ของโครงการ คือ อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ที่ 97.88% อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างสำคัญในเส้นทางการศึกษาของนักเรียนกลุ่มนี้ ได้แก่
๑.ปี 2567 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ 22,345 คนหรือเพียง 13.49% จากทั้งหมด 165,585 คน ที่สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษาจนสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอัตราการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของประชากรไทยกว่า 3 เท่า
2. มีนักเรียนที่ครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอีกประมาณ 1.1 ล้านคน ยังไม่ได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่หน่วยงานระดับนโยบาย หน่วยจัดสรร งบประมาณ และหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา ควรร่วมกันพัฒนามาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงวัยสำคัญ
3. นอกจากการช่วยเหลือด้านทางเศรษฐกิจแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตที่มีความท้าทาย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการคงอยู่ในระบบการศึกษา
จากการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบสารสนเทศของสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย พบว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนนอกในช่วงอายุ 3-18 ปี จำนวน 982,304 คน ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน
นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาสามารถนำเด็กมากกว่า 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ แต่ก็ยังมีเด็กยังไม่มีชื่อในระบบตั้งแต่ปี 2566 จำนวน 590,557 คน
และมีเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษากลุ่มใหม่ 391,747 คน ในจำนวนนี้อยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 387,591 คน คิดเป็น 39.46% ของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567)
2 ข้อ สร้างโอกาส-อนาคต
จากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้ กสศ.เสนอนโยบาย 2 ประเด็น ได้แก่
1. สร้างระบบหลักประกันโอกาสการศึกษาให้เด็กเยาวชน 20 ปี ผ่านการบูรณาการข้อมูลรายบุคคลระหว่าง 11 หน่วยงาน ครอบคลุมเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวน 3 ล้านคน และเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวน 9 แสนคน (3-22 ปี) เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
เพื่อให้ทุกกระทรวงบูรณาการขุดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาวะ สังคม ครอบครัว แรงงาน และการศึกษา เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนได้รับสวัสดิการ การดูแลพัฒนา และส่งต่ออย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสนอเพิ่มศักยภาพของสวัสดิการแบบมุ่งเป้า เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศ
2. ยกระดับบัตรประจำตัวประชาชนของเด็กเยาวชนทุกคนให้เป็น Learning Passport สำหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตรงไปยังเลข 13 หลักได้โดยตรง
โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่กับครัวเรือนยากจนและเปราะบาง เพื่อให้เด็กเยาวชนสามารถเลือกศึกษาต่อและเรียนรู้ผ่านการศึกษาทั้ง 3 ระบบผ่านหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งของภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนได้อย่างยืดหยุ่นและหลากหลาย ตามความถนัดและศักยภาพแต่ละบุคคล รวมทั้งสามารถถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างระบบได้เพื่อใช้ในการศึกษาต่อ และการสมัครงานได้ในอนาคต
เทียบ PISA กับ ONET
ด้าน รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงงานวิจัยที่ร่วมมือกับ กสศ. และ OECD ที่ประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากลเพื่อการพัฒนาสถานศึกษา หรือ PISA for Schools สำรวจ และประเมินสมรรถนะแบบ PISA ในสถานศึกษา 150 แห่ง จาก 16 จังหวัด
มีข้อค้นพบที่สำคัญคือ นักเรียนที่มีระดับคะแนนผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในระดับชั้น ป.6 ที่ดี จะมีแนวโน้มที่จะมีคะแนน สมรรถนะของ PISA สูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นความเหลื่อมล้ำในผลลัพธ์พบจากการทดสอบ PISA ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการขาดทุนที่สะสมมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาหรือปฐมวัย
เพราะฉะนั้นการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีคะแนน PISA ที่ดีขึ้นในอนาคต จึงควรเริ่มต้นจากมาตรการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เสมอภาคตั้งแต่การศึกษาระดับประถมศึกษา และอาศัยเครื่องมือประเมินผลอย่าง O-NET ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างสถานศึกษาในระยะยาว
ลงทุนกับการศึกษาคุ้มค่าแค่ไหน
จูสตีน ซาส หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเพื่อความครอบคลุมและความเท่าเทียมทางเพศ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ณ กรุงปารีส กล่าวผ่านวิดีโอว่า หากเราไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายในปี 2573 ต้นทุนทางสังคมของเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดจะอยู่ที่ 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 202 ล้านล้านบาท ขณะที่เด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานจะอยู่ที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายปีของฝรั่งเศสและญี่ปุ่นรวมกัน
“การลงทุนในการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงแค่ลดสัดส่วนของเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด รวมถึงลดสัดส่วนของเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐานลงเพียง 10% เราจะสามารถเพิ่ม GDP แต่ละปีได้ถึง 1-2%” จูสตีนกล่าว
กสศ.ฉายภาพสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 พร้อมเสนอ 2 นโยบายลดปัญหา สร้างโอกาสและอนาคตสำหรับเด็กและเยาวชนไทยทั้งในและนอกระบบการศึกษา พร้อมแนะแนวทางยกระดับการทดสอบ ONET ปิดจบด้วยตัวเลขต้นทุนทางสังคมที่แทบจะมากกว่าค่า GDP ของประเทศ
ที่มา ; ประชาชาติธุกิจ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568
เกี่ยวข้องกัน
เอกสารรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 โดย กสศ.>>>