ค้นหา

น.ร.ลดฮวบ 1 แสนคน สพฐ. สั่งเร่งแผนบริหาร โรงเรียนเล็ก

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากสพฐ.พบว่า ขณะนี้จำนวนนักเรียนของสพฐ.ลดลงเป็นอย่างมาก 

ซึ่งปีที่ผ่านมา สพฐ.มีนักเรียนในสังกัด ประมาณ 6.4 แสนคน แต่ข้อมูลในปีการศึกษานี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนนี้ มีนักเรียนเหลือประมาณ 6.3 แสนคน เป็นจำนวนลดลงกว่า 1 แสนคน ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ เพราะหากจำนวนนักเรียนลดลง ก็จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง 

สพฐ.จำเป็นจะต้องรีบวางแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  โดยวันที่ 1-3 กรกฏาคมนี้ ผมจะประชุมผู้อำนวยการสำนักงานแขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เพื่อหารูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กว่าจะมีการดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงการเตรียมข้อมูลด้านต่างๆของโรงเรียนขนาดเล็ก และวิธีการลดภาระงานครู เสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คนใหม่พิจารณาต่อไป” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว 

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายการลดภาระงานครูนั้น สพฐ.ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกรณีของครูมัทขึ้นอีก ซึ่งครูควรจะต้องได้ทำหน้าที่สอนเด็กเพียงอย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ครูได้รับมอบหมายงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอน หลายโครงการหลายกิจกรรมทำให้ครูออกจากห้องเรียน ดังนั้นจะมีการออกแบบเพื่อหาวิธีการลดภาระงานครู โดยเฉพาะการแก้ปัญหาครูที่ต้องทำหน้าที่งานจัดซื้อจัดจ้าง

ซึ่งครูที่ต้องแบกรับหน้าที่นี้ก็ไม่มีความรู้ด้านบัญชีและพัสดุ อีกทั้งหากจะมอบหมายงานดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ธุรการในโรงเรียนทำแทน ก็อาจจะไม่ใช่ความถนัดของเจ้าหน้าที่ธุรการ ซึ่งอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจงานด้านดังกล่าวหรือไม่ 

โดยสพฐ.อาจจะหาวิธีการเติมทักษะอบรมงานพัสดุให้แก่เจ้าหน้าที่ธุรการในโรงเรียนเพิ่มเติม ทั้งนี้สพฐ.เข้าใจปัญหาเหล่านี้ดีและจะออกแบบการแก้ปัญหานี้ให้ออกมาอย่างดีที่สุด เพราะหากนำงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนออกจากครูได้ สพฐ.เชื่อว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยจะขยับดีขึ้นอย่างแน่นอน 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือการเตรียมความพร้อมดูแลนักเรียนในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งทุกคนต่างเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็ก ทั้งนี้สพฐ.มีโรงเรียนที่อยู่ตามเขตแนวชายแดน ถึง 416 โรงเรียน ซึ่งในจำนวนนี้ผมได้มอบให้สำนักอำนวยการของสพฐ. จำแนกเป็น โรงเรียนกลุ่มเสี่ยงเฉพาะที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  โดยจากการสำรวจโรงเรียนตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา 

พบว่า โรงเรียนที่มีหลุมภัยที่มีความแข็งแรงและปลอดภัย จำนวน  160 แห่ง  และโรงเรียนที่ยังไม่มีหลุมหลบภัย จำนวน 230 แห่ง  โดยจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสร้างหลุมหลบภัยต่อไป   โดยขณะนี้สิ่งสำคัญผมได้กำชับโรงเรียนตามแนวชายแดนทั้งหมดให้ซักซ้อมแผนเผชิญอย่างเข้มข้นทุกว่า และต้องมีผู้รับผิดชอบวางแผนการอพยพการเคลื่อนย้ายเด็กอย่างปลอดภัยด้วย” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว 

สพฐ.ชี้ นักเรียนลดฮวบ 1 แสนคน สั่งเร่งแผนบริหาร รร.เล็ก – จี้ลดภาระงานครู หวั่นซ้ำรอย “ครูมัท” พร้อมเข้มแผนอพยพ รร.ชายแดน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มิถุนายน 2568

เกี่ยวข้องกัน

ตัวเลขสถิตินักเรียนเพียง 1 ปีการศึกษาลดลงถึง 1 แสนคนสัญญาณเตือนภัยอันเงียบงัน 

ตัวเลขที่จะพัดพาโรงเรียนให้ไปสู่โรงเรียนขนาดเล็ก บั่นทอนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประเทศชาติควรได้รับ คำถามที่ยังค้างคาในสายลม เราจะทำอย่างไรกับโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะเพิ่มจำนวนขึ้น เราจะรักษาคุณภาพการศึกษาในภาวะที่นักเรียนลดลงได้อย่างไร 

สัญญาณเตือนภัยอันเงียบงันสู่ห้วงสำนึกของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตัวเลขที่ถูกหยิบยกขึ้นมากลางที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงนั้น สั่นสะเทือนยิ่งกว่าแผ่นดินไหวขนาดเล็กในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. แย้มพรายตัวเลขที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ซ่อนเร้นมหันตภัยไว้ภายใน “นักเรียน สพฐ. ลดลงเกือบหนึ่งแสนคน” จาก 6.4 ล้านคน เหลือ 6.3 ล้านคนในชั่วข้ามปีการศึกษา นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ แต่มันคือ เสียงสะท้อนจากอ้อมกอดของมารดาที่ว่างเปล่า เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ไม่เคยถูกเปล่งออกมา มันคือสัญญาณแห่งการลดลงของ “ต้นทุนมนุษย์” ที่สำคัญที่สุดของชาติ 

หากมองจากมุมมองของสายลมที่พัดผ่านต้นตาลริมทุ่ง นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงประชากร แต่หากมองผ่านแว่นของผู้บริหารการศึกษา นี่คือวิกฤตที่รอวันปะทุ 

 

โรงเรียนขนาดเล็ก ดาบสองคมของความถดถอย

เมื่อจำนวนนักเรียนลดลง สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัวคือ การผลิบานของโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ใช่การผลิบานด้วยความงดงาม แต่เป็นการผลิบานด้วยความจำเป็นที่น่ากังวล โรงเรียนขนาดเล็กที่ไร้ซึ่งทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่เพียงพอ กำลังจะกลายเป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่ขยายตัวอย่างเงียบงัน

ภาพเด็กนักเรียนไม่กี่คนที่นั่งจับกลุ่มกันในห้องเรียนที่กว้างเกินตัว ครูไม่กี่คนที่ต้องแบกรับภาระการสอนหลายวิชาหลายระดับชั้น ไปจนถึงภาระงานที่ไม่ใช่การสอนที่พอกพูน นี่ไม่ใช่แค่ภาระของครู แต่มันคือ การบั่นทอนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประเทศชาติควรได้รับ 

สพฐ. กำลังตระหนักถึงภัยเงียบนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าที่ร้อยตรี ธนุ จะเรียกประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศในต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อค้นหารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าการซ่อมแซมอาคารเรียนที่ทรุดโทรม เพราะนี่คือการ ซ่อมแซมรากฐานของชาติที่กำลังสั่นคลอน

 

คำถามที่ยังค้างคาในสายลม:

เราจะทำอย่างไรกับโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะเพิ่มจำนวนขึ้น เราจะรักษาคุณภาพการศึกษาในภาวะที่นักเรียนลดลงได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด เราจะหยุดยั้งการลดลงของประชากรเด็กไทยได้อย่างไร

คำถามเหล่านี้ลอยวนอยู่ในอากาศ ปะปนกับไอร้อนจากพื้นดิน และรอคอยคำตอบที่ไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน อนาคตที่เสียงหัวเราะของเด็กๆ จะยังคงดังกังวานไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่ใช่เสียงกระซิบที่กำลังจางหายไปพร้อมกับสายลม 

ที่มา ; FB NBT Connext 

เกี่ยวข้องกัน

ห่วงวิกฤตเด็กเกิดน้อย เพิ่มโรงเรียนขนาดเล็ก เร่งควบรวม 

นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)นครราชสีมา ในฐานะนักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันแม้ว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะมีหน้าที่บริหารจัดการโรงเรียนในสังกัด แต่ในความเป็นจริง ก็ยังมีการกำกับดูแลจากส่วนกลาง คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งโดยหลักการควรกระจายอำนาจให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ชุมชน เป็นต้น หากยังไม่มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กลงไปในพื้นที่อย่างแท้จริง ก็อาจต้องควบรวมเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์การเรียนการสอน แต่การจะดำเนินการดังกล่าวได้จะทำความเข้าใจกับคนในชุมชน เพื่อสร้างหลักประกันให้กับคนในพื้นที่ หากสามารถดำเนินการได้เชื่อว่า จะช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กได้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนธุรการ และเจ้าหน้าที่การเงินพัสดุ 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วย ที่ สพฐ. เร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะอัตราการเกิดลดลง แต่อยากให้มีการวางระบบให้ดี ไม่ใช่ทำแบบไม่ทันตั้งตัว โดยจะต้องให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดภาระครู สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่

 

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่ยอมให้เกิดการควบรวม แบ่งเป็น 2 ข้อ ดังนี้

1. ความภาคภูมิใจที่พื้นที่ของตนเองมีโรงเรียนหรือสถานศึกษามาก่อตั้ง

2.ปัจจัยทางด้านการเมืองท้องถิ่นที่ ได้รับประโยชน์จากการมีสถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ 

แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ อาทิ ปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียน ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน ทำให้ข้อจำกัดทั้ง 2 อย่าง มีความผ่อนคลายลง ดังนั้น จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการจะวางแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก 

ขณะนี้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว เพราะอัตราการเกิดลดลง ซึ่งจะส่งผลให้มีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลเสียต่อการจัดการศึกษาในอนาคต รัฐบาลควรนำเรื่องนี้มาเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ใช่มอบหมายให้ สพฐ. เป็นผู้จัดการอยู่เพียงหน่วยงานเดียว “นายอดิศร กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568

 

เกี่ยวข้องกัน

ก.ค.ศ.’ ชงปรับอัตราครูเกินเกณฑ์ทำ ‘ธุรการ’ ถก ‘สพฐ.’ ถกเปลี่ยนตำแหน่ง38ค.(2) ทำพัสดุการเงิน 

นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า จากการหรือร่วมกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ฝากให้ สำนักงานก.ค.ศ. ช่วยคิดหาแนวทางลดภาระครู ซึ่งมีหน้าหลักในการสอน แต่ปัจจุบัน ต้องไปทำเรื่องพัสดุ การเงินและธุรการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่มีความจำเป็นในสถานศึกษาเช่นเดียวกัน เบื้องต้นสำนักงานก.ค.ศ. ได้หารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอเกลี่ยอัตราครูเกินเกณฑ์ และเปลี่ยนไปเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ให้มาทำหน้าที่ธุรการ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ซึ่งจะเป็นภาระกับงบประมาณของประเทศในอนาคต 

จากอัตราการเกิดที่น้อยลงในปัจจุบัน ส่งผลให้มีโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น และในโรงเรียนเหล่านี้เมื่อมีครูเกษียณฯ ก็จะได้รับการจัดสรรอัตราคืน ส่งผลให้มีครูเกินเกณฑ์ ในโรงเรียนที่มีเด็กลดลง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอยู่กว่า 5,000 แห่งดังนั้น เบื้องต้นจึงคิดว่า จะนำอัตราครูที่เกินเกณฑ์เหล่านี้มาเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง 38 ค.(2) 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพฐ. มีโรงเรียนทุกขนาดในภาพรวม ประมาณ 30,000 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 20,000 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 40 คน กว่า 5,000 แห่ง ซึ่งแม้จะเกลี่ยอัตราครูที่เกินเกณฑ์ มาอยู่ในตำแหน่ง 38 ค.(2) ได้แต่ก็คงไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ในแต่ละปี เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนจะได้อัตรามาเปลี่ยนเป็น 38 ค.(2) เท่าไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ ทั้งนี้ยืนยันว่า อัตราที่เกลี่ยมาเป็น 38 ค.(2) จะมีศักดิ์และสิทธิเช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกอย่าง “นายธนู กล่าว 

นายธนู กล่าวต่อว่า เบื้องต้น อาจไม่ต้องรออัตราเกษียณฯ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำรวจตัวเลขอัตราครูที่เกินเกณฑ์ ที่คาดว่า จะสามารถเกลี่ยมาในตำแหน่ง 38 ค.(2) ได้ก่อน ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็จะต้องหารือกับสพฐ.ว่าควรจะจัดสรรไปที่โรงเรียนกลุ่มใดก่อน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ส่วนแนวทางที่สพฐ. ให้โรงเรียนขนาดเล็กรวมกลุ่ม และใช้ธุรการร่วมกัน นั้น ในทางบริหารที่ผ่านมา สพฐ. ก็ใช้แนวทางดังกล่าว แต่จากรับฟังผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก มีเสียงสะท้อนมาว่า วิธีการดังกล่าวทำให้เกิดความไม่สะดวก และแต่ละแห่งอยากได้ธุรการประจำโรงเรียนของตัวเอง 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568

เกี่ยวข้องกัน

นักวิชาการ ชี้ โรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แนะพัฒนาให้มีคุณภาพ มากกว่ามุ่งยุบควบรวม 

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนขนาดเล็กกลายเป็นเรื่องราคาชังในวงการศึกษามา 10 ปี และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาจะมีเพื่อแนวคิดยุบควบรวม หรือจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้ แต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนอยู่ 29,449 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็ก 15,309 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า โรงเรียนในปัจจุบันมีสภาพโกลาหล คือ “โรงเรียนหนีตาย” คือ ในแนวชายแดนจะมีเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน หนีสงครามเข้ามาเรียนในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่คือ โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ตามแนวชายแดน เกาะแก่ง ส่วนคนที่เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ก็จะหนีตายไปเรียนในโรงเรียนประจำอำเภอ ดังนั้น สิ่งที่จะเห็นในทุกๆเช้าคือ ผู้ปกครองจะส่งลูกขึ้นรถเพื่อให้ลูกเข้าไปเรียนใน โรงเรียนประจำอำเภอ เพราะผู้ปกครองเชื่อว่ามีคุณภาพและมาตรฐาน มีจำนวนครูที่พอเพียง ขณะเดียวกันสำหรับคนที่มีฐานะมากขึ้นได้ “หนีตาย” ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด หรือโรงเรียนในอำเภอเมือง ทำให้เห็นว่าโรงเรียนประจำจังหวัดหลายแห่งมีจำนวนเด็กที่ล้น หลายแห่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือใหญ่พิเศษ หรืออาจจะส่งลูกไปเรียนในกรุงเทพ หรือโรงเรียนสาธิต เป็นต้น ในขณะที่เด็กที่ไม่มีทางจะไปต้องมาเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งโรงเรียนมีแนวโน้มจะถูกยุบ ควบรวม และถูกปิดมากขึ้น 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่โรงเรียนของคนยากจนมีแนวโน้มที่ถูกยุบควบรวม โรงเรียนของคนที่มีฐานะอย่าง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 9.7% โดยในปี2567 มีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 249 แหล่ง และมีแนวโน้มขยายไปตามต่างจังหวัดมากขึ้นตามลำดับ ค่าใช้จ่ายสำหรับเด็ก 1 คนในโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ประมาณ 764,484 บาท มีจำนวนนักเรียน 77,734 คน นี่คือลักษณะของการอพยพและหนีตายเป็นทอดๆ 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า โรงเรียนขนาดเล็ก อยู่บนความเป็นความตาย อยู่ในสภาพไม่แน่นอนแต่จำนวนเพิ่มขึ้นตลอด ซึ่งจะพบว่ารัฐมีวิธีการทางอ้อมให้โรงเรียนเหล่านี้ถูกยุบควบรวม โดยการไม่บรรจุครู ไม่บรรจุผู้บริหารลงไป งบประมาณที่ได้รับก็แทบจะบริหารจัดการไม่ได้ คล้ายกับว่ารัฐไม่ได้สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก มองว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นปัญหาและอุปสรรคในเรื่องคุณภาพการศึกษามายาวนาน ด้วยความเชื่อ และทัศนคติเหล่านี้ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กด้อยในเรื่องคุณภาพการศึกษา เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ แต่เมื่อมองอีกด้านจะเห็นว่าเด็กเกือบครึ่งของประเทศอยู่ที่ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กถูกปล่อยปละละเลยมาเป็น 10 ปี 

ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว AI เข้ามามีส่วนที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำหนักขึ้น ปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น แต่ระบบราชการยังมีชุดความคิดจัดการการศึกษาแบบเดิมๆ เกือบ 26 ปีแล้วที่ยังไม่มีการปฏิรูปใดๆ คนจึงมองเห็นว่าการศึกษาที่ดีที่สุดของลูกหลานเขา คือ โรงเรียนสาธิต โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนประจำจังหวัด ส่วนโรงเรียนในชนบท โรงเรียนชายขอบ ในเกาะแก่ง ไม่มีใครสนใจหรือไปทำให้ดีขึ้น 

ขณะนี้ สพฐ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลับมามองโรงเรียนขนาดเล็ก ในมุมมองที่ดีขึ้น จากเมื่อก่อนให้ยุบควบรวม มองว่า การมองโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องมองจากล่างขึ้นบน มองในเรื่องการให้โอกาสความเท่าเทียมกับเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน ต้องมองในเรื่องการให้ทุนการศึกษา อาหารเช้า การประกอบอาชีพของพ่อแม่เพื่อให้พ่อแม่ไม่ย้ายถิ่นฐาน และการทำให้โรงเรียนขนาดเล็กยืดหยุ่น เปิดให้ได้รับความช่วยเหลือจากท้องถิ่น เอกชน” นายสมพงษ์ กล่าว 

สิ่งที่ควรจะเร่งทำคือ

1. ถ้าโรงเรียนขนาดเล็กมีความพร้อมที่จะไปอยู่ในสังกัดของ อปท. ต้องให้ไป เพราะ อปท.อยู่ใกล้ชิดสามารถดูแลโรงเรียนเหล่านี้ได้

2.ขณะนี้ AI มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาในการศึกษามากขึ้น อาจจะใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนขนาดเล็ก เข้ามาช่วยในบางวิชา เพื่อให้ครูสามารถมาเป็นนักจัดการการศึกษาได้ เชื่อว่า AI จะตอบโจทย์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาสังคม และ AI เจริญโตก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ความคิดการศึกษายังอยู่กับที่และไม่เปลี่ยนแปลง และรัฐมนตรีที่เข้ามาแก้ไขจะนำนโยบายชั่วครั้งชั่วคราวมาบริหารก่อนที่จะทิ้งปัญหาไว้ให้ ก่อนที่จะเริ่มต้นกันใหม่ ดังนั้นการศึกษาในบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือดีขึ้นแม้แต่น้อย 

เด็กที่ยากจน ด้อยโอกาส เด็กที่มีทางจะไป ต้องเรียนที่โรงเรียนขนาดเล็ก ดังนั้น เราจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้มากกว่าโรงเรียนในเมืองอย่างไร ไม่ใช่ใช้มาตรฐานหรือเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด ต้องทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน ให้กลับมามีคุณภาพและน่าเชื่อถือ มองโรงเรียนขนาดเล็กในมิติที่บวกมากขึ้น ไม่ใช่มองตามความคิดเดิมคือ ยุบควบรวม ไม่ให้บรรจุครู เพราะจะทำให้โรงเรียนพวกนี้แย่ลงๆ” นายสมพงษ์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๖๘

สรุปสาระสำคัญ 

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่าจำนวนนักเรียนในสังกัดลดลงกว่า 1 แสนคนในปีการศึกษา 2568 เหลือเพียง 6.3 ล้านคน ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. จึงสั่งเร่งวางแผนบริหารโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ พร้อมลดภาระงานครู โดยเฉพาะงานจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุ เพื่อคืนเวลาให้ครูกลับไปสอนเต็มที่ รวมถึงเตรียมอบรมเจ้าหน้าที่ธุรการให้มีทักษะด้านพัสดุทดแทนครู นอกจากนี้ สพฐ. ยังห่วงความปลอดภัยของนักเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยพบว่าในโรงเรียนชายแดน 416 แห่ง ยังมีถึง 230 แห่งที่ไม่มีหลุมหลบภัย จึงเร่งประสานหน่วยงานสร้างเพิ่มเติมและซักซ้อมแผนอพยพอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ นักวิชาการเสนอให้กระจายอำนาจบริหารโรงเรียนขนาดเล็กให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม และหากจำเป็นต้องควบรวมต้องทำอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ขณะเดียวกันอีกฝ่ายเสนอให้พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพมากกว่ายุบรวม พร้อมใช้เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

 

 

แนวข้อสอบ

  1. สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มจำนวนมากขึ้นคือข้อใด
    ก. การย้ายถิ่นฐานของประชากร
    ข. การลดลงของจำนวนนักเรียนในระบบการศึกษา
    ค. การขยายเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน
    ง. การเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
    เฉลย:

  2. จากบทความ ข้อใดสะท้อนแนวทางแก้ปัญหาของ สพฐ.ได้ตรงที่สุด
    ก. ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อประหยัดงบประมาณ
    ข. เพิ่มภาระงานครูให้ครอบคลุมทุกด้าน
    ค. ลดภาระงานครูและพัฒนาเจ้าหน้าที่ธุรการให้มีทักษะพัสดุ
    ง. ให้โรงเรียนบริหารตนเองโดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานส่วนกลาง
    เฉลย: