
นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบนโยบายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีแนวคิดนำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยาฐานะได้ หรือที่เรียกที่ว่า ว.ประจักษ์ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับลักษณะของผลงานที่สามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ
“ขณะนี้ยังไม่มีการนำวิธีการดังกล่าวกลับมาใช้ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและทบทวน โดยสิ่งที่ต้องดำเนินการอันดับแรก คือ การศึกษาและย้อนกลับไปดูอดีตว่าการใช้หลักเกณฑ์เชิงประจักษ์เกิดปัญหาใดบ้าง และปัญหาเหล่านั้นมีลักษณะอย่างไร และนำไปสู่การฟ้องร้องหรือข้อขัดแย้งในประเด็นใด รวมทั้งต้องหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมในที่สุดจึงมีการยกเลิกการใช้เกณฑ์ดังกล่าว” นายธนูกล่าว
นายธนู กล่าวต่อว่า หากจะมีการนำหลักเกณฑ์เชิงประจักษ์กลับมาใช้อีกครั้ง ก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขจุดบกพร่อง และอุดช่องโหว่ที่เคยก่อให้เกิดปัญหา เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม อีกทั้งยังต้องตระหนักว่าหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในทุกรูปแบบล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น การจะนำผลงานเชิงประจักษ์กลับมาใช้ จึงจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาและต่อยอดในส่วนที่เป็นจุดแข็ง และแก้ไขในส่วนที่เป็นจุดอ่อน เพื่อให้ตอบโจทย์การประเมินผลงานที่มีความหลากหลาย ที่สามารถสะท้อนคุณภาพการทำงานที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ในปัจจุบัน ก.ค.ศ.ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว 9/2564) เพียงแนวทางเดียว ซึ่งแม้จะเป็นเกณฑ์ที่มีความชัดเจน แต่ก็อาจยังไม่ครอบคลุมความแตกต่างและความหลากหลายของบริบทการทำงานในแต่ละพื้นที่ได้เพียงพอ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. รวมถึงทิศทางของ ก.ค.ศ. จึงมีความตั้งใจที่จะเปิดกว้าง และพยายามสร้างหลักเกณฑ์การประเมินที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ แนวทางดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำให้สามารถเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะงานของตนเองได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถผลิตผลงานที่นำมาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้อย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการหยิบยกเรื่องนี้เข้าหารือ ในที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.อย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมต่อไป” นายธนูกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
‘ธนุ’ ส่งต่องานใหญ่ทีมใหม่ ชะลอ TRS-ประเมินวิทยฐานะ พร้อมเร่งปฏิรูปการเรียนการสอน
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตนได้ฝากนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. และผู้บริหารสพฐ.ชุดใหม่ ได้ดูระบบการย้ายครูผ่าน Teacher Rotation System หรือ TRS ซึ่งเป็นระบบออนไลน์สำหรับการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการส่งผ่าน จัดการ และประมวลผลข้อมูล ทำให้กระบวนการย้ายมีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นระบบที่ดีแต่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยใช้ดุลยพินิจในการย้ายบุคคลยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เนื่องจากมนุษย์เป็นพฤติกรรมศาสตร์ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้
“นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการศธ. ก็รับทราบเสียงสะท้อนในปัญหานี้ของครูและผู้บริหารโรงเรียนจากการลงพื้นที่อยู่ตลอด เพราะจากเดิมการยื่นย้ายผ่านระบบเดิม คือ ว18/2566 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีครูยื่นขอย้าย จำนวนประมาณ 20,000 คน และสามารถย้ายกลับบ้านได้ถึงหลักหมื่นคน ขณะที่ระบบใหม่อย่าง TRS มีครูยื่นขอย้ายประมาณ 30,000 คน แต่มีครูย้ายกลับบ้านได้เพียงหลักพันคนเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ครูยื่นขอย้ายได้น้อยลงกว่าเดิม โดยเฉพาะการยื่นขอย้ายปกติ หรือ รูปแบบการย้ายที่เกิดขึ้นตามคำร้องของผู้ขอย้ายเอง ซึ่งไม่ใช่กรณีพิเศษหรือย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ดังนั้นขณะนี้จึงแจ้งขอชะลอระบบ TRS ไว้ก่อน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยระหว่างนี้ให้กลับไปใช้เกณฑ์การย้ายครูผ่าน ว18 เช่นเดิมก่อน” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว
าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ฝากเลขาธิการกพฐ.คนใหม่เรื่องการประเมินผลงานวิทยฐานะที่จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างผู้อ่านและผู้ส่งผลงานด้วย เช่น ครูอาชีวะขอเลื่อนและมีวิทยฐานะผู้ที่จะเข้ามาประเมินจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านอาชีวศึกษา เพราะหากเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ได้มาจากสายงานอาชีวะก็อาจจะไม่เข้าใจผลงานนั้นๆได้ ขณะเดียวกันวัดตัวชี้การประเมินวิทยฐานะควรจะมีตัวชี้วัดที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพผู้เรียนไม่ใช่ไปให้น้ำหนักของการทำวิจัย อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องการผลักดันร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… การนำวิชาประวัติประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองมาสอนอย่างจริงจังและพัฒนารูปแบบการสอนให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์แบบสร้างสรรค์ให้เด็กคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ในประวัติศาสตร์ของตนเองแบบเชิงสร้างสรรค์มากกว่าเชิงร้าวฉาน และการนำวิชาวิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐานในการเรียนการสอน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ตนฝากเลขาธิการกพฐ.คนใหม่ให้ขับเคลื่อนต่อด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 กันยายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
ค้านชะลอย้ายครูผ่านระบบTRS ห่วงเปิดช่องทุจริต-ทำเสียสิทธิ
นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชะลอการใช้หลักเกณฑ์การย้าย ประมวลผล และพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ไว้ก่อน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยระหว่างนี้ให้กลับไปใช้เกณฑ์การย้ายครูผ่าน ว18 เช่นเดิมก่อน เพราะพบปัญหาครูได้รับการพิจารณาย้ายน้อยลงนั้น
การย้ายที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเปิดเผยตัวเลข ทำให้มีการหมกเม็ด หาผลประโยชน์ ผลพวงจากเรื่องนี้ทำให้มีปัญหาทุจริตค่อนข้างมาก เป็นที่มาของการจัดทำระบบTRS ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูล ทำให้รู้ว่าแต่ละที่มีตำแหน่งเท่าไร ทำให้เกิดความโปร่งใส ที่สำคัญตัวชี้วัดที่ใช้ก็มีความเป็นธรรม ช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตได้
“ส่วนตัวให้ความเห็นในฐานะอดีตเลขาธิการก.ค.ศ. โดยที่ทาง สพฐ. ระบุว่า ครูย้ายได้น้อยนั้น ในความเป็นจริงไม่น้อย แต่เพราะมีตำแหน่งว่างอยู่เท่านั้น ส่วนคนที่ย้ายไม่ตรงเอก หรือไม่ตรงสาขา ก็ไม่สามารถย้ายได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และครั้งนี้ก็มีการปรับระบบว่า ถ้าโรงเรียนที่ยื่นขอย้ายในลำดับที่ 1 และ2 ไม่ว่าง ก็สามารถเลือกลำดับต่อไปได้ ที่สำคัญการย้ายครั้งนี้ ก็ยังไม่เสร็จสิ้น สำนักงานก.ค.ศ. ยังพิจารณาเรื่องนี้ไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้หากชะลอเรื่องดังกล่าว อาจทำให้ครูทั่วประเทศเกิดความสับสน และอาจเกิดการฟ้องร้องกรณีมีผู้ที่เสียสิทธิ จากการดำเนินการดังกล่าว ” นายประวิต กล่าว
นายประวิต กล่าวต่อว่า การย้ายครูด้วยระบบTRS ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ซึ่งมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการก.ค.ศ.ทุกคนในขณะนั้น ก็ไม่ได้มีการคัดค้านการใช้ระบบนี้ ส่วนตัวยังไม่พบข้อมูลเรื่องดังกล่าว โดยส่วนตัวกังวลว่า หากกลับไปใช้หลักเกณฑ์การย้ายครูระบบเดิม อาจจะส่วนที่ระบุว่าไปริดรอนสิทธิ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา นั้น ทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ กลับมาอีก เมื่อสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้วก็ไม่ควรถอยหลังเข้าคลอง ตอนนี้การย้ายครูด้วยระบบTRS ทำให้เกิดความโปร่งใส และเป็นระบบที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ หากมีข้อบกพร่องก็ต้องพัฒนาต่อยอด คิดไปข้างหน้า ไม่ใช่ไปชะลอ หรือหยุดใช้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
นักวิชาการ ชี้ช่องโหว่ ปั่นยอดนร. ระบบเอกสารหละหลวม เกณฑ์ย้าย-ระบบวิทยฐานะเปิดช่อง ทุจริตขายอัตราว่าง จี้ศธ.แก้ปัญหา
กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรม ปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งตั้งคณะกรรมการกลาง ของศธ. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการกพฐ. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมาและนักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ มาจากหลายสาเหตุ
1.เงินอุดหนุนรายหัวที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียน
2.การแบ่งขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ ซึ่งกำหนดจำนวนนักเรียน เชื่อมโยงกับการเขียนคำร้องขอย้ายของผู้บริหารโรงเรียนที่ในปัจจุบันจะให้ผู้บริหารในโรงเรียนขนาดเดียวกันได้มีสิทธิย้ายก่อน ดังนั้นบางกรณีอาจมีการ ปั่นจำนวนนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเลื่อนขึ้นอีกขนาดหนึ่งและเปิดสิทธิให้ผู้บริหารสามารถย้ายหรือขอเลื่อนตำแหน่งไปยังโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงเกณฑ์การให้คะแนนในการขอย้ายหากโรงเรียนที่บริหารอยู่มีจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้น กว่าปีก่อนก็จะทำให้ได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันหากมีจำนวนเด็กลดลงจากปีก่อนก็จะทำให้คะแนนในส่วนนี้ลดลงเช่นกัน
2 ทำให้ส่วนใหญ่การปั่นจำนวนนักเรียนจะเกิดขึ้นกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มากกว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เนื่องจากมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากผู้อำนวยการบางส่วนที่บรรจุเข้ามาและต้องการย้ายไปโรงเรียนขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงต้องใช้วิธีการปั่นตัวเลขขึ้นมา ทั้งนี้ยังมีเรื่องของการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เพราะหากอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่จะสามารถทำผลงานได้ง่ายขึ้นและไปสู่วิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญได้มากกว่าการทำผลงานกับโรงเรียนขนาดเล็ก”นายอดิศร กล่าว
3.อัตรากำลังครูของโรงเรียน ขึ้นอยู่กับจำนวนของเด็กของโรงเรียนนั้นๆทำให้อาจมีการปั่นยอดขึ้นมาเพื่อแลกกับการทุจริตขายอัตราที่ว่างเพิ่มขึ้นมาจากจำนวนเด็กที่มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในจำนวนโรงเรียนที่อัตรากำลังครูขาดไม่มากเพราะสามารถทำได้ง่ายกว่า
ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่มีส่วนทำให้เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้จรรยาบรรณ ขาดคุณธรรม และเป็นการทุจริตที่ไม่ต่างจากการโกงเงิน ฉะนั้นทางส่วนกลางต้องเด็ดขาดในการแก้ปัญหาในเรื่องของการแบ่งขนาดโรงเรียน เกณฑ์การย้ายต่างๆให้ชัดเจนและไม่เอื้อต่อการปั่นจำนวนนักเรียน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นผมคิดว่าไม่ควรจะมาถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะควรจบปัญหาได้ตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่ฯ ซึ่งก็มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯคอยกำกับดูแลอยู่แล้ว และต้องรู้การเคลื่อนไหวของโรงเรียนในกำกับ สิ่งที่กังวลคือ ประเด็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างของศธ.ตอนนี้ทั้งนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.และ เลขาธิการกพฐ.ได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้กันทั้งคู่ อาจ
ถูกมองว่าเป็นการทำงานที่ก้าวก่ายและซ้ำซ้อน”นายอดิศร กล่าว
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าช่องโหว่ที่เอื้อและทำให้เกิดการปั่นยอดนักเรียนมาจากความบกพร่องด้านงานเอกสารที่จะต้องมีการแจ้งยอดในทุกๆปี ซึ่งอาจจะเกิดจากการตรวจสอบที่หละหลวมจนเป็นช่องว่างให้เกิดการทำทุจริตลักษณะนี้ขึ้น โดยจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะในเอกสารเพียงอย่างเดียว และเชื่อว่าการทุจริตในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่พื้นที่เดียวอย่างแน่นอน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
‘สุรวาท’ค้านชะลอย้ายครูระบบTRS ชง8ข้อปลดล็อก-แก้ปัญหา
นายสุรวาท ทองบุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากกรณี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ชะลอการพิจารณา ย้ายครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ไว้ก่อน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยระหว่างนี้ให้กลับไปใช้เกณฑ์การย้ายครูผ่าน ว18 เช่นเดิม เพราะพบปัญหาครูได้รับการพิจารณาย้ายน้อยลงนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการชะลอเรื่องดังกล่าว แต่ควรให้มีการพิจารณาย้ายครู ผ่านระบบTRS ต่อไป พร้อมทั้งปรับปรุงระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการย้าย
“ปัญหาที่พบขณะนี้ อาจเกิดจากความพร้อมของระบบ ขณะที่ครูส่วนใหญ่ จะขอย้ายไม่ตรงเอกทั้งๆที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงชื่อของวิชาเอก ที่ไม่ตรงกับที่ระบบกำหนดไว้ เช่น โรงเรียนที่มีตำแหน่งว่างต้องการครูในสาขาวิชาเอก คณิตศาสตร์ แต่ครูที่ขอย้ายอาจจะจบมาในเอกวิชา ที่ชื่อว่า คณิตศาสตร์ศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงคือเอกวิชาเดียวกันแต่เป็นคนละชื่อสาขา จึงทำให้ระบบจับคู่ผิดพลาด ฉะนั้นควรจะมีการปรับแก้ไขในส่วนนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีบางอย่างที่ควรจะปลดล็อกเพื่อสร้างความลื่นไหลในการย้าย
ขณะเดียวกันหากปลดล็อกในบางเรื่องเพื่อนำมาใช้ควบคู่กับระบบ TRS ก็จะแก้ปัญหาได้ทั้งอัตราความสำเร็จของการขอย้ายและปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยผมได้มีการเสนอแนวทางปลดล็อกให้กับระบบTRSไว้ ทั้งหมด 8 ข้อด้วยกัน”
1.เปิดโอกาสให้ครูสามารถยื่นขอย้ายได้ตลอดเวลา พร้อมอัพเดทข้อมูล ระงับการย้าย หรือยกเลิกคำขอย้ายได้เอง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ต้องการขอย้ายหากถึงเวลาที่มีตำแหน่งว่างก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะย้ายหรือไม่ในเวลานั้น
2.ปรับระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเดิมของครูจากทุกโครงการให้เท่ากัน
3.ให้สิทธิในการย้ายข้ามสังกัดได้
4.เกณฑ์การประเมินควรพิจารณาหลักเกณฑ์สำคัญเพียงสองด้านคือ ความตรงกับสาขาที่โรงเรียนต้องการ และความใกล้บ้าน โดยไม่ควรนำรางวัลหรือวิสัยทัศน์อื่น ๆ มาเป็นตัวแปรหลัก แต่หากเข้าเกณฑ์สองข้อแรกแล้วจึงค่อยพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น ระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่หรือความจำเป็นเฉพาะกรณี
5.เปิดทางให้ครูสามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการได้อย่างเจาะจงและเปิดให้เลือกแบบปลายเปิดเป็นรูปแบบเลือกโรงเรียนในพื้นที่ที่ครูต้องการจะย้ายไปด้วยเช่นกัน
6.การยื่นคำร้องสามารถเลือกโรงเรียนไว้ก่อนได้ แม้ขณะนั้นจะไม่มีตำแหน่งว่าง เมื่อเกิดการจับคู่และเลื่อนไหลแล้วค่อยเสนอขออนุมัติจากคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯในภายหลัง
7.การกำหนดรายวิชาเอกในการรับย้ายไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับสาขาวิชา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูต้องสอนหลายวิชา หรือต้องสอนควบชั้น ส่วนโรงเรียนขนาดกลางขึ้นไปต้องกำหนดสาขาวิชาตามกรอบอัตราให้ครบถ้วนเพราะสามารถมีครูสอนได้ครบชั้น
8.ปรับระบบแพลตฟอร์ม TRS ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น อนุญาตให้เลือกชื่อสาขาวิชาที่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้อง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
ห่วงฟื้น ‘ว.ประจักษ์’ เกิดปัญหาซ้ำซาก ครูมุ่งล่ารางวัล-ทำการศึกษาไทยตกต่ำ จี้่ ‘ก.ค.ศ.’ ทบทวน
จากกรณี นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบนโยบายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีแนวคิดนำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยาฐานะได้ หรือที่เรียกที่ว่า ว.ประจักษ์ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดย สำนักงานก.ค.ศ. อยู่ระหว่างทบทวนข้อดี ข้อเสีย เพื่อนำมาปรับใช้ เพิ่มความหลากหลายในการประเมินวิทยฐานะนั้น ส่วนตัวคงให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้ แต่สำนักงานก.ค.ศ. ต้องไปทบทวนข้อดี ข้อเสีย และต้องนำเสนอตัวเลขที่ถูกต้อง กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนพิจารณาความเหมาะสมว่าจะนำมาใช้ในรูปแบบใด นั้น
นายสุรวาท ทองบุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ แต่ต้องนิยามคำว่าผลงานเชิงประจักษ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีต จนทำให้เกณฑ์ดังกล่าวถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะกรณีการกำหนดให้ผลงานที่นำมาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะนั้น ต้องได้รับรางวัลระดับชาติ ของหน่วยงานต้องสังกัด ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สำนักงานก.ค.ศ.
“การใช้รางวัลระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริหาร หรือครู ให้ความสำคัญกับการล่ารางวัล เพื่อนำมาใช้ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ จนละเลยการพัฒนาการเรียนการสอน เกิดผลกระทบกับการจัดการศึกษา ขณะเดียวกันยังสร้างภาระให้กับตนเอง สถานศึกษา และผู้เรียนเพราะการล่ารางวัลเหล่านี้ก็จะเบียดบังเวลา จัดการเรียนการสอร ดังนั้น หากจะนำกลับมาใช้จริง ควรมีการนิยามผลงานเชิงประจักษ์ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้”นายสุรวาท กล่าว
นายสุรวาท กล่าวต่อว่า ทั้งนี้คำว่าผลงานเชิงประจักษ์ ควรจะเป็นผลงานที่ผู้ขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะทำให้เกิดผลกับโรงเรียน เช่น ผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สามารถดูแลบุคลากร นักเรียน จำนวนมากได้อย่างดีเยี่ยม สร้างความรักความสามัคคี ส่งเสริมขวัญกำลังใจของครู ไม่มีการถูกร้องเรียนใดๆ สามารถผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพไปสู่สังคมได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรางวัล แต่เห็นชัดว่าเป็นผลงานที่ทำให้โรงเรียนเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง
“การนิยามผลงานเชิงประจักษ์ในรูปแบบนี้อาจทำให้เกิดข้อครหา ว่าการประเมิน มีความลำเอียง ดังนั้นต้องมีตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครอง ว่าคิดอย่างไรกับผู้บริหาร โดยเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไปคิดวิธีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ หากเปลี่ยนคำนิยามของผลงานเชิงประจักษ์ มาเป็นรูปแบบดังกล่าว” นายสุรวาท กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
เร่งปรับระบบย้ายครูก่อนม.ค.69 ‘ก.ค.ศ.’ยันฟื้นว.ประจักษ์โฉมใหม่โละเกณฑ์ว13
นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า กรณีว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอให้ชะลอการพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ผ่านระบบ TRS เพื่อปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นนั้น ที่ผ่านมาสำนักงานก.ค.ศ.เปิดให้มีการยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบTRS มาแล้ว 2 รอบ และการย้ายในรอบล่าสุด เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งไม่มีการชะลอการดำเนินการและได้มีการดำเนินการไปตามปกติ แต่ในรอบถัดไปซึ่งจะเปิดให้ยื่นคำร้องขอย้ายในเดือนมกราคม 2569 จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามนโยบายของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้ครูสามารถย้ายได้ตามความประสงค์อย่างต่อเนื่อง
นายธนู กล่าวต่อว่า ในส่วนของการฟื้นว.ประจักษ์ ที่จะดำเนินการนั้น จะไม่ใช่ ว13/2556 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญเดิม แนวทางของรัฐมนตรีว่าการศธ.ที่ให้ไว้คือ ผู้ที่จะทำผลงานเพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะในระดับที่สูงขึ้นนั้น ขอให้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับบริบทของแต่ละส่วนราชการ เบื้องต้น ได้ปรับสัดส่วนคณะกรรมการอ่านผลงาน โดยสำนักงานก.ค.ศ.เปิดให้ส่วนราชการเสนอชื่อเข้ามา เพื่อนำเข้าระบบ ส่วนการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไป เดิมเน้นไปที่ผลงานวิชาการที่เป็นงานวิจัย ก็ขอให้ปรับโดยใช้ผลการบริหารงานเชิงประจักษ์ที่มีความชัดเจน เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยขอให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อสรุป ไม่ใช่ยกว13 เดิมมาใช้ทั้งหมด เพียงแต่จะเป็นรูปแบบใด ยังไม่ได้ข้อสรุป
“ที่ผ่านมาการใช้ผลงานเชิงประจักษ์ในการประเมินอาจจะเน้นรางวัลมากเกินไป ฉะนั้นในตอนนี้จะมีการพูดคุยหารือเพื่อให้นำผลงานด้านบริหารที่เห็นผลเข้ามาใช้แทน ซึ่งจะต้องทำการพูดคุยกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางเลือกที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อผู้ขอวิทยฐานะมากที่สุด” เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 ตุลาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
มติบอร์ด ก.ค.ศ.ระงับย้ายครูผ่านTRS ยันระบบไม่สะดุด เคาะใช้เกณฑ์เดิม ‘ว18/2566’ ชั่วคราว
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า “จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลเชิงวิจัย รวมทั้งการหารือร่วมกับคณะกรรมการในที่ประชุม ได้นำไปสู่การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายข้าราชการครู ซึ่งครูหลายท่านให้ความสนใจ
“ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ ศธ.เร่งดำเนินการให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการวิเคราะห์ในหลายมิติแล้วเห็นว่าการย้ายข้าราชการครูในครั้งที่ 1 ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ให้ระงับการย้ายข้าราชการครูผ่านระบบ TRS ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ เดิม หรือ ว 18/2566 มาใช้สำหรับการพิจารณาการย้ายข้าราชการครูไปพลางก่อน” นางนฤมล กล่าว
นางนฤทล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ. และทีมพัฒนาระบบได้ทบทวนและวางแผนดูแล้วว่าระยะเวลาที่จะใช้ในการพัฒนาระบบ TRS ณ ตอนนี้ไปจนถึงรอบการย้ายครั้งที่ 1/2569 มีระยะเวลาเพียงเดือนเศษ อาจทำให้การพัฒนาระบบ TRS เสร็จไม่สมบูรณ์และใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การย้ายที่พัฒนาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องของตำแหน่งว่าง จากเดิมที่ให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ปรับเป็นสามารถระบุวิชาเอกได้สูงสุด 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้าย รวมถึงการขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องขอย้าย โดยให้สามารถเลือกในสถานศึกษาใด ๆ ก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิมชั่วคราว แต่ยังคงกำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกให้กับครูที่ต้องการขอย้ายให้มากที่สุด
“การลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องครูในแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา ทำให้เราได้เข้าใจถึงบริบทการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และความต้องการที่แท้จริงของครู ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านทรัพยากร บริบทแวดล้อม และความท้าทายในการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง โดยยืนยันที่จะพัฒนาระบบบริหารบุคลากรของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว
ด้าน นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า หลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ แนวปฏิบัติ ข้อกำหนดและเงื่อนไข รายละเอียด องค์ประกอบ ตัวชี้วัด รวมทั้งปฏิทินการย้ายข้าราชการครูฯ เพื่อเป็นฐานรองรับในการพัฒนาระบบ TRS ต่อไป การนำ ว 18/2566 มาใช้ในการย้ายรอบที่ 1 ของปี 2569 นี้ ก็เพื่อให้การดำเนินการย้ายไม่ติดขัดในระหว่างกระบวนการพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูให้สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีครูที่ยื่นคำร้องขอย้ายกรณีพิเศษ หรือ กรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผ่านระบบ TRS ไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และส่วนราชการอื่น พิจารณาย้ายกรณีดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปจนแล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งฯ ครูผู้ช่วยที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานความรู้ เข้าใจและเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
บอร์ด ก.ค.ศ. ไฟเขียว ย้ายครูปี 69 ไม่สะดุด ให้ใช้เกณฑ์เดิมชั่วคราว “ ว 18/2566 ” ระหว่างพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 “คุมเข้มย้ายครู ต้องโปร่งใสทุกขั้นตอน”
27 พฤศจิกายน 2568 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศธ.เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า “จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลเชิงวิจัย รวมทั้งการหารือร่วมกับคณะกรรมการในที่ประชุม ได้นำไปสู่การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายข้าราชการครู ซึ่งครูหลายท่านให้ความสนใจ และถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่“
โดยคณะกรรมการวิเคราะห์ในหลายมิติแล้วเห็นว่าการย้ายข้าราชการครูในครั้งที่ 1 ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ให้ระงับการย้ายข้าราชการครูผ่านระบบ TRSตามหลักเกณฑ์ฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ เดิม หรือ ว 18/2566 มาใช้สำหรับการพิจารณาการย้ายข้าราชการครูไปพลางก่อน เนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ. และทีมพัฒนาระบบได้ทบทวนและวางแผนดูแล้วว่าระยะเวลาที่จะใช้ในการพัฒนาระบบ TRS ณ ตอนนี้ไปจนถึงรอบการย้ายครั้งที่ 1/2569 มีระยะเวลาเพียงเดือนเศษ อาจทำให้การพัฒนาระบบ TRS เสร็จไม่สมบูรณ์และใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การย้ายที่พัฒนาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น
ทั้งในเรื่องของตำแหน่งว่าง จากเดิมที่ให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ปรับเป็นสามารถระบุวิชาเอกได้สูงสุด 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้าย รวมถึงการขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องขอย้าย โดยให้สามารถเลือกในสถานศึกษาใด ๆ ก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิมชั่วคราว แต่ยังคงกำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกให้กับครูที่ต้องการขอย้ายให้มากที่สุด
“การลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องครูในแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา ทำให้เราได้เข้าใจถึงบริบทการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และความต้องการที่แท้จริงของครู ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านทรัพยากร บริบทแวดล้อม และความท้าทายในการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง โดยยืนยันที่จะพัฒนาระบบบริหารบุคลากรของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว
เลขาธิการ ก.ค.ศ. นายธนู ขวัญเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ แนวปฏิบัติ ข้อกำหนดและเงื่อนไข รายละเอียด องค์ประกอบ ตัวชี้วัด รวมทั้งปฏิทินการย้ายข้าราชการครูฯ เพื่อเป็นฐานรองรับในการพัฒนาระบบ TRS ต่อไป การนำ ว 18/2566 มาใช้ในการย้ายรอบที่ 1 ของปี 2569 นี้ ก็เพื่อให้การดำเนินการย้ายไม่ติดขัดในระหว่างกระบวนการพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูให้สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งฯ ครูผู้ช่วยที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานความรู้ เข้าใจและเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่อไป
ที่มา : ศธ.๓๖๐ องศา
สรุปสาระสำคัญของข่าว
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของครู โดยมีแนวคิดนำ “ผลงานเชิงประจักษ์” หรือ “ว.ประจักษ์” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายในการประเมิน ปัจจุบันใช้เกณฑ์ PA (ว 9/2564) เพียงแบบเดียว ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. ระบุว่า หากจะฟื้น “ว.ประจักษ์” จะต้องแก้ไขข้อบกพร่องเดิม โดยเน้นผลงานที่เกิดผลจริงต่อผู้เรียนหรือสถานศึกษา ไม่ใช่เพียงรางวัล พร้อมเตรียมปรับสัดส่วนคณะกรรมการประเมินให้มีความหลากหลาย ส่วนการย้ายครูผ่านระบบ TRS นั้น จะมีการปรับปรุงให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ครูสามารถย้ายได้ตามความประสงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้มุ่งสร้างระบบประเมินและบริหารงานบุคคลที่โปร่งใส ยุติธรรม และสะท้อนคุณภาพการทำงานของครูได้จริง
ข้อสอบแบบเลือกตอบ
แนวคิด “ว.ประจักษ์” ที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมนำกลับมาใช้อีกครั้ง มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. ลดจำนวนครูที่ยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะ
ข. เพิ่มความหลากหลายในการประเมินผลงานครู
ค. ใช้รางวัลระดับชาติเพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์
ง. ยกเลิกระบบ PA ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
คำตอบ: ข
การปรับปรุงระบบ TRS มีเป้าหมายสำคัญข้อใด
ก. ให้ครูสามารถย้ายได้ตามความประสงค์และยืดหยุ่นมากขึ้น
ข. ยกเลิกระบบดิจิทัลและกลับไปใช้ระบบเอกสาร
ค. จำกัดจำนวนผู้ยื่นขอย้ายให้เหลือเพียงบางสาขา
ง. ให้ครูย้ายได้เฉพาะในจังหวัดของตนเท่านั้น
คำตอบ: ก