
นโยบายเกษียณอายุที่ก้าวหน้า ต้องยอมรับความจริงเชิงโครงสร้างแทนที่จะยึดติดกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว การทบทวนอายุเกษียณของไทย ซึ่งปัจจุบันข้าราชการเกษียณที่ 60 ปี และผู้ประกันตน ม.33 สามารถเริ่มรับบำนาญได้ที่อายุ 55 ปี จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีหัวใจสำคัญ คือ ความเป็นธรรม
“การขยายอายุเกษียณ” ในสังคมมีความเป็นไปได้แค่ไหน? ยังเป็นประเด็นถกเถียงและมีหลายมุมมอง บางองค์กรเริ่มทำไปแล้ว แต่หลายแห่งยังไม่ยอมรับ อีกทั้งยังลดอายุคนทำงานด้วย “โครงการเกษียณก่อนกำหนด” แต่หากมีความเป็นไปได้ สังคมและรัฐบาลต้องเตรียมอะไรเพื่อรองรับ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีบทวิเคราะห์เรื่อง “การขยายอายุเกษียณ: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลข สู่ความเป็นธรรมของแรงงาน” ซึ่งเสนอประเด็นน่าสนใจในการมองเรื่อง “อายุเกษียณ” มากกว่าเรื่อง “อายุเกษียณ” มีรายละเอียดดังนี้
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ( การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2562 ระบุว่า ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ในปี พ.ศ. 2576 เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 28% ของประชากรทั้งหมด)
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง “การขยายอายุเกษียณ” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระงบประมาณบำนาญ รักษาเสถียรภาพทางการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพกำลังแรงงานในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ของความเป็นธรรม การใช้เพียง “ตัวเลข” ทางเศรษฐกิจหรือประชากรศาสตร์ โดยไม่คำนึงถึงบริบทเชิงโครงสร้างของแรงงานแต่ละกลุ่ม อาจเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมในสังคมไทยให้หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น
ข้อเสนอการขยายอายุเกษียณมักตั้งอยู่บนข้อสมมติว่า “แรงงานทุกคนมีสภาพการทำงานและสุขภาพที่ใกล้เคียงกัน” ทั้งที่ในความเป็นจริง แรงงานในสังคมไทยมีความหลากหลาย ทั้งสภาพการทำงานและเงื่อนไขการจ้างงาน แรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และก่อสร้าง มักเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยต้องทำงานที่ใช้แรงกายอย่างหนัก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย และบั่นทอนสุขภาพร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ในทางตรงกันข้าม คนที่ทำงานในสำนักงานมักมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยกว่า มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ และมีโอกาสมากกว่าในการเข้าถึงบริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อ “อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาวะ” (Healthy Life Expectancy: HALE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิตในช่วงวัยสูงอายุได้ดีกว่า “อายุคาดเฉลี่ย” (Life Expectancy) โดยแรงงานที่ทำงานหนักมักมี HALE สั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การบังคับให้ทุกคนต้องขยายเวลาทำงานออกไปจนอายุ 63 หรือ 65 ปี เท่ากัน จึงไม่ต่างอะไรกับการลงโทษคนที่ร่างกายเสื่อมถอยไปก่อนแล้วให้ต้องทำงานในสภาพที่ไร้ซึ่งสุขภาวะที่ดี
การใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของนักวิชาการ (Technocrats) บางกลุ่ม เช่น “การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง” เพื่อสนับสนุนและสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) ให้กับนโยบายขยายอายุเกษียณ เป็นตัวอย่างที่นักสังคมวิทยา ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) อธิบายว่า เป็นการใช้ภาษาที่เสมือนเป็นกลางและปราศจากอคติ แต่แท้จริงแล้วกลับช่วยให้มุมมองของนักวิชาการได้รับการยอมรับว่าถูกต้องและน่าเชื่อถือในสังคม
ขณะเดียวกัน วลี “คนไทยมีอายุยืนขึ้น” แม้จะฟังดูเป็นข้อเท็จจริงเชิงบวก แต่กลับบดบังปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และทำให้ข้อเท็จจริงที่ว่าแรงงานจำนวนมากมีสภาพร่างกายไม่พร้อมทำงานต่อเมื่ออายุ 60 ปี กลายเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม
ถึงแม้ว่าตามทฤษฎี “ตลาดเสรี” (Free Market) ตลาดแรงงานควรจะสะท้อนความเสี่ยงและความยากลำบากของงานผ่านค่าตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเศรษฐฐานะต่ำ มักไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เนื่องจากขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเส้นทางอาชีพและรายได้ในอนาคต ส่งผลให้ต้องทำงานที่ใช้แรงงานหนักและมีความเสี่ยงสูง การกำหนดอายุเกษียณแบบเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง จึงอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มเปราะบาง และยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม
รายงานการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) จำแนกประเทศสมาชิกจำนวนทั้งงสิ้น 38 ประเทศ ออกเป็น 4 กลุ่ม ตามแนวทางการกำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษด้านบำนาญสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพเสี่ยงอันตราย หรือใช้แรงกายหนัก ภายใต้ระบบบำนาญภาคบังคับหรือกึ่งบังคับ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษกับงานหลายประเภท โดยมีระบบรองรับชัดเจน มีทั้งหมด 15 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม ชิลี โคลอมเบีย เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี นอร์เวย์ โปแลนด์ สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน และตุรกี โดยแต่ละประเทศมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันบางประเทศ เช่น เบลเยียม เอสโตเนีย นอร์เวย์ สโลวีเนีย สเปน และตุรกี อนุญาตให้แรงงานในหลายสาขาอาชีพมีสิทธิเกษียณอายุก่อนกำหนดโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของงาน
ขณะที่อีกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรีย โคลอมเบีย กรีซ อิตาลี และโปแลนด์ ใช้เกณฑ์พิจารณาจากลักษณะทางกายภาพของงาน เช่น การทำงานในอุณหภูมิสุดขั้ว ท่าทางที่ต้องใช้ระหว่างทำงาน ความกดอากาศการทำงานใต้ดิน การทำงานกะกลางคืน หรืออัตราการใช้พลังงานของร่างกาย ในกรณีของประเทศฝรั่งเศส มีการให้สิทธิเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในสายอาชีพที่จัดว่า“เสี่ยงภัย” เช่น ตำรวจ นักผจญเพลิง เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงท่อระบายน้ำใต้ดิน และผู้ดูแลผู้ป่วย
สำหรับลูกจ้างภาคเอกชนที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับคะแนนสะสมในบัญชี Compte Professionnel de Prévention ซึ่งสามารถนำไปใช้ขอเกษียณอายุก่อนกำหนด ขอเข้ารับการพัฒนาทักษะใหม่เพื่อเปลี่ยนสายอาชีพไปทำงานที่ปลอดภัยกว่า หรือขอลดชั่วโมงการทำงานโดยยังคงได้รับค่าจ้างเต็มเวลา
ทั้งนี้ บางประเทศใช้ระบบการพิจารณารายกรณี เช่น ชิลี มีคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญ (Comisión Ergonómica Nacional) ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องของนายจ้างและลูกจ้างโดยอ้างอิงจากลักษณะของงานและฟินแลนด์ให้ลูกจ้างยื่นคำร้องพร้อมคำรับรองจากนายจ้าง และแนบหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงว่ามีความสามารถในการทำงานลดลง เพื่อประกอบการพิจารณาขอรับสิทธิเกษียณอายุก่อนกำหนด
กลุ่มที่ 2 ประเทศที่ให้สิทธิเลือกเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยจำกัดเฉพาะบางกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คนงานเหมือง ลูกเรือประมง ผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศ นักบิน หรือนักบัลเลต์มี 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี ฮังการี ญี่ปุ่น เกาหลี ลัตเวีย นิวซีแลนด์ และโปรตุเกส
กลุ่มที่ 3 ประเทศที่ให้สิทธิเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยจำกัดเฉพาะอาชีพด้านความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ เช่น ตำรวจ นักผจญเพลิง และทหาร ประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ แคนาดาไอร์แลนด์ อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา
กลุ่มที่ 4 ประเทศที่ไม่มีการให้สิทธิเกษียณอายุก่อนกำหนด มีทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย คอสตาริกา เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร
กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านโยบายเกษียณอายุที่ก้าวหน้าต้องยอมรับความจริงเชิงโครงสร้างแทนที่จะยึดติดกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว การทบทวนอายุเกษียณของไทย ซึ่งปัจจุบันข้าราชการเกษียณที่ 60 ปี และผู้ประกันตน ม.33 สามารถเริ่มรับบำนาญได้ที่อายุ 55 ปี จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีหัวใจสำคัญ คือ ความเป็นธรรม
ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
(1) ออกแบบอายุเกษียณที่ยืดหยุ่นตามลักษณะงาน เปิดโอกาสให้แรงงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูง อาทิ อุณหภูมิสุดขั้ว การทำงานโดยใช้ท่าทางซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การทำงานใต้ดิน หรือการทำงานกะกลางคืน สามารถเลือกเกษียณอายุได้เร็วขึ้น โดยมีเงื่อนไขการคำนวณบำนาญที่เป็นธรรม และไม่เป็นการลงโทษผู้ที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต
(2) ปรับปรุงโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยกำหนดอัตราเงินบำนาญขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อย และไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญใด ๆ ขณะที่ผู้สูงอายุที่ได้รับบำนาญจากแหล่งอื่น เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนประกันสังคมก็ควรได้รับเบี้ยยังชีพในอัตราที่ลดหลั่นลงตามระดับรายได้ ซึ่งจะช่วยให้ทรัพยากรของรัฐถูกจัดสรรไปยังผู้ที่มีความเปราะบางมากที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความมั่นคงในวัยชรา ระหว่างแรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบที่มักขาดการคุ้มครองด้านรายได้หลังเกษียณ
ที่มา ; policywatch 22 ก.ย. 2568
เกี่ยวข้องกัน
ยืดอายุเกษียณ 65-70 ปี? รับมือสังคมสูงวัย
ขณะที่เสียงนาฬิกาแห่งความชราเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านทางประชากรอย่างรุนแรงและรวดเร็ว สังคมผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2548 และในเวลาไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด” หรือ Super-aged society ซึ่งประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ
คำถามที่ตามมาคือ เราพร้อมหรือยังที่จะออกแบบสังคมสำหรับคนวัยเกษียณในโลกที่พวกเขายังมีศักยภาพ? เราจะยังคงใช้ “อายุ 60 ปี” เป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตการทำงานหรือไม่? และนโยบายของรัฐพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง?
ในเวที Policy Forum “The Next Chapter: ชีวิตไม่เกษียณ” ภายใต้งาน มนุษย์ต่างวัย FEST 2025 มีการหยิบยกประเด็นสำคัญด้านนโยบาย อายุเกษียณ และการทำงานของผู้สูงวัยขึ้นมาถกเถียงอย่างลึกซึ้ง บทวิเคราะห์นี้จะพาไปสำรวจข้อเสนอ ข้อเท็จจริง และความเป็นไปได้ของ “การขยายอายุเกษียณ” ในบริบทของประเทศไทยปี 2568
เกษียณที่ 60 มาตรฐานล้าสมัยในยุคที่อายุขัยพุ่งทะยาน
เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ย้ำชัดว่า “อายุขัยเฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้น” ปัจจุบันอยู่ที่ราว 78 ปี แล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้ “อายุเกษียณ 60 ปี” มาตั้งแต่ปี 2494 หรือกว่า 70 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส ต่างทยอยขยับอายุเกษียณเป็น 65 หรือ 70 ปี ตามลำดับ เพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ ความสามารถ และศักยภาพของประชากรสูงวัย
การที่ประเทศไทยยังคง “ล็อกชีวิตแรงงาน” ไว้ที่ 60 ปี จึงเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และอาจส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในระยะยาว
ผู้สูงวัยไทย ทำงานเพราะ “อยาก” หรือ “จำเป็น”?
แม้จะอยู่ในวัยที่ควรพักผ่อน แต่ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า กว่า 37% ของผู้สูงอายุยังคงทำงาน และในกลุ่มนี้กว่า 86% อยู่ในระบบนอกทางการ ไม่มีสวัสดิการ ประกัน หรือการคุ้มครองแรงงานที่ชัดเจน งานวิจัยโดย เฉลิมพล ยังระบุถึง 5 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้สูงวัยยังคงต้องทำงาน
§ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ: ไม่มีเงินออมพอใช้ในวัยเกษียณ
§ สุขภาพและทักษะ: บางรายยังทำได้แต่ขาดการฝึกทักษะใหม่
§ โอกาสที่ไม่เปิดกว้าง: สังคมยังตีตรา “คนสูงวัย” ว่าไม่ทันโลก
§ การทำงานนอกระบบ: ไม่มีการคุ้มครองหรือสิทธิตามกฎหมาย
§ ข้อจำกัดทางสังคม-กายภาพ: การเดินทาง ลักษณะงานไม่เอื้อ
ปัญหาเหล่านี้สะท้อนว่า “ระบบสนับสนุนผู้สูงอายุ” ในการเข้าสู่ชีวิตหลังเกษียณยังไม่พร้อม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ แรงงาน สวัสดิการ และทัศนคติของสังคมเอง
เสนอขยายอายุเกษียณ 65–70 ปี ทำไมต้องทำ?
วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ย้ำว่า หากไม่ขยายอายุเกษียณหรือทบทวนโครงสร้างแรงงานให้สอดคล้องกับความสามารถจริงของผู้สูงวัย สังคมไทยจะเจอกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิตในวงกว้าง
เขาระบุว่า “การใช้เกณฑ์อายุเกษียณ 60 ปีที่ล้าสมัย เป็นการเลือกปฏิบัติทางอายุ” และขัดกับแนวโน้มที่หลายประเทศดำเนินการ โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพพิเศษของไทยอย่าง แพทย์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้พิพากษา ซึ่งเริ่มเปิดให้ทำงานถึง 65–70 ปี แล้ว
ข้อเสนอ “สมัครใจทำงานต่อ” แทนคำสั่งบังคับ
ทั้ง รศ.เฉลิมพล และ วสันต์ เห็นตรงกันว่า “การขยายอายุเกษียณไม่ควรใช้คำสั่งบังคับ” แต่ควรเป็นระบบสมัครใจ ที่เปิดให้ทั้งผู้สูงวัยและองค์กรตัดสินใจร่วมกัน เพราะหากรัฐดำเนินการโดยไม่ฟังเสียงประชาชน อาจเกิดแรงต้านอย่างใน กรณีฝรั่งเศส ที่มีการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อรัฐบาลประกาศขยายอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 ปี โดยไม่เปิดให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจ
กฎหมายแรงงานต้องรองรับ “แรงงานอาวุโส”
ปัจจุบัน กฎหมายแรงงานของไทยยังไม่มี “บทเฉพาะ” สำหรับแรงงานผู้สูงวัย ทั้งที่ความต้องการของคนกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่
§ ต้องการ ชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่น
§ ต้องการ ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
§ ต้องการ การดูแลด้านสุขภาพควบคู่
หากประเทศไทยสามารถพัฒนากฎหมายแรงงานเฉพาะกลุ่มสูงวัย เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็อาจช่วยลดอคติ และสร้างระบบแรงงานที่ยั่งยืนสำหรับคนทุกวัย
ภาคเอกชนยังลังเล ขาดแรงจูงใจ-ขาดระบบรองรับ
แม้ภาครัฐเริ่มเปิดประเด็นสนับสนุนผู้สูงวัย แต่ภาคเอกชนยัง “ลังเล” เพราะ
§ ยังไม่มี มาตรการภาษี หรือเงินอุดหนุน
§ ขาดระบบรองรับแรงงานสูงวัยที่เป็นมิตร
§ กังวลต่อ ประสิทธิภาพ และ ต้นทุนเพิ่ม
ข้อเสนอจากเวที “มนุษย์ต่างวัย” คือรัฐต้อง “สร้างแรงจูงใจ” ให้เอกชน เช่น หักลดหย่อนภาษี สำหรับองค์กรที่จ้างผู้สูงวัย หรือสนับสนุนการฝึกทักษะใหม่ในสถานที่ทำงาน
ถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ จะไม่มีวันพร้อม
การขยายอายุเกษียณไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการ “รีดีไซน์” สังคมใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กฎหมาย นโยบาย โครงสร้างแรงงาน ไปจนถึงทัศนคติของประชาชน
หากเราไม่มองผู้สูงวัยเป็น “ทรัพยากร” แต่ยังเห็นเขาเป็น “ภาระ” ประเทศไทยก็จะพลาดโอกาสสำคัญในการใช้ประโยชน์จากคนที่ยังมีประสบการณ์ ความสามารถ และพลังสร้างสรรค์อีกมาก
การขยายอายุเกษียณจึงไม่ควรเป็นเพียงทางเลือก แต่ควรเป็น “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ต้องดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างมีส่วนร่วม และมีหัวใจเป็น “ความสมัครใจ” ไม่ใช่การบังคับ
เพราะการเปลี่ยนแปลงทางประชากรเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่การเตรียมความพร้อมรับมือ คือสิ่งที่สามารถทำได้ด้วยนโยบายรัฐ และมองผู้สูงวัยเป็น “พลัง” มากกว่าภาระ เพราะชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่จุดจบ แต่คือ “The Next Chapter” ชีวิต ซีซัน 2 ที่เพิ่งเริ่มต้น
ที่มา ; policy watch 27 มิ.ย. 2568
เกี่ยวข้องกัน
ประเทศไทยมีคนเกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีซ้อน เสี่ยงเผชิญวิกฤตประชากร ฉุดเศรษฐกิจประเทศ
ไทยมีแนวโน้มประชาชนลดลงจากเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าคนเสียชีวิต เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันในปี 2568 นักวิเคราะห์ประเมินเสี่ยงเผชิญกับวิกฤตประชากร กระทบการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า เนื่องจากคนวัยทำงานเหลือน้อย กดดันการบริโภคต่ำลง และเพิ่มภาระงบประมาณรัฐในด้านสวัสดิการ
ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 64 โดยข้อมูลเด็กไทยที่เกิดใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 พบมีจำนวนอยู่ที่ 309,644 คน สัดส่วนลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ส่งผลในสิ้นปีนี้มีความเสี่ยงที่ไทยจะมีจำนวนประชากรลดลงต่ำกว่า 66 ล้านคนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (ปี 67 มี 65.9 ล้านคน) และจำนวนคนน้อยกว่าเสียชีวิตเป็นปีที่ 5 ติตด่อกัน

จำนวนประชากรไทยในรอบ 10 ปี
หากพิจารณารายละเอียดในแต่ละพื้นที่ จังหวัดที่สถานการณ์คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตมากที่สุด 3 จังหวัดแรก (9เดือน ปี 68) ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา คนเกิด 10,219 ราย คนเสียชีวิต 16,636 ราย จังหวัดขอนแก่น คนเกิด 7,080 ราย คนเสียชีวิต คนเสียชีวิต 8,313 ราย และจังหวัดร้อยเอ็ด คนเกิด 3,841 ราย คนเสียชีวิต 8,313 ราย
ประชากรไทยลดกดดันเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในระยะข้างหน้าปัญหาวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยที่ลดลงดังกล่าว จะมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่จะลดลงเหลือ 52% ของประชากรทั้งหมดภายในปี 93 แนวโน้มการบริโภคที่ลดลงจากจำนวนวัยแรงงานที่มีรายได้สุทธิน้อยลง ขณะที่ผู้สูงอายุมีมากขึ้นแต่กำลังซื้อน้อย
รวมถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (ปี 58-68) จาก
1. งบสวัสดิการด้านรายได้ ได้แก่ เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บำเหน็จ/บำนาญ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และเบี้ยผู้สูงอายุ
2. งบสวัสดิการสุขภาพ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันสังคม
ทั้งนี้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่
1. แนวทางการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว
2. ข้อเสนอขยายอายุเกษียณ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสม กรอบเวลาดำเนินการ รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจ

คาดคนไทยเกิดลดลงและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 5
นโยบายพัฒนาแรงงาน-ขยายเกษียณอายุ
ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี มีเรื่องการพัฒนาแรงงาน ในรูปแบบการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อยผู้ประกอบการ เกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น
มุ่งเน้นส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ยังคงไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในรูปแบบอะไรและลักษณะไหน รวมถึงกรอบเวลาที่จะเริ่มทำ ภายใต้ข้อจำกัดที่รัฐบาลจะต้องยุบสภาฯ ในเวลา 4 เดือน
ขณะที่เรื่องการขยายอายุเกษียณนั้น แม้ไม่ได้ถูกบรรจุในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ก็มีกระแสผลักดันจากนายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านกฎหมาย ไปหารือและแนวทางความเป็นไปได้เรื่องการเกษียณอายุราชการ
แม้ อนุทิน จะชี้แจงว่าเป็นเพียงแนวความคิดและต้องหารือกับหลายฝ่าย แต่เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ควรต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการว่างงานมากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างวงการศาลและอัยการก็มีการเกษียนอายุราชการที่ 65 – 70 ปีแล้ว ขณะเดียวกันหากเกษียณอายุ 60 ปี รัฐต้องมีภาระจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะพยายามจัดสรรปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกัน
ที่มา ; policywatch
เกี่ยวข้องกัน
ประสิทธิภาพ-งบประมาณ เงื่อนไขข้าราชการเกษียณ 65 ปี
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล ได้ออกมาเร่งเครื่องการดำเนินนโยบายเกษียณอายุข้าราชการจากปัจจุบัน 60 ปี เป็น 65 ปี ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะในอดีตสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เคยได้รับมอบหมายจากหลายรัฐบาลให้ศึกษาแนวทางการขยายอายุเกษียณราชการ
ซึ่งได้มีการกำหนดแผนการปฏิรูปประเทศที่มีข้อเสนอขยายอายุเกษียณราชการเป็น 63 ปี เพื่อรับมือสังคมสูงอายุหลังจากที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ แต่เมื่อโลกเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พับแผนนี้ไป
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่จำนวนประชากรจะลดลงเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลง โดยประเทศไทยเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากรโดยมีอัตราการเกิดต่ำ เสียชีวิตสูง ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุขปี 2567 เด็กเกิดใหม่เพียง 462,240 คน และตั้งแต่ปี 2564 ไทยเข้าสู่สถานการณ์มีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย ซึ่งถ้าเทียบช่วงปี 2506-2526 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสูงสุดถึง 1.2 ล้านคนในปี 2514 สถานการณ์ปัจจุบันจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
การขยายอายุเกษียณของข้าราชการที่ 65 ปี จึงเป็นแผนเพื่อเตรียมการรองรับจำนวนแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต รวมถึงรองรับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ โดยการจ้างงานภาครัฐเป็นการขับเคลื่อนการจ้างงานหลักมานานจนกระทั่งปัจจุบันการจ้างงานภาคเอกชนมีบทบาทนำ แต่หลายประเด็นที่การจ้างงานภาครัฐถูกนำมาอ้างอิงให้ภาคเอกชน เช่น การปรับขึ้นเงินเดือนเด็กจบใหม่ 15,000 บาท รวมถึงกรณีการเกษียณอายุราชการ 65 ปี จะเป็นแนวทางอ้างอิงการจ้างงานภาคเอกชน
สำหรับการจ้างงานภาคเอกชนมีความยืดหยุ่นมากกว่าการจ้างงานภาครัฐที่อิงกฎหมายการเกษียณอายุราชการที่ 60 ปี ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการประกาศเกษียณก่อนกำหนดของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีธนาคารกสิกรไทยประกาศให้พนักงานอายุ 45-59 ปี เกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อเดือน ส.ค.2568 แต่การจ้างงานภาคเอกชนในบางตำแหน่งมีการจ้างผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี โดยเฉพาะในตำแหน่งบริหารของภาคเอกชน
ขณะที่การเกษียณอายุราชการ 65 ปี มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด โดยเฉพาะประสิทธิภาพการทำงานที่ต้องมีความชัดเจนถึงการที่ข้าราชการจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหลังอายุ 60 ปี รวมถึงภาระงบประมาณบุคลากรภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 820,820 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาร่วมกับประเด็นการควบคุมรายได้ด้านบุคลากรรัฐที่ครอบคลุมทั้งเงินเดือนและสวัสดิการ และรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารจัดการให้ดีในภาวะที่ไทยเผชิญทั้งเด็กเกิดน้อยและสังคมผู้สูงอายุ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 10 พ.ย. 2025
เกี่ยวข้องกัน
ทำแน่! ขยายอายุเกษียณ บวรศักดิ์ ยันใช้งบไม่มาก ขู่การเมือง เล่นแรง เจอยื่นยุบสภา
เมื่อวันที่ 19 พ.ย.568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการขยายอายุเกษียณราชการว่า ขณะนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หารือกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ
นโยบายดังกล่าวใช้เงินไม่เยอะ แต่อย่างไรก็ทำ ไม่วันนี้ก็ต้องวันหน้า เนื่องจากใน 10 ปีต่อจากนี้ ผู้สูงอายุจะมากกว่าเด็กแรกเกิด ขณะนี้คนวัยทำงานสองคนแบกรับภาระผู้สูงอายุหนึ่งคน แต่อีก 10 ปีคนวัยทำงานจะรับภาระผู้สูงอายุหนึ่งคนต่อหนึ่งคน
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะอยู่เฉยไม่ได้ เพราะประชาคมโลกกำลังขยายอายุเกษียณราชการ หากจะห่วงแต่ประเด็นว่าคนที่เป็นรองอธิบดี ขึ้นตำแหน่งเมื่อไหร่ เพราะทุกอย่างจะมีการดำเนินการเป็นขั้นบันไดเหมือนระบบศาล
นโยบายนี้มีหัวใจสำคัญในการคำนวณงบประมาณที่ต้องใช้เพิ่ม และหากไม่ได้ดำเนินการ 10 ปี จากนี้ข้าราชการน้อยลง และเมื่อรัฐบาลขยับอายุเกษียณเป็น 65 ปี ภาคเอกชนก็จะขยับตาม จึงทำให้เศรษฐกิจเป็นไปตามระบบ
เมื่อถามว่าจะสำเร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่
“หากรัฐบาลยุบสภา 31 ม.ค.69 ตามที่เคยแถลงก็เกิด แต่ถ้าเล่นการเมืองกันมาก ยุบสภาในเดือนธ.ค.ก็ไม่เกิด จะไปทำได้อย่างไร เปิดสภา 12 ธ.ค. ถ้าเล่นกันแรงๆ ก็มีโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะกราบบังคมทูลฯให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ขึ้นอยู่กับการเมือง” นายบวรศักดิ์ กล่าว
บวรศักดิ์ เผย นโยบายขยายเกษียณอายุ รอ‘ก.พ.-สำนักงบ-กรมบัญชีกลาง’ หารือ เชื่อใช้งบไม่มาก ไม่กระทบภาคเอกชน ย้ำยังไงต้องทำ ขู่การเมืองหากเล่นแรง ‘นายกฯ’ ยื่นยุบสภา ธ.ค.นี้แน่
ที่มา ข่าวสดออนไลน์