
บทวิเคราะห์: เด็กที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เกิด สามารถพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญ STEM ที่ยิ่งใหญ่ได้
ในปัจจุบัน ความสามารถทางคณิตศาสตร์มักถูกมองว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะบุคคลที่มีมาแต่กำเนิด เด็กที่สามารถแก้โจทย์ได้เร็ว หรือเข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย มักได้รับการยกย่องว่า “หัวดี” หรือ “เกิดมาเพื่อเป็นนักคณิตศาสตร์”
ขณะที่เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรียกว่า ภาวะ Dyscalculia เช่น มีปัญหาเรื่องการจำสูตร การเข้าใจแนวคิดช้า หรือไม่สามารถแก้ปัญหาโจทย์เลขได้ มักถูกตีตราว่า “ไม่เก่งเลข” และถูกผลักออกจากเส้นทางของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ หรือ STEM ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังล้มล้างความเชื่อนี้
โดยแสดงให้เห็นว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวตั้งแต่กำเนิด แต่เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้โดยผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์ และมีการสนับสนุน–ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
งานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. Brian Butterworth แห่ง University College London หรือ UCL ในสหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญในสาขาประสาทจิตวิทยาการรู้คิด หรือ Cognitive Neuropsychology แสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีความรู้สึกเชิงจำนวนในตัวเอง แม้แต่ในเด็กที่ไม่เคยถูกสอนให้นับเลขมาก่อนเลย
แต่ศาสตราจารย์ ดร. Brian Butterworth ก็บอกด้วยว่า สำหรับบางคน “กลไกโดยกำเนิดเช่นนี้ทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่”
ภาวะ Dyscalculia คือสภาพที่บุคคลประสบความยากลำบากในการเรียนรู้เป็นการเฉพาะต่อการทำความเข้าใจและการทำงานกับตัวเลขและปริมาณ
เชื่อกันว่าภาวะนี้พบได้บ่อยเท่าๆ กับภาวะ Dyslexia (ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD (Learning Disorder) ประเภทหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อทักษะการอ่าน การเขียน และการสะกดคำเป็นหลัก
โดยเกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาษา ทำให้บุคคลไม่สามารถเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรได้ ทำให้มีปัญหาในการอ่านหนังสือหรือการเขียน
ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนประมาณ 5% ตามข้อมูลของศาสตราจารย์ ดร. Brian Butterworth
ผู้ที่มีภาวะ Dyscalculia มักจะประสบปัญหาในการทำโจทย์เลขคณิต เช่น 5 คูณ 8 หรือ 6 บวก 16
ศาสตราจารย์ ดร. Brian Butterworth ได้พัฒนาเกมขึ้นมาเกมหนึ่ง ซึ่งเขาพบว่ามันช่วยให้เด็กมีพื้นฐานทางเลขคณิต โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะ Dyscalculia
เขากล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการแทรกแซงเช่นนี้จะมีผลอย่างไรในระยะยาว
“สิ่งที่คุณต้องทำคือการแทรกแซงตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม แล้วติดตามพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ในช่วงปีถัดๆ ไป” ศาสตราจารย์ ดร. Brian Butterworth กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou นักการศึกษา และอาจารย์ด้านการรับรู้ทางคณิตศาสตร์ที่ Loughborough University แห่งสหราชอาณาจักร เปรียบเทียบการเรียนคณิตศาสตร์กับ “การก้าวข้าวกำแพงอิฐ” ที่เด็กๆ ต้องมีรากฐานที่มั่นคงเพื่อก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
“เด็กๆ ต้องก้าวไปทีละขั้น เด็กๆ ไม่สามารถจะข้ามกำแพงอิฐในสาขาคณิตศาสตร์ไปได้ ยกตัวอย่าง วิชาประวัติศาสตร์ เด็กๆ อาจไม่รู้จักยุคสมัยใดยุคหนึ่งได้ แต่สำหรับคณิตศาสตร์ เด็กๆ ไม่สามารถทำแบบนั้นได้” ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร. Yulia Kovas นักพันธุศาสตร์และนักจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์พิเศษที่ King’s College London และเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณที่ Vs Goldsmiths, University of London สหราชอาณาจักร
ผู้ทำการศึกษาว่า เหตุใดผู้คนจึงมีความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในวัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาและวัยผู้ใหญ่ องค์ประกอบทางพันธุกรรมของการเรียนรู้และความสามารถทางคณิตศาสตร์ดูเหมือนจะอยู่ที่ประมาณ 50-60%
ผลการวิจัยพบว่า ยีน และสภาพแวดล้อมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กอย่างแน่นอน
ศาสตราจารย์ ดร. Yulia Kovas กล่าวว่ามันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงว่าโรงเรียนาดีแค่ไหน หรือเราได้รับความช่วยเหลือในการทำการบ้านมากเพียงใด แต่มันอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม เช่น Social Media ที่ทำให้ความสนใจของเราเปลี่ยนไป
ศาสตราจารย์ ดร. Yulia Kovas ตั้งข้อสังเกตว่า แนวโน้มทางพันธุกรรมอาจทำให้บางคนเปิดรับกับเรื่องบางอย่างได้ดีเป็นพิเศษ
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou กล่าวว่า แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ข่าวดีก็คือทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองได้
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou ระบุว่า มีหลักฐานว่าความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และอารมณ์ มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทักษะการคำนวณและทักษะทางคณิตศาสตร์ของเรา
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou กล่าวด้วยว่า ความวิตกกังวลทางคณิตศาสตร์ อาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดคำนวณ และสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะนี้ คือการต้องเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำได้
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou กล่าวว่าประสบการณ์เชิงลบ เช่น การถูกบอกว่าไม่เก่งคณิตศาสตร์ หรือได้คะแนนสอบต่ำกว่าเพื่อนร่วมชั้น อาจนำไปสู่วงจรอันชั่วร้ายของความคิดวิตกกังวล
“ความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์นำไปสู่การหลีกเลี่ยงในการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่ผลการเรียนที่ย่ำแย่ และยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์ให้มากขึ้นไปอีก”
และสิ่งนี้จะเพิ่มภาระให้กับความจำที่นำไปใช้งาน Working Memory ของเรา ซึ่งเป็นที่ที่ความคิดเกิดขึ้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดความวิตกกังวลคือ ความคิดวิตกกังวลเชิงลบเหล่านี้กินพื้นที่อันมีค่าในความจำใช้งานของเราไปจำนวนมาก และเหลือพื้นที่ให้เราใช้แก้ปัญหาได้น้อยมาก” ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou สรุป
ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou กล่าวยกงานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย Loughborough ซึ่งศึกษาในเด็กอายุ 9 และ 10 ขวบ เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างความจำใช้งานและความวิตกกังวลในวิชาคณิตศาสตร์
เด็กๆ จะได้รับโจทย์เลขสองหลัก แต่อยู่ในสภาวะที่พวกเขาได้ยินคำศัพท์ก่อนหน้ามาแล้ว ซึ่งพวกเขาต้องจำและท่องจำออกมา ศาสตราจารย์ ดร. Iro Xenidou-Dervou ตั้งข้อสังเกตว่า ผลการเรียนของเด็กที่วิตกกังวลเรื่องคณิตศาสตร์อย่างมากได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่พลิกความเข้าใจเรื่องพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์คือ Growth Mindset ซึ่งเสนอโดยศาสตราจารย์ ดร. Carol Dweck นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Stanford สหรัฐอเมริกา
ศาสตราจารย์ ดร. Carol Dweck พบว่า เด็กที่เชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่ตายตัว
งานวิจัยจาก Explore Learning ระบุว่าเด็กที่เคยมีประสบการณ์ล้มเหลวในคณิตศาสตร์ หากได้รับการสนับสนุนให้มองความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้ จะสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบางคนสามารถพัฒนาเป็นนักคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากงานวิจัยของ Third Space Learning ที่ชี้ว่าเด็กที่มีปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์มักไม่ได้ขาดความสามารถโดยกำเนิด แต่ขาดโอกาสในการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงวัยประถมที่เป็นช่วงสำคัญในการสร้าง Number Sense หรือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับจำนวน การที่เด็กไม่ได้รับการสอนอย่างต่อเนื่อง หรือถูกสอนด้วยวิธีที่ไม่เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง เช่น การเน้นการจำมากกว่าการเข้าใจ อาจทำให้เกิดความกลัวคณิตศาสตร์และหลีกเลี่ยงการเรียนรู้ในระยะยาว
ในทางกลับกัน เด็กที่ได้รับการสอนด้วยวิธีที่เน้นการคิดเชิงตรรกะ การแก้ปัญหา และการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง จะสามารถพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมั่นคง แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม
ตัวอย่างจากโครงการของ AHS Education พบว่าเด็กที่มีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ เช่น dyscalculia หรือความบกพร่องในการรับรู้จำนวน หากได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
เช่น การใช้ภาพ การเรียนรู้แบบสัมผัส หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยสอน สามารถพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญ และบางคนสามารถเรียนรู้เนื้อหาที่ซับซ้อนในระดับมัธยมปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคำนวณเร็ว หรือการเข้าใจสูตรตั้งแต่เด็ก แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตั้งคำถาม การคิดเชิงนามธรรม และการอดทนต่อความซับซ้อนของปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้ผ่านการเรียนรู้ที่มีความหมายและการสนับสนุนทางอารมณ์
นักคณิตศาสตร์หลายคนในประวัติศาสตร์ เช่น Srinivasa Ramanujan, Andrew Wiles หรือ Maryam Mirzakhani ไม่ได้แสดงความสามารถทางคณิตศาสตร์อย่างโดดเด่นตั้งแต่เด็ก แต่มีความหลงใหลในการตั้งคำถามและการค้นหาคำตอบอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นหัวใจของการเป็นนักคณิตศาสตร์ที่แท้จริง
ในยุคปัจจุบันที่คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างมีความหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างนักคณิตศาสตร์ แต่เพื่อสร้างพลเมืองที่สามารถคิดอย่างมีเหตุผล ตั้งคำถาม และแก้ปัญหาในโลกที่ซับซ้อน
การที่เด็กคนหนึ่งเริ่มต้นจากการไม่เข้าใจคณิตศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีวันเข้าใจ หากเขาได้รับโอกาสในการเรียนรู้ในแบบที่เหมาะกับเขา และได้รับการสนับสนุนให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
กล่าวโดยสรุป เด็กที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เกิดสามารถพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญ STEM ที่ยิ่งใหญ่ได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง มีโอกาสฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ตัดสินจากความสามารถในช่วงต้น และได้รับการปลูกฝังแนวคิดว่า “ความสามารถไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นสิ่งที่เติบโตได้”
ด้วยความเข้าใจนี้ เราจะสามารถสร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างมีความหมาย และอาจค้นพบอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในเด็กที่เคยถูกมองว่า “ไม่เก่งเลข” ได้ในที่สุด
เด็กที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เกิดสามารถพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญ STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) ที่ยิ่งใหญ่ได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องและมีโอกาสฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและไม่ตัดสินจากความสามารถในช่วงต้น
สรุป เด็กไม่เก่งคณิตศาสตร์ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ STEM ได้
บทความนี้ท้าทายความเชื่อที่ว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด โดยชี้ว่า เด็กที่มีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ เช่น ภาวะ Dyscalculia (บกพร่องในการเรียนรู้ตัวเลข) มักถูกผลักออกจากสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ตั้งแต่เริ่มต้น
งานวิจัยล่าสุด เช่น ของ ศ. ดร. Brian Butterworth (UCL) และ ศ. ดร. Yulia Kovas ชี้ว่า:
· ความสามารถทางคณิตศาสตร์เป็น ทักษะที่พัฒนาได้ ผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนทางอารมณ์
· ปัจจัยด้าน พันธุกรรม มีส่วน (50-60%) แต่ สภาพแวดล้อม ก็สำคัญ
· ความวิตกกังวลทางคณิตศาสตร์ (Math Anxiety) และประสบการณ์เชิงลบเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากไปกินพื้นที่ในความจำใช้งาน (Working Memory)
· Growth Mindset (แนวคิดที่เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม) เป็นกุญแจสำคัญ
ข้อสรุปคือ: เด็กที่ได้รับโอกาสในการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ ได้รับการสอนด้วยวิธีที่เหมาะสม (เน้นความเข้าใจ การคิดเชิงตรรกะ และการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง) และได้รับการส่งเสริมให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง สามารถพัฒนาเป็นนักคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม
บทความโดย Jakkrit Siririn
ที่มา ; SALIKA