
นายอัครเดช ดวงตา ครูผู้ช่วย โรงเรียนอนุบาลสามเสน (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์) นำเสนอบทความ เรื่อง "พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ของเด็กปฐมวัย" ข้อความว่า พื้นที่การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเป็นสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเล่น การสำรวจ และพัฒนาการทั้ง 4 ด้านอย่างเหมาะสม เด็กในช่วงวัยนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือทำจริง ได้ขยับเคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว
ดังนั้น การจัดพื้นที่ในห้องเรียนจึงต้องปลอดภัย เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก และเด็กสามารถเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง การจัดมุมประสบการณ์ เช่น มุมนิทาน มุมบ้าน มุมบล็อก หรือมุมวิทยาศาสตร์ ช่วยให้เด็กเลือกกิจกรรมที่สนใจตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ขณะเดียวกันพื้นที่ควรยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามหน่วยการเรียนรู้ที่กำลังเรียน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าห้องเรียน “มีชีวิต” และเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง พื้นที่ที่ดีควรกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น เช่น การจัดการเรียนรู้รูปแบบโครงการ (Project Approach) การจัดนิทรรศการผลงาน หรือสื่อภาพประกอบ รวมถึงสามารถนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น AI หรือสื่อดิจิทัล มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ พื้นที่การเรียนรู้ควรสะท้อนอัตลักษณ์ของชั้นเรียนและความสนใจของเด็กในช่วงเวลานั้น เช่น การจัดบอร์ดแสดงผลงาน หรือการเปิดโอกาสให้เด็กช่วยออกแบบมุมประสบการณ์บางส่วน สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมในห้องเรียน รู้สึกภาคภูมิใจ และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ช่วยให้ครูเข้าใจมุมมองและความสนใจจริงของเด็กได้ดียิ่งขึ้น อีกสิ่งสำคัญของพื้นที่การเรียนรู้คือการจัดสภาพแวดล้อมให้ “ตอบสนองต่อเด็ก” (Responsive Environment) ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับพัฒนาการ ความสนใจ และพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเพิ่มวัสดุเสริมประสบการณ์เมื่อเด็กเกิดคำถามใหม่ การปรับมุมให้เงียบขึ้นเมื่อเด็กบางคนต้องการพื้นที่พักใจ หรือการเปิดพื้นที่โล่งสำหรับกิจกรรมเคลื่อนไหวเมื่อเด็กมีพลังงานสูง การจัดสภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอย่างมีคุณภาพตามความสนใจของตนเอง และมีความสุขในการมาโรงเรียนทุกวัน
โดยสรุป Learning Space สำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย อบอุ่น กระตุ้นการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้เด็กเป็นผู้เลือก ผู้สำรวจ และผู้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตามวัย
ในฐานะที่เป็นครูปฐมวัย การจัดพื้นที่การเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการจัดวางอุปกรณ์ แต่เป็นการสร้าง “โลกใบเล็ก” ที่เด็กจะได้เติบโตอย่างมีความสุข และเชื่อว่าการใส่ใจในการจัดห้องเรียน สังเกตความสนใจของเด็ก และปรับพื้นที่ตามพัฒนาการ จะช่วยให้เด็กแต่ละคนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และได้เริ่มต้นเส้นทางแห่งการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในทุกวัน
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
เด็กปฐมวัยกับ AI ในปัจจุบัน
นางสาวมณีรัตน์ เสนะวงศ์ ครูผู้ช่วยโรงเรียนอนุบาลสามเสน (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์) เสนอบทความเรื่อง "เด็กปฐมวัยกับ AI ในปัจจุบัน" ข้อความว่า ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกช่วงวัย ไม่เว้นแม้กระทั่ง “เด็กปฐมวัย” ซึ่งเป็นช่วงวัยที่การเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ตรง การเล่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว แม้ว่า AI จะไม่สามารถแทนครูหรือผู้ปกครองได้ แต่ก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ AI คือการช่วยให้การเรียนรู้เป็นรายบุคคลมากขึ้น โปรแกรมหรือสื่อการสอนที่ใช้ AI สามารถวิเคราะห์ระดับทักษะของเด็กและปรับความยากง่ายให้เหมาะสม เด็กที่มีความพร้อมสูงสามารถเรียนรู้เนื้อหาที่ท้าทายขึ้น ขณะที่เด็กที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมก็ได้รับแบบฝึกและคำแนะนำที่สอดคล้องกับพัฒนาการของตนเอง เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในห้องเรียนและทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนรู้อีกทั้งด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ AI ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลอง สร้างสรรค์ และจินตนาการ เด็กสามารถใช้แอปพลิเคชั่นหรือโปรแกรมที่สนับสนุนการวาดภาพ การแต่งนิทาน หรือการฟังเสียงเล่าเรื่องที่สร้างขึ้นแบบเรียลไทม์
โดย AI ช่วยกระตุ้นให้เด็กคิดต่อยอดและขยายขอบเขตจินตนาการของตนเอง อย่างไรก็ตาม การใช้งานต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่เพื่อไม่ให้เด็กพึ่งพาสื่อเทคโนโลยีมากเกินไป ที่สำคัญที่ละเลยไม่ได้ด้านความปลอดภัยเป็นอีกประเด็นที่ไม่อาจละเลย การเปิดให้เด็กปฐมวัยเข้าถึงเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีการกลั่นกรองสื่ออย่างเหมาะสมผู้ปกครองและครูควรเป็นผู้เลือกแอปพลิเคชันหรือสื่อที่ได้มาตรฐาน มีเนื้อหาที่เหมาะสม และไม่มีโฆษณาที่เสี่ยงต่อการหลอกลวง ตลอดจนคอยแนะนำให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างถูกวิธี มีเวลาที่เหมาะสม และไม่กระทบการเล่นเชิงกายภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ถึงแม้ AI จะช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่บทบาทของครูปฐมวัยยังคงสำคัญที่สุด ครูเป็นผู้ที่รู้จักเด็กอย่างลึกซึ้ง เข้าใจอารมณ์ ปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรม ซึ่ง AI ไม่อาจแทนที่ได้ การผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิถีปฏิบัติของครูอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กมีคุณภาพ ทั้งสนุก ปลอดภัย และตอบโจทย์พัฒนาการตามวัย
ในฐานะครูประจำชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ ได้ประยุกต์ใช้ AI เพื่อเสริมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยเลือกสื่อที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เช่น นิทานภาพ AI หรือเกมเสริมทักษะแบบโต้ตอบ ครูใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ความก้าวหน้ารายบุคคล เพื่อนำไปปรับกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก พร้อมกำกับเวลาและการใช้งานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสมดุลทั้งจากเทคโนโลยีและการเล่นจริง เด็กปฐมวัยสามารถได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพยิ่งขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยี AI อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใหญ่การคัดเลือกสื่อที่ปลอดภัยและการจัดสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการเล่นตามธรรมชาติยังคงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง AI จึงมีบทบาทในฐานะเครื่องมือสนับสนุนพัฒนาการของเด็ก มิใช่การทดแทนกระบวนการเรียนรู้ตามปกติ
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 2๗ พฤศจิกายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
โมเดลการศึกษาแบบ'ฟินแลนด์ 'ออกกฎคุมเด็กใช้' สมาร์ทโฟน-AI 'ในรร.
การศึกษาของฟินแลนด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก และถือเป็นต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาสำหรับหลายประเทศ จุดเด่นของการเรียนการสอนแบบฟินแลนด์คือ การให้ความสำคัญกับธรรมชาติของผู้เรียนเป็นหลัก บ่มเพาะจินตนาการและความสุขในการเรียนรู้ของเด็ก ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติจริง และการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนอย่างเฉพาะตัว ระบบการศึกษานี้จึงเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนสำหรับประเทศที่ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษา
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย จัดการบรรยายพิเศษหัวข้อ “The School of The Future and Its Success Factors” (โรงเรียนแห่งอนาคตและปัจจัยสู่ความสำเร็จ) โดย อานเดอร์ส อัดเลอร์เคริทซ์ (Anders Adlercreutz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐฟินแลนด์ นำเสนอแนวทางการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อศักยภาพและความสุขของผู้เรียนในอนาคต
อานเดอร์ส อัดเลอร์เคริทซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐฟินแลนด์ กล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่ยังถือว่าอายุน้อยเพราะเพิ่งประกาศเอกราชในปี 1917 ก่อนหน้านั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1800 ฟินแลนด์ยังเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย โดยช่วงเวลานั้นเองที่แนวคิดเรื่องความเป็นชาติฟินแลนด์ เริ่มก่อตัวขึ้นซึ่งจุดกำเนิดของอัตลักษณ์ความเป็นฟินแลนด์มาพร้อมกับความพยายามในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้วัฒนธรรมฟินแลนด์ โดยโรงเรียนมีบทบาทสำคัญตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะถูกมองว่าเป็นพื้นที่หล่อหลอมความเป็นชาติ จนกลายเป็นรากฐานทางความคิดที่ฝังลึกในจิตสำนึกของผู้คนว่าการศึกษาคือหัวใจสำคัญของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาฟินแลนด์แข็งแกร่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คือการปฏิรูปครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อฟินแลนด์นำระบบโรงเรียนแบบเดียวทั่วประเทศ หรือ Comprehensive school มาใช้ แทนระบบเดิมที่กระจัดกระจาย แต่ละโรงเรียนจึงมีมาตรฐานเดียวกัน ดำเนินการโดยภาครัฐและใช้หลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ ผลของระบบนี้ทำให้ชาวฟินแลนด์เชื่อมั่นว่า โรงเรียนข้างบ้านก็ดีเท่าโรงเรียนอื่นๆ จึงแทบไม่มีวัฒนธรรมเลือกโรงเรียน เพราะทุกแห่งถูกคาดหวังให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน
อานเดอร์ส กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญอีกประการคือ ครู โดยที่ฟินแลนด์กำหนดว่าครูทุกคนต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโท อาชีพครูจึงเป็นที่ต้องการสูง การเข้าศึกษาในสาขาครู มีการแข่งขันที่เข้มข้นมาก นอกจากนี้ครูยังรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างแท้จริง ผลสำรวจพบว่า 60% ของครูฟินแลนด์เชื่อว่าสังคมให้คุณค่ากับงานของพวกเขา ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งความน่าดึงดูดของอาชีพครูนี้เกิดขึ้นจาก อิสระในการทำงาน ให้ครูสามารถพัฒนานักเรียนได้เต็มศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องมีระบบตรวจโรงเรียนหรือนำการสอบระดับชาติที่เข้มงวดมาควบคุม เพราะสิ่งเหล่านั้นจะดึงเวลาไปจากการทำงานของครู ดังนั้นตั้งแต่การปฏิรูปในยุค 1970 เป็นระบบโรงเรียนแบบเดียวทั่วประเทศ และบทบาทของครูที่แข็งแกร่ง ล้วนทำให้การศึกษากลายเป็นกระดูกสันหลังของความเป็นฟินแลนด์
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฟินแลนด์ กล่าวต่อว่า ในโรงเรียนในฟินแลนด์มีขนาดชั้นเรียนค่อนข้างเล็ก โดยทั่วไปมีนักเรียนราว 20 คน ทำให้สามารถทำงานกลุ่มร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมการเรียนรู้จำนวนมากเป็นลักษณะของการทำโครงการร่วมกัน นักเรียนจึงต้องช่วยเหลือและสนับสนุนกัน เพื่อให้ทุกคนรับผิดชอบงานส่วนของตน และโครงสร้างองค์กรนักเรียนภายใน ซึ่งนักเรียนจะมีบทบาทและความรับผิดชอบต่อชุมชนของโรงเรียน ทั้งในด้านการดูแลกันและกัน รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้ง นักเรียนจะเรียนรู้ทักษะด้านอารมณ์ เช่น การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในห้องเรียน เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
สังคมออนไลน์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว อานเดอร์ส กล่าวว่า แม้ฟินแลนด์จะถูกยกให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก แต่ก็ยังเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ เช่นเดียวกับหลายประเทศ เด็กยุคใหม่อ่านหนังสือน้อยลง สมาธิสั้นลงจากการใช้สมาร์ทโฟน และมีพฤติกรรมการเสพสื่อแบบรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการจดจ่อกับงานเป็นเวลานาน หลายประเทศเริ่มจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ฟินแลนด์ก็ปรับมาตรการให้รัดกุมมากขึ้น โดยกำหนดว่าในช่วงเวลาเรียน เด็กไม่จำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟน ผลลัพธ์ปรากฏชัดเจน เด็กมีสมาธิมากขึ้น ลดการใช้โซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย กลับมาเล่นกับเพื่อนทำกิจกรรมกลุ่มที่สร้างประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมทันที โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือเปลี่ยนหลักสูตรใหญ่
ด้านเทคโนโลยี AI แม้จะช่วยเพิ่มความสะดวก เช่น การค้นคว้า การจัดระบบข้อมูล หรือการฝึกทักษะเฉพาะ แต่ก็ไม่ควรใช้โดยไม่มีการกำกับดูแล และไม่ควรปล่อยให้เด็กพึ่งพามากเกินไป เพราะอาจลดทักษะในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญคือการสอนให้เด็กอยู่กับ AI อย่างฉลาด คือใช้เมื่อจำเป็น ใช้อย่างมีสติ และรู้วิธีปกป้องข้อมูลของตนเองเพราะยังมีทักษะหลายอย่างที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารและใช้ภาษา ความเข้าใจมนุษย์และเห็นอกเห็นใจ การทำงานร่วมกับผู้อื่น การปรับตัวในสถานการณ์ใหม่ และความเข้าใจวัฒนธรรมหลากหลาย
“การศึกษาที่ดีไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบด้าน การสนับสนุน เอาใจใส่ และความเข้าใจจากผู้ใหญ่คือพลังสำคัญที่จะหล่อหลอมให้เด็กเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต” อานเดอร์ส กล่าว
ด้านผศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิมรองคณบดี กำกับดูแลภารกิจวิรัชกิจและกิจการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ระบบการศึกษาของฟินแลนด์เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาการศึกษาได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งด้านคุณภาพครู คุณภาพผู้เรียน และโครงสร้างระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ดังนั้นการบรรยายพิเศษนี้ ทางคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะผู้นำด้านการผลิตครู นักวิจัย และบุคลากรการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อเรียนรู้ว่าบทเรียนจากฟินแลนด์สามารถนำมาปรับใช้กับห้องเรียนไทยได้
ผศ.ดร.ชนิศา กล่าวต่อว่า แม้ไม่สามารถคัดลอกทุกอย่างได้ทั้งหมด แต่ครูและอาจารย์สามารถนำแนวคิดไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับบริบทไทย ตัวอย่างเช่น ฟินแลนด์มีการออกกฎเพื่อควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็น นอกจากนี้ ในปี 2021 ยังได้ปรับอายุการศึกษาภาคบังคับจาก 15 เป็น 18 ปี เพื่อให้เด็กมีทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ โดยเน้นทักษะมนุษย์ (Human skills) เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเข้าใจผู้อื่น มากกว่าความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ในอนาคต
“อีกประเด็นสำคัญคือจำนวนเด็กต่อห้อง ฟินแลนด์มีนักเรียนเพียงราวสิบกว่าคนต่อห้อง ขณะที่ไทยมีตั้งแต่ 30–45 คน ทำให้ครูไทยมีภาระมาก และไม่สามารถทำงานได้เหมือนครูฟินแลนด์ ที่มีอิสระในการออกแบบการสอน ใช้ความรู้และความสามารถบริหารจัดการห้องเรียนเต็มศักยภาพ แต่ปัจจุบันครูไทยยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากหลายระดับ และรับงานนอกห้องเรียนมาก ทำให้ขาดโอกาสพัฒนาตนเองตามเส้นทางอาชีพที่แท้จริง เพราะฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับอิสระของครู ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ หากไทยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ การศึกษาไทยก็อาจปลดล็อก เปิดโอกาสให้ครูเติบโต เรียนรู้ไปพร้อมเด็ก และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง” ผศ.ดร.ชนิศา กล่าว
มุมมองต่อระบบการศึกษาไทย ผศ.ดร.ชนิศา กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาไทยซับซ้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม สิ่งสำคัญคือการกลับไปดู “ต้นน้ำ” คือการผลิตครู หากครูได้รับการปลูกฝังอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก แม้เผชิญความท้าทายก็ยังยึดมั่นจรรยาบรรณและโฟกัสผู้เรียน การปลูกฝังจรรยาบรรณไม่ใช่แค่ให้อ่านเป็นข้อ ๆ แต่ต้องสร้างผ่านประสบการณ์จริง เช่น การฝึกสอนและกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเลือกวิชาชีพ เพราะความเป็นครูต้องมีคุณลักษณะเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง ฟินแลนด์เองก็ยอมรับว่าไม่สมบูรณ์แบบ ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับไทย ซึ่งไม่ควรมองโรงเรียนไทยทั้งหมดว่าแย่ แต่ควรมุ่งเป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่ดี มากกว่าการเป็นเพียงผู้สอบได้คะแนนสูง เพราะฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับทักษะมนุษย์และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มากกว่าทักษะทางวิชาการ
ที่มา ; ไทยโพสต์ออนไลน์ 27 พฤศจิกายน 2568