ค้นหา

จาก BBL ถึงActive Learning แฟชั่นใหม่วงการศึกษาไทย

ในวงการศึกษาไทย คำว่า BBL (Brain-Based Learning) เคยบูมมากเมื่อ 10-20 ปีก่อน ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นหมุดหมายว่านี่แหละคือสูตรมหัศจรรย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ แต่พอถึงบทสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่าเป็นการถูกนำไปใช้แบบผิวเผิน (เช่น แค่ทาสีห้องเรียนให้สดใส หรือเต้นประกอบเพลง) จนคนอาจ มองว่าเป็นแค่ “แฟชั่น” และในที่สุดก็ล้มเหลว ความล้มเหลวของ BBL (Brain-Based Learning) ในไทยช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประมาณช่วงปี 2548-2558 เป็นกรณีศึกษาที่สุดคลาสสิกของการ “นำเข้าแนวคิดถูก แต่ปฏิบัติผิด” (Right Theory, Wrong Implementation) ความล้มเหลวหลักๆ เกิดจากการตีความวิทยาศาสตร์สมองแบบ “เปลือกนอก” (Superficial) จนการนำไปปฏิบัติกลายเป็นเพียงวัตถุและพิธีกรรม โดยขาดความเข้าใจในแก่นแท้ ซึ่งสรุปได้ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้.

1.กับดัก “สนามเด็กเล่น BBL” (The Playground Fallacy) เป็นภาพจำที่ชัดเจนที่สุดของยุคนั้น งบประมาณมหาศาลถูกทุ่มไปกับการสร้าง “สนามเด็กเล่น BBL” ที่ทำจากยางรถยนต์ทาสีฉูดฉาด มีฐานปีนป่าย และทางเดินทรงตัว ผู้บริหารและครูเข้าใจผิดว่า “ถ้าเด็กได้ปีนยางรถยนต์ = สมองดี” แต่ในความจริง การเคลื่อนไหว (Movement) ดีต่อสมองจริง แต่มันต้องควบคู่ไปกับ “การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน” ที่ดีด้วย ผลคือ เด็กแข็งแรงขึ้น สนุกตอนพักเที่ยง แต่พอกลับเข้าห้องเรียน ก็นั่งเรียนแบบท่องจำ (Rote learning) เหมือนเดิม สนามเด็กเล่นจึงไม่ได้ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใดๆ เลย 

2.มหกรรม “ทาสีโรงเรียน” (Visual Overload) ความเชื่อผิดๆ ว่า “สีสันกระตุ้นสมอง” โรงเรียนทั่วประเทศจึงระดมทาสีอาคารและห้องเรียนด้วยสีแม่สีสดๆ (แดง เหลือง น้ำเงิน เขียว) ตัดกันอย่างรุนแรง ลายพร้อยไปทั้งห้อง แต่ในทางประสาทวิทยาศาสตร์สิ่งเร้าที่มีมากเกินไปจะกลายเป็นการรบกวนสมาธิ (Too much stimuli = Distraction) สภาพแวดล้อมที่สีสันฉูดฉาดเกินไปทำให้สมองเกิดภาวะ Cognitive Overload (ภาระการรับรู้ล้นเกิน) เด็กกลับมีสมาธิสั้นลงเพราะถูกดึงความสนใจโดยสีผนัง แทนที่จะโฟกัสที่การเรียน ห้องเรียน BBL ที่ควรจะ “สงบและผ่อนคลาย” (Relaxed Alertness) กลับกลายเป็นห้องที่ “วุ่นวายและรบกวนสายตา” 

3.พิธีกรรม “Brain Gym” แบบไร้ใจ (Mindless Rituals) การกำหนดกิจกรรมให้ทำท่าบริหารสมอง เช่น “จีบ-แอล” (มือหนึ่งทำจีบ มือหนึ่งทำแอล) หรือการนวดปุ่มสมอง ถูกบังคับให้ทำหน้าเสาธงหรือก่อนเข้าเรียนทุกวัน แต่ครูไม่รู้ซึ้งว่ามันกลายเป็นเพียง “ท่ากายบริหาร” ที่ทำไปแกนๆ เพื่อให้จบกระบวนการ ความจริงนั้น Brain Gym มีไว้เพื่อเตรียมความพร้อม (Prime) สมอง หรือเพื่อพักเบรก (Brain Break) ระหว่างเรียน แต่ครูไทยใช้วิธี “เต้น 5 นาที หรือจีบ-แอล อีก 5 นาที แล้วกลับไปสอนบรรยายแบบเดิม 55 นาที” ซึ่งความน่าเบื่อของการสอนแบบบรรยายนั้นรุนแรงกว่าประโยชน์ที่ได้จากการทำท่าจีบ-แอลเพียงชั่วครู่

4.การประเมินแบบ “ผักชีโรยหน้า” (Checklist Policy) ในที่สุดมหกรรมก็ซ้ำแค่รอยเดิม คือ กระทรวงส่งศึกษานิเทศก์มาตรวจประเมินโรงเรียน BBL ตามเช็กลิสต์ เช่น “มีมุมน้ำดื่มสมุนไพรไหม?” “มีป้ายนิเทศไหม?” “มีสนามเด็กเล่น BBL ไหม?” โรงเรียนมุ่งแต่ทำสิ่งของพวกนี้ให้ครบเพื่อผ่านประเมิน (Compliance) แต่ “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก” ซึ่งเป็นหัวใจของ BBL กลับไม่เปลี่ยน ครูยังดุ ด่า ตีเด็ก หรือสอนแบบเดิม BBL คือเรื่องของความปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) ตราบใดที่บรรยากาศในห้องยังเต็มไปด้วยความกลัว (Fear) ต่อให้มีสนามเด็กเล่นยางรถยนต์ 10 แห่ง สมองเด็กก็เรียนรู้ไม่ได้ บทสรุป BBL ในไทยล้มเหลวเพราะเราไปโฟกัสที่ Hardware (ทาสี, ยางรถยนต์, ป้ายนิเทศ) แต่ละเลย Software (วิธีการสอน, จิตวิทยาครู, ความเข้าใจสมอง) มันจึงกลายเป็นเพียง “แฟชั่นเสื้อผ้า” ที่โรงเรียนสวมใส่ประเดี๋ยวประด๋าว พอหมดงบประมาณหรือเปลี่ยนนโยบาย ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม และ Active Learning ในปัจจุบันก็กำลังเสี่ยงที่จะเดินซ้ำรอยเท้านี้ 

จาก BBL ถึงแฟชั่นใหม่ Active Learning ดังเป็นที่ทราบว่า ขณะนี้ในวงการกระทรวงศึกษาธิการไทย “การเรียนการสอนรูปแบบใหม่” ที่เรียกว่า Active Learning ถูกเสนอให้มีการนำมาใช้ โดยกลายเป็นกระแสหลักว่า นี่แหละจะเป็นทางออกของปัญหาการศึกษาไทยทั้งหมด จะแก้เรื่องความอ่อนแอและคุณภาพต่ำได้ทั้งหมด แต่หากติดตามให้ลึกซึ้ง สถานการณ์ปัจจุบัน ปี 2566-2568 เรากำลังเห็นภาพซ้ำรอยเดิม (Daja vu) ของปรากฏการณ์ BBL ในรูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า “Active Learning” กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศให้ Active Learning เป็นนโยบายหลักในการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยเฉพาะเพื่อรองรับหลักสูตรใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” 

แต่ในทางปฏิบัติ มันกำลังกลายเป็น “แฟชั่นภาคบังคับ” ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลวในเชิงลึก ด้วยเหตุผล 3 ประการที่คล้ายคลึงกับยุค BBL ดังนี้

1.กับดักคำศัพท์: คำว่า “Active” ถูกแปลความหมายผิดเพี้ยน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ ความเข้าใจผิดของครูและผู้บริหารจำนวนมากที่ตีความคำว่า Active ผิดไป ความเข้าใจที่ถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่า Active Learning คือต้องเป็น “Cognitively Active” (คือสมองตื่นตัวในการรับรู้) ผู้เรียนต้องได้คิด วิเคราะห์ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง แม้จะนั่งนิ่งๆ เพื่อถกแถลง (Discussion) กันก็เป็น Active Learning ได้ เพราะการถกแถลงคือการใช้สมอง แต่ความจริงที่ปรากฏหน้างาน มันกลายเป็นแค่ “Physically Active” (ร่างกายตื่นตัว) คือเน้นให้เด็ก “ขยับตัว” วิ่งเล่น เดินแปะโพสต์อิต หรือเล่นเกม ผลลัพธ์ เราจึงเห็นห้องเรียนที่ดู “ยุ่งเหยิงและสนุกสนาน” look busy แต่เมื่อจบคาบ เด็กกลับไม่ได้องค์ความรู้ในระดับความคิดรวบยอด (Concept) อะไรติดหัวไปเลย กลายเป็นเพียง “กิจกรรมฆ่าเวลา” ที่แปะป้ายว่า Active Learning เพื่อรอรับการประเมิน

2.การสอนที่ทำแค่เป็นการแสดงตามใบสั่ง (Performative Teaching) เช่นเดียวกับยุค BBL ที่โรงเรียนทาสีห้องเรียนใหม่เพื่อโชว์ว่าได้ทำ BBL แล้ว ปัจจุบันครูถูกบีบให้ทำแผนการสอน Active Learning เพื่อ “ส่งตรวจ” หรือ “ทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะ” (วPA) ครูก็มักจะจัด “โชว์” Active Learning เฉพาะตอนที่มีศึกษานิเทศก์มาตรวจ หรือตอนอัดคลิปส่งผลงาน แต่ในคาบเรียนปกติส่วนใหญ่ ยังคงสอนแบบบรรยาย (Passive) เพราะสอนไม่ทันเนื้อหาที่อัดแน่นขณะเดียวกัน เพราะตัวหลักสูตรก็ยังอัดแน่นด้วยเนื้อหาเหมือนเดิม ยังไม่มีการรื้อโครงสร้างของหลักสูตรใหม่เพื่อเอื้อต่อกระบวนการใหม่คือ Active Learning อย่างแท้จริง ผู้เขียนขอเน้นว่า หากจะทำ Active Learning ต้องเริ่มที่การจัดทำหลักสูตรใหม่ทั้งหมด ที่ออกแบบให้มีความสอดคล้องกันทั้งเนื้อหา เวลาที่ใช้ทั้งในและนอกห้องเรียน วิธีการเรียนการสอนของทั้งครูและนักเรียน “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ที่จะนำมาใช้ต้องถูกนำมาวิเคราะห์ลงรายชั่วโมงว่า “ใช่” หรือไม่ ไม่ใช่หลักสูตรเขียนมาจากทางหนึ่ง และวิธีการ (หรือน่าจะเรียกว่ากิจกรรม) ที่เรียกว่า Active Learning นี้ก็โผล่มาจากอีกทางหนึ่ง เมื่อไม่มีการทำเช่นนั้น ทั้งหมดนี้จึงยังอยู่บนความขัดแย้งเดิมๆ เป็นโครงสร้างที่ขัดแย้ง ได้แก่ ระบบสั่งให้สอนแบบ Active (เน้นกระบวนการ) สรุปสุดท้ายข้อสอบระดับชาติ (O-NET/A-Level) ยังคงเน้นวัดเนื้อหาและความจำ การสอนแบบ Active จริงๆ จึง “กินเวลามากขึ้น” และอาจทำให้เด็กทำข้อสอบไม่ได้ 

3.“เหล้าเก่าในขวดใหม่” สิ่งที่น่ากังวลคือ การอบรมครูจำนวนมากใช้วิทยากรที่ไม่เข้าใจศาสตร์การสอนยุคใหม่จริง มีการนำกิจกรรมสันทนาการแบบค่ายลูกเสือ หรือกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เดิมๆ มาปัดฝุ่นแล้วเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น Active Learning มันจึงไม่ใช่การเปลี่ยน “กระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ในการมองผู้เรียน แต่เป็นการแค่ “เพิ่มลูกเล่น” (Gimmick) เข้าไปในการสอนแบบเดิม 

บทวิเคราะห์: Active Learning ในบริบท Anti-brain หากมองผ่านเลนส์ “โครงสร้างที่เป็นปฏิปักษ์กับสมอง” ที่จะได้ลงรายละเอียดต่อไป การทำ Active Learning แบบ “แฟชั่น” (เน้นขยับตัวแต่ไม่เน้นคิด) ถือว่าอันตรายกว่าการสอนบรรยายแบบเดิม เหตุผลเพราะ

1.รบกวนสมาธิ (Distraction): กิจกรรมที่วุ่นวายเกินไปทำให้สมองไม่มีช่วงเวลาสงบเพื่อตกผลึกความคิด (Reflection)

2.ภาพลวงตาของการเรียนรู้ (Illusion of Competence): เด็ก (และครู) รู้สึกว่า “ได้ทำอะไรเยอะแยะ” เลยเข้าใจว่าตัวเอง “รู้แล้ว” ทั้งที่จริงๆ ยังไม่ได้สร้างรอยหยักในสมองเลย

ดังนั้น ขณะนี้ Active Learning ในไทยกำลังถูกนำใช้ในลักษณะ “พิธีกรรม” (Ritual) มากกว่า “วิธีการ” (Methodology) อย่างจริงจัง ที่พูดนี้ก็คงต้องออกตัวไว้ให้ด้วยว่าอาจจะมีโรงเรียนหรือครูบางกลุ่มที่ทำได้ดีจริงๆ (แต่ก็จะต้องผ่านการพิสูจน์ว่าได้ผลดีจริง) แต่ปัญหาของไทยก็คือปัญหาเดิมๆ คือการขยายผล ที่เราลืมนึกไปว่า ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาต้องเป็นทั้งระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงการสร้าง show case เพียงแห่งๆ ซึ่งความสำเร็จที่อาจเกิดได้เพียงเป็นแห่งๆ นั้น จะนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่ทำสำเร็จกับโรงเรียนที่ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น ในภาพใหญ่ระดับประเทศ เราจึงกำลังเดินซ้ำรอยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างแบบเดียวกับ BBL ในอดีต 

บทความโดย ภาวิช ทองโรจน์ สถาบันศึกษาวิวัฒน์

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 มกราคม 2569