
บทความโดย ดร.อดิศร ส่องการศึกษาไทยมีพลังแต่ไม่ได้ปลดปล่อย
•การศึกษาไทยมีพลังแต่ไม่ได้ปลดปล่อย
วิกฤตการศึกษา ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องช่วยกันหาทางออก แม้ผลวิเคราะห์เชิงลึกสภาวะการศึกษาไทย ปี 2568 ช่วงไตรมาส 3 ผ่านผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ IMD พบพัฒนาการที่น่าสนใจ อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 20.6% ดีกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่อันดับการแข่งขันด้านการศึกษากลับรั้งท้าย อยู่อันดับที่ 55 จาก 69 ประเทศ ส่งสัญญาณถึงปัญหา ที่ยังต้องแก้ไขต่อเนื่อง ไม่นับภาวะการเรียนรู้ถดถอย ในยุคที่โลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง
ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองภาพการศึกษาไว้น่าสนใจ ว่า การศึกษาไทย ยังมีพลังอยู่มาก แต่เป็นพลังที่ไม่ได้ปลดปล่อย เรามีเด็กและเยาวชนที่มีความฉลาดใช้เทคโนโลยีได้คล่อง เรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านช่องทางที่มีความหลากหลาย มีความสนใจที่หลุดจากกรอบวิธีคิดแบบคนรุ่นเก่าไปได้ไกลมาก เรื่องนี้เป็นศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่จริง แต่ยังมีกรอบความคิดและโครงสร้างเก่าห่อหุ้มซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องกฎหมายหรือระเบียบราชการ แต่หมายถึงวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สังคมไทย ต้องตั้งคำถามว่าตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้วระบบดังกล่าวยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเรามีศักยภาพแต่ถูกพักไว้เฉยๆ และไม่ได้ใช้ให้เป็นพลังของประเทศ
•วิกฤตภาวะครู เด็กเบิร์นเอาต์ หมดไฟ เหนื่อยล้า
การเรียนรู้ที่ดี จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนในระบบมีสุขภาวะทางกายทางใจไม่ดี หรือที่เรียกว่า ภาวะเบิร์นเอาต์ หมดแรง หมดไฟวันนี้เราเห็นภาพของครูที่เหนื่อยล้า เด็กเครียดกับการเรียนผู้บริหารก็ต้องทำงาน จนไม่มีเวลามามองภาพรวมได้ ทำให้คุณภาพการเรียนรู้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ทุกคนพยายามจะเอาตัวรอดในระบบ
ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะดูเหมือนสิ้นหวัง แต่ไม่อยากให้หมดหวังกับการศึกษาไทย เพราะมีหลายจุดในสังคมที่กำลังงอกงามขึ้นมาเป็นพลัง เช่น โรงเรียนที่เปิดการทดลองใหม่ๆ ครูที่สร้างการเรียนรู้ที่ปลอดภัยให้เด็กๆ มหาวิทยาลัยที่เข้าไปทำงานให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเราเห็นเด็กและเยาวชนที่เริ่มนิยามการเรียนรู้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อว่าถ้าเราเริ่มต้นตั้งคำถามต่อระบบเดิมด้วยความจริงจัง และจริงใจ จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังงอกงามได้อีกหลายเท่า
•เปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ทั้งระบบ
ที่ต้องเปลี่ยนคือ วัฒนธรรมการเรียนรู้ของทั้งระบบ เช่น เราอาจจะมองว่าการศึกษาคือการส่งต่อเนื้อหาให้ครบ แต่ไม่ได้มองว่าการเรียนรู้คือการเปิดโลกของเด็ก เราอยู่กับระบบแบบเดิม ที่มีวิธีคิดว่าทำอย่างไรถึงจะผลิตเด็กเก่งและดี ทำให้ไม่มีการตั้งคำถาม ถึงประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย และสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา สุดท้ายถูกดึงกลับด้วยวิธีคิดแบบเดิมของสังคม เราอยากสอนให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ อยากสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม มีความคิดเชิงวิพากษ์ แต่ตัวเรายังเชื่อว่า มีคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบที่สุดอยู่ วิธีคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและไม่สามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้
•ปฏิรูปการศึกษา ต้องเริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิด
เวลามองเรื่องของการปฏิรูป ต้องไม่ใช่การเพิ่มนโยบายการปฏิรูปต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องไม่วัดความสำเร็จของประเทศจากคนที่เก่งแค่วิชาการ แต่ต้องวัดจากคนที่สามารถเรียนรู้ได้เก่ง ปรับตัวได้เร็ว ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และเข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ของตนเองได้ดี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือเรื่องของการปลดล็อกโครงสร้างแบบรวมศูนย์ เพื่อจัดการเรียนการสอนให้เข้ากับพื้นที่ ไม่ใช่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง ทุกวันนี้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาวะของครูและนักเรียนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่าการเรียนรู้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าในโรงเรียนเต็มไปด้วยความเครียด ความกลัว ความกดดัน
เราอยู่ในสภาพสังคมที่เดินหน้าไป 2 ก้าวและถอยหลังกลับมา 10 ก้าวอยู่ตลอดเวลา วิกฤตภาวะเบิร์นเอาต์ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แต่ในโรงเรียนเองก็มีความซ้อนทับของปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้หนักมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากครูซึ่งได้รับต่อมาจากผู้บริหารและกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่รวมที่เด็กมีความกดดันมาจากทางผู้ปกครองจนส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการเติบโตโดยตรง
เราจะเห็นว่าปัจจุบันเด็กเจนซีทำงานแล้วก็ลาออกบ่อยครั้ง เด็กเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น แต่ต้องเข้าใจว่าพวกเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้มีสุขภาวะที่เกิดความสั่นคลอนภายในใจ และต้องแสวงหาการยอมรับ เมื่อใดก็ตามที่อยู่ในที่ที่รู้สึกไม่มั่นคง ก็พร้อมที่จะวิ่งออกทันที ดังนั้นหลักการสำคัญที่รัฐบาลควรทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนเติบโตอย่างมีความมั่นคง การศึกษาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องไม่ยกภาระทั้งหมดไปให้สถาบันการศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่ทั้งองคาพยพของสังคมต้องดูแล
•คืนอิสระให้โรงเรียน เปลี่ยนกรอบคิดระบบรวมศูนย์
แนวทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ประการแรก คืนอิสระให้กับโรงเรียนอย่างแท้จริง เปลี่ยนกรอบคิดจากระบบรวมศูนย์ หากเปลี่ยนได้ก็จะทำให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ ทรัพยากรต่างๆ ที่มีในชุมชน รวมถึงการจัดเวลาเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะผู้เรียนบางคนอาจจะไม่สามารถมาเรียนตามเวลาปกติได้จากปัญหาครอบครัว สภาพอากาศที่ไม่พร้อม โรงเรียนต้องสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่ตอบโจทย์พื้นที่และสามารถที่จะทดลองแนวคิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ขณะที่ส่วนกลางเองก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร สร้างมาตรการที่ยืดหยุ่นมากกว่าการกำกับ
ประการที่สอง ลดภาระงานของครูที่ไม่ใช่งานสอน และต้องมีระบบที่สนับสนุนเพื่อให้ครูสามารถคิดและทดลองรูปแบบวิธีการสอนแบบใหม่ๆ ได้ ประการที่สามคือ การสร้างสุขภาวะของครูและเด็กอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของระบบ ทั้งที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของผู้เรียนโดยตรง การจะดูแลส่วนนี้ต้องมีคนที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความเชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาภายในโรงเรียน ประการที่สี่ การลดความเหลื่อมล้ำในทุกๆ มิติไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเงิน ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีความลึกและซับซ้อนมากกว่าตัวเลขและงบประมาณที่สะท้อนออกมา ทั้งด้าน ภาษา วัฒนธรรม สุขภาวะ ทักษะของผู้ปกครอง การเข้าถึงเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งโอกาสในชีวิตและความหวังของเด็กแต่ละคน ฉะนั้นหากจะลดความเหลื่อมล้ำต้องทำหลายมิติและบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน และประการสุดท้าย การเรียนรู้ต้องไม่เกิดเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องเกิดได้ในทุกพื้นที่ของชีวิต ตอนนี้กำลังอยู่ในสังคมสูงวัย ต้องคิดกระบวนการเรียนรู้ให้ครอบคลุมกับทุกกลุ่มในประเทศ ในทุกพื้นที่ทั้ง บ้าน ชุมชน วัด โรงเรียนต้องไม่ใช่พื้นที่เดียวในการสร้างทักษะแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ รวมไปถึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
•การศึกษาไทยจะผลิบานได้ทุกภาคส่วนต้องจับมือกัน
สำหรับผมคำว่าผลิบานหมายถึงระบบทั้งหมดต้องเอื้อให้มนุษย์ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ผู้สอน หรือคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ ฉะนั้นรัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบสภาวะหรือพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้มากกว่าผู้ออกคำสั่ง นโยบายต้องมีความยืดหยุ่น ต่อเนื่อง ยั่งยืน ไม่ใช่เปลี่ยนผู้นำก็เปลี่ยนนโยบาย สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ผลิตครู ต้องทำหน้าที่พัฒนาครูให้เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจและออกแบบการเรียนรู้ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ เข้าใจโลกที่ซับซ้อน สามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม
ที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่กลาง ตั้งคำถามกับระบบ รวมถึงต้องสนับสนุนครูให้มีความมั่นใจว่าครูจะไม่ถูกลงโทษ ในการทดลองวิธีการเรียนรู้ใหม่ๆ ฉะนั้นครูต้องทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอนไปด้วยกันเพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก สังคมและภาคเอกชน ต้องเลิกมองโรงเรียนเป็นสถานที่ฝากเด็ก แต่ต้องมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้ และภาคเอกชนต้องไม่ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้บริจาค แต่ต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบพื้นที่หรือโอกาสการเรียนรู้ในโลกความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ทักษะอาชีพ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสนับสนุนให้ผู้เรียนหรือนักเรียนอยู่ในความหลากหลายได้ ถ้าทำเรื่องนี้ได้จะทำให้การศึกษาผลิบานได้ในสังคมอย่างแน่นอน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๙
เกี่ยวข้องกัน
เปิดมุมมอง ‘อรรถพล อนันตวรสกุล’ อนาคตการศึกษาไทยหลัง 8 ก.พ.
หมายเหตุ – ‘มติชน’ สัมภาษณ์พิเศษ นายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจําคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองภาพการศึกษาไทย หลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่
การศึกษาไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่?
“การศึกษาไทยเปลี่ยนโฉมไประดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาได้ และเริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองว่า อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับโรงเรียนมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีหลัง เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพของการเมือง เปลี่ยนรัฐมนตรีและเปลี่ยนนโยบายบ่อย ทั้งหมดนี้มีส่วนในการกระแทก ทำให้โรงเรียนต้องปรับตัวตลอดเวลา รวมถึงสถานการณ์ด้านประชากร อัตราการเกิดลด จำนวนเด็กเข้าเรียนน้อยลง โรงเรียนขนาดใหญ่กลายเป็นขนาดกลาง ขนาดกลางเป็นขนาดเล็กมากขึ้น และดูเหมือนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็อยากให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปเพื่อคุมกำเนิดโรงเรียน ทำให้โรงเรียนชุมชนหายไป โดยเฉพาะโรงเรียนประจำตำบล”
ส่งผลให้เด็กออกกลางคันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง ม.1 และ ม.2 เป็นช่วงที่เด็กร่วงจากระบบการศึกษามากที่สุด สิ่งที่ตามมาก็คือ เด็กจะพ้นจากการศึกษาที่จัดโดยรัฐอย่างเป็นทางการ ไปสู่การศึกษานอกระบบ ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นในการมาเรียน และต้องยอมรับว่าการศึกษานอกระบบของไทยยังไม่ได้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะรองรับเด็กกลุ่มนี้ แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกหลายอย่าง เช่น ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการบรรจุครูใหม่ และผู้อำนวยการโรงเรียนอายุไม่เกิน 40 ปี ทำให้เห็นภาพความหวัง แต่สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในวันที่โครงสร้างอำนาจแข็งตัวมากเกินไป โรงเรียนยังต้องวิ่งตามนโยบายของรัฐ และถ้ายังเกิดปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีก 5 ปี 10 ปีพลังความเป็นหนุ่มสาวของครูเหล่านี้ก็จะลดลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยากมาก”
มีเรื่องใดที่พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นบ้าง?
“สิ่งที่ดีคือ สังคมเริ่มเรียนรู้ว่า ความรู้เปลี่ยนแปลงเร็ว ครูรุ่นใหม่มาพร้อมกับทักษะบางอย่างที่แตกต่างจากครูรุ่นก่อน เช่น เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา-19 มีส่วนสำคัญ ทำให้ครูทั้งระบบต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ตรงนี้ถือเป็นแต้มต่อในการทำงาน และเมื่อครูมีการเปลี่ยน
เจเนอเรชั่น ก็ทำให้เกิดพลังของการทำงานใหม่ๆ แต่ยังมีสถานการณ์ที่น่าห่วง เช่น การวัดผลระดับนานาชาติที่ค่อนข้างเป็นปัญหา ทั้งที่เราทุ่มเทงบประมาณจำนวนมาก แต่เกิดผลน้อย ตอนนี้ขาดจินตนาการและกรอบความคิดของผู้บริหาร ศธ. ทำให้นักการเมืองตกอยู่กับแนวคิดเดิมๆ เช่น มีธงว่าต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ปล่อยให้โรงเรียนแม่เหล็กคงอยู่ โดยไม่มีทางออกอื่น มุ่งแต่เดินหน้าลดจำนวนโรงเรียน โดยละเลยว่าโรงเรียนคือบริการสาธารณะ ที่ต้องเข้าถึงประชาชน ถ้าโรงเรียนระดับตำบลถูกยุบไปเรื่อยๆ ต่อไปในระดับตำบล หมู่บ้าน จะขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาว เพราะเด็กไหลเข้าเขตเมือง เท่ากับว่าการศึกษาขาดความรับผิดชอบต่อการดูแลคนในสังคม”
ถ้าไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จะแก้ปัญหาอย่างไร?
“อย่างแรกคือ การกระจายอำนาจ ที่ผ่านมามีการทำเรื่องนี้กันน้อย ยิ่งในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการตั้งศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มีการสั่งการเป็นชั้นๆ ลดบทบาทสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้เป็นแค่มือไม้ของส่วนกลาง โรงเรียนกลายเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดการ เมื่อรัฐบาลแบกไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าการมีครู 9 คน ในโรงเรียนที่มีเด็กแค่ 40 คน ไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่อยากให้นึกถึงการมีอยู่ของโรงเรียนที่ทำให้ชุมชนอยู่ได้ ซึ่งถ้าดูจากหลายประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โรงเรียนจำนวนหนึ่งที่มีเด็กน้อยมากๆ ก็ต้องยุบ ส่วนที่คงอยู่ได้ก็รักษาเอาไว้ ผ่านการให้โรงเรียนไปสังกัดท้องถิ่น ซึ่งไทยยังไม่เคยคุยโจทย์นี้ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่ง สามารถดูแลโรงเรียนได้ดี
ส่วนของไทยยังมีโอกาส ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …รวมถึงต้องคุมกำเนิดโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือขนาดใหญ่พิเศษ ประเทศไทยเป็นประเทศส่วนน้อยที่มีโรงเรียนที่ไซซ์ 5,000 คน ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ จากที่สมัยก่อนโรงเรียนขนาด 2,500 คน ก็ถือว่าใหญ่มากแล้ว แต่ตอนนี้บางโรงเรียนมีเด็ก 4,000-5,000 คน เกิดปัญหาเด็กในเงา ที่หลุดรอดจากการดูแล ดังนั้น ถ้าไม่คุมกำเนิดจำนวนนักเรียนต่อชั้น สิ่งที่จะตามมาคือ เด็กทุกคนจะถูกดูดไปโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนเล็กก็จะค่อยๆ หายไป
หากต้องการให้เกิดคุณภาพจริงๆ เช่น โรงเรียนอาจจะมีเด็กระดับชั้นละ 1-16 ห้องเรียน แต่ขอคุมกำเนิดจำนวนนักเรียนต่อห้อง จากห้องละ 40 คน เป็นห้องละ 30 คน เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และเกลี่ยเด็กที่เหลือไปโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเดียวกัน การจะทำเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการจูงใจ ซึ่งคิดว่าหลายพรรคพยายามทำเรื่องนี้”
พรรคใดที่มีนโยบายการศึกษาน่าสนใจบ้าง?
“หลายๆ พรรคก็พยายามจะมีนโยบายควิกวิน (Quick Win) หรือนโยบายระยะสั้น แต่แนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน มีบางพรรคเท่านั้นที่อธิบายเชิงตัวเลขได้ ผมได้มีโอกาสจัดเวทีเสวนา มีพรรคหนึ่งสามารถอธิบายโจทย์เรื่องเรียนฟรี ว่าต้องวางแผนค่อยเป็นค่อยไป เห็นภาพการทำงานกับข้อมูล แต่ปัญหาหลายพรรคยังทำนโยบายขายฝัน เช่น คืนครูสู่ห้องเรียน แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ดังนั้น ถ้าจะให้ฝากการบ้าน ก็อยากให้แต่ละพรรคเล่าให้เห็นภาพว่า มองภาพใหญ่ของการศึกษาไว้อย่างไรบ้าง ทั้งในระยะ 10 ปี และระยะ 4 ปีที่เป็นรัฐบาล เพราะการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนเหมือนกดสวิตช์ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และอาศัยความมุ่งมั่น
ถ้าเริ่มจูนกันตั้งแต่วันนี้ วันที่ตั้งรัฐบาลได้อาจจะมีก้อนความคิดบางอย่างที่ไปด้วยกันได้ แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีวิธีนำเสนอคนละแบบ เช่น บางพรรคเสนอเรื่องคูปองอบรมครู บางพรรคเสนอเรื่องคูปองรายหัวเด็ก แต่พอไอเดียพวกนี้ถูกแชร์ร่วมกันจะกลายเป็นถังข้อมูลขนาดใหญ่ ให้กระทรวงมีโจทย์ในการทำงาน และให้สังคมไทยมีจินตนาการใหม่ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ที่ค้างมานานกว่า 8 ปี และขณะนี้มีถึง 7 เวอร์ชั่น บางพรรคมีเวอร์ชั่นของตัวเอง ถือเป็นโจทย์ใหญ่อีกเรื่อง”
ปัญหาที่ทำให้การศึกษาติดหล่ม ทั้งขั้นพื้นฐาน-อุดมฯ คืออะไร?
“เรื่องใหญ่คือ เรายังไม่มีภาพฝันร่วมกัน ยุค พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตอนนั้นสังคมไทยเต็มไปด้วยความหวัง แต่ผ่านมา 2 ทศวรรษ คนเริ่มล้า หมดความเชื่อมั่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การกระจัดกระจายของแนวคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาคนร่วมกัน และภายใน 15 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ดังนั้น ศธ.จะมองแค่โรงเรียนต่อไปไม่ได้
เราเห็นบทเรียนจากประเทศหลายประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุก่อนไทย อย่างสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้เตรียมความพร้อมมาก่อน แต่ของไทยยังมองแค่โรงเรียนกับมหา’ลัย ภาพที่ชัดเจนมากก็คือ เรามีทั้ง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562, พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566, พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 แต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ยังไม่ประกาศใช้ ทั้งที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ศธ.ตอนนี้จะมองแค่โรงเรียนไม่ได้ ต้องทำงานข้ามกระทรวง อย่างน้อย 4 กระทรวง”
คุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ต้องเป็นอย่างไร?
“ดีที่สุดต้องเคยผ่านงานการศึกษามาบ้าง จะทำให้เข้าใจครู ถ้าได้คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องสามารถดึงคนที่มีความรู้เฉพาะด้านเข้ามาเป็นทีม เป็นที่ปรึกษา และเรื่องใหญ่ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยุคนี้คือ ต้องไม่มองแค่ ศธ. แต่ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เปิดพื้นที่ในการพูดคุย มีความยืดหยุ่นสูงในการรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง เป็นรัฐมนตรีที่มีอัตตาน้อยๆ พร้อมเรียนรู้เยอะๆ”
แนวคิดที่มองว่าใบปริญญาไม่สำคัญอีกต่อไป?
“อย่างแรกคือ โรงเรียนไม่ตอบโจทย์ สิ่งที่เรียนกับการเอาตัวรอดในสังคมเป็นคนละแบบ โรงเรียนปัจจุบันถูกมองเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวิชาการ เพื่อการไปเรียนต่อมากกว่าการเตรียมพร้อมสู่โลกการทำงาน เด็กไม่ได้เรียนวิชาอาชีพในโรงเรียนเท่าที่ควร ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แพงเกินไป โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด การไปโรงเรียนแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่จำนวนมาก ทำให้คนเริ่มเห็นคุณค่าของการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยน้อยลง เพราะว่ากว่าจะจบ ป.ตรี ได้เงินเดือน สู้ออกมาขายของออนไลน์มีรายได้ดีกว่า 2 เรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เด็กหลุดออกจาก ระบบหลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เด็กจบ ม.6 ทำงานได้ สตาร์ตเงินเดือนไม่ต่างกับ ป.ตรี มากนัก เมื่อพร้อมก็สามารถกลับมาเรียนต่อได้ อย่างสิงคโปร์ เด็กเรียนสายอาชีพ สามารถสวิตช์กลับมาสายวิชาการได้ ประเทศไทยต้องดีไซน์ช่องทางแบบนี้”
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ส่วนกลางด้วยหรือไม่?
“ส่วนกลางโตเกินไป ตลอด 20 ปีมานี้ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น การเมืองต้องเข้ามาลดขนาด ศธ. ซึ่งอนาคตอันใกล้คงไม่สามารถทำได้ เพราะจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์ใน 10-15 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กน้อยลงเรื่อยๆ จะเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ กระทรวงที่อุ้ยอ้ายจะไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรได้ ศธ.ควรเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน มากกว่าการกำกับติดตาม”
การพัฒนาครูยุคนี้ควรเป็นไปในทิศทางใด?
“ช่วงฮันนีมูนของการบรรจุครูผ่านไปแล้ว ครูเหล่านี้จะอยู่ในระบบไป 20 ปี ก่อนจะเริ่มเกษียณ ฉะนั้น ตอนนี้จำเป็นต้องคุมกำเนิดการผลิตครู เป็นการผลิตครูระบบกึ่งปิด คือผลิตจำนวนน้อยลง และเปิดรับระหว่างทางได้ โดยอาจเรียนรู้จากหลายประเทศว่าเขาทำอย่างไรเพื่อทำให้ได้คนที่เหมาะสมมาเป็นครู นอกจากการรับโดยตรงจากครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ การรับเด็กที่จบจากคณะอื่น เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะที่เกี่ยวข้องกับภาษา ยังจำเป็นกับการสอนระดับ ม.ปลาย ทำยังไงจะเข้าถึงคนเหล่านี้ได้ เพื่อดึงคนเก่งมาเป็นครู อย่างต่อมาคือ ระบบฝึกหัดครู หลายประเทศการศึกษาเขาเปลี่ยนได้ เพราะเขาทำให้คณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ลงมาทำงานกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รู้ว่าโรงเรียนกำลังต้องการครูสาขาใด อาจารย์คณะครุศาสตร์จะถูกจูงใจด้วยการทำวิจัยกับโรงเรียน เราเห็นโมเดลประเทศที่การศึกษาก้าวหน้า ไม่ว่าสิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัฐบาลจะใช้การทำงานลักษณะนี้ทั้งหมด เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องจินตนาการถึงภาพการศึกษาในอีก 5 ปีข้างหน้า ว่าเราจะทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย กับท้องถิ่นได้อย่างไร”
สมัยก่อนจะมองว่าคนเก่งไปเป็นหมอ คนเรียนไม่เก่งมาเป็นครู ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
“เรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว แต่สังคมยังติดภาพจำจากยุค พ.ศ.2520 ซึ่งยุคนั้นเราต้องเร่งผลิตครูเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา เป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกิดการเรียนครูภาคค่ำ ให้คนที่ทำงานแล้วมาเรียน กลายเป็นข้อครหาว่า เอาคนไม่เก่งมาเรียนครู แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว โดยตั้งแต่มีการบรรจุครู 5 ปี พบว่าเด็กที่คะแนนสามารถเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ จำนวนมาก เลือกมาเรียนคณะครุศาสตร์ เด็กเก่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) หลายแห่งตอนนี้คือเด็กจากคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์”
การพัฒนาครูต้องมองตลอดชีวิต มองไปถึงเส้นทางการเติบโตในอาชีพ ครู ค.ศ.3 ค.ศ.4 ตอนนี้อายุยังไม่ถึง 40 ปี หากเงินเดือนตันเพดาน รัฐต้องดูว่าจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง หลายประเทศครูเติบโตไปพร้อมกับภาระหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีประสบการณ์สูง เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยในโรงเรียน ดูแลรุ่นน้องที่เป็นครูด้วยกัน ทำวิจัยชั้นเรียน เป็น Master Teacher มีสิทธิไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แต่ของไทยยังแยกกัน หากอยากเป็นผู้อำนวยการต้องไปเรียน ป.โท บริหารการศึกษา แล้วมาสอบ เราเห็นโมเดลที่ดีๆ หลายประเทศ กรณีเกาหลีใต้ ครูสามารถเลื่อนชั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วกลับไปเป็นศึกษานิเทศก์ กลับมาเป็นครูได้ ไม่ได้แยกขาด โจทย์พวกนี้เป็นการดีไซน์ระบบใหม่”
มองภาพการศึกษาหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.อย่างไรบ้าง?
“ผมว่ามีหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดก็คือ ได้ขั้วอำนาจเก่ากลับมา ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องประคองกันต่อไป แต่สังคมจะบี้รัฐบาลมากขึ้น เพราะเริ่มมองเห็นแนวทางใหม่ๆ หรือเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มาจากคนละพรรค เกิดการเจรจาหาแนวปฏิบัติ แบ่งบทบาทหน้าที่ร่วมกัน แต่แนวทางที่ดีที่สุดคือ ได้พรรคเดียวเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ซึ่งก็ต้องทำให้แนวคิดและนโยบายเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดแรงต้าน ทำให้การทำงานมีปัญหา”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๙