ค้นหา

การพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เหมาะสมในประเทศไทย

เปิดประเด็นเวที การพัฒนาทุนมนุษย์ ย้ำต้องเริ่มตั้งแต่ “ปฐมวัย” ยิ่งทำเร็วเท่าไร ประเทศก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเร็วเท่านั้น

หาก การพัฒนาคน คือ หัวใจของการพัฒนาประเทศ ช่วง “ปฐมวัย” ก็คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด แต่กลับเป็นนโยบายที่ถูกจัดอันดับความสำคัญและขับเคลื่อนไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น” นี่คือใจความสำคัญที่เวที “Policy Forum : การศึกษาและ การพัฒนาทุนมนุษย์” ภายในงาน Policy Watch Connect 2026 ต้องการสื่อสาร และหาทางออกเพื่อวางแนวนโยบาย การพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เหมาะสมสำหรับบริบทการพัฒนาประเทศไทย 

โดย ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เน้นย้ำว่า

การพัฒนาทักษะและคุณภาพคนต้องทำตลอดชีวิต โดยต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพื่อเกิดเป็น ทุนตั้งต้นที่ดี” สำหรับชีวิตก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ช่วงปฐมวัยที่นับเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะหากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาในช่วงวัยนี้ ต่อให้จะได้รับการศึกษาที่ดีอย่างไร ก็ยากที่จะดึงทุนมนุษย์ขึ้นมาได้”

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปฐมวัยจึงเปรียบเสมือน “เวลาทอง” ของการพัฒนาคน

หากมีการลงทุนในทุนมนุษย์มากเท่าใด ประเทศก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเร็วเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อมองกลับมาดูประเทศไทย จากการประเมินพบว่าการลงทุนในช่วงวัยนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก” ดร.สมชัย ระบุ

ข้อมูลสะท้อนปัญหาอย่างชัดเจน มีเด็กเกิดใหม่กว่า 70% เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะดูแลให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากธนาคารโลกชี้ว่า เด็กไทยที่เกิดใหม่จะสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพเพียง 61% เท่านั้น

ขณะเดียวกันแม้ภาครัฐมีนโยบายคุ้มครองทางสังคม โดยมีเงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิด ที่จะช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตดี ได้รับการดูแลทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่กระนั้นในความเป็นจริงยังมีครอบครัวยากจนราว 34 % กลับ ตกหล่น” ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว

แม้ในตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันจากหลายภาคส่วนให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยคำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาจากผู้กำหนดนโยบายซ้ำๆ คือ ไม่มีงบประมาณ”

ประสบการณ์ตรงที่ผลักดันเรื่องนี้แล้วล้มเหลวมาตลอด 10 ปี คำตอบที่ได้มักจะเป็นเรื่องไม่มีงบประมาณ ซึ่งเป็นคำตอบที่พวกเรา คนที่เป็นคนร่วมผลักดัน รู้สึกว่ารับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เคยไปยื่นข้อเสนอถึงรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ท่านไม่เชื่อว่าจะตกหล่นไป 30% ท่านบอกว่าตกหล่นอย่างมากก็ 5% เท่านั้น ถ้าหากเกิน 5% จริงๆ จะพิจารณาให้มันเป็นถ้วนหน้า ผมก็ไปทำงานวิจัยมาอีกครั้ง และนำผลไปนำเสนอว่าตัวเลขยืนยันว่าตกหล่นมากกว่า 30% ท่านก็ตกใจ แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ได้ผลักดันต่อ”

ต่อมา ดร.สมชัย ได้ตั้งคำถามด้วยว่า สาเหตุที่เงินอุดหนุนสวัสดิการเด็กแรกเกิดไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง เป็นเพราะมิติในเชิงการเมืองหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในการให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ ของผู้ดำเนินนโยบายจึงถูกผลักไปอยู่ลำดับท้ายเสมอ ทั้งที่หากคำนวณเงินที่จะลงทุนกับมนุษย์ในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 3- 4 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเลยเมื่อเทียบกับความสำคัญของปัญหา และผลลัพธ์ที่ประเทศจะได้รับในอนาคต

ครอบครัวแหว่งกลาง กับโจทย์การดูแลเด็กเล็ก

อีกประเด็นที่สะท้อนโครงสร้างสังคม คือ ครอบครัวแหว่งกลาง ที่เมื่อพ่อแม่ต้องทำงาน ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกได้ จึงต้องส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ผู้สูงอายุสามารถที่จะเลี้ยงหลานให้เติบโตเต็มศักยภาพได้หรือไม่?

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ใกล้บ้าน และมีคุณภาพจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้ แต่ศูนย์พัฒนาเด็กในปัจจุบัน ยังขาดคุณภาพ เป็นเพียงสถานที่ให้เด็กมากินและนอน โดยไม่กระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม ทำให้เวลาทองของเด็กสูญเปล่า อีกยังกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กไว้ที่ 3 ขวบ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของพ่อแม่วัยทำงาน ทำให้สุดท้ายเด็กก็จะต้องถูกต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายายเช่นเดิม รัฐบาลจึงควรยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน และลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำลงเพื่อแก้ปัญหาครอบครัวแหว่งกลางอย่างเป็นระบบ

เด็กเล็กสำคัญ ยิ่งเด็กเกิดน้อยและในอนาคตพวกเขาต้องแบกภาระอย่างคนแก่พวกเรา เขาต้องโตมาเป็นยอดมนุษย์ แต่ทุกวันนี้มีเด็กเกิดแค่ 4 แสนคนต่อปี และมีแค่ 30% จากจำนวนทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ จึงเป็นความเร่งด่วนที่รัฐควรทำตั้งแต่เมื่อวาน” ดร.สมชัย ระบุ

แรงงานไทยหลายสิบล้านคนทำงานต่ำกว่าศักยภาพ

ปัญหาทุนมนุษย์ไม่ได้จบแค่ปฐมวัย ในวัยแรงงาน ปัญหาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ดร.สมชัย ชี้ว่า แรงงานไทยกว่า 56% ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่จบมา ถือว่าสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ถึงราว 30% โดยพบมากในสาขามนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน

และยังพบด้วยว่า แรงงานจำนวนมากทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่เรียนมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ราว 27% สะท้อนปัญหาทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่สามารถรองรับได้ ขณะที่บางสาขา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เกิดภาวะแรงงานล้นตลาด และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง หรือ Mismatch 

เมื่อพัฒนาแรงงานได้ไม่ดีพอที่จะตอบสนองประเด็นทางเศรษฐกิจ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ภาวะเชิงมหภาค คือ สัดส่วนรายได้ของแรงงานในจีดีพีค่อนข้างนิ่ง ผลตอบแทนที่ควรกลับไปสู่แรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังอยู่ในระดับสูง

ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ มาจากการไม่บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา กับความต้องการของนายจ้าง รวมถึงระบบแนะแนวในโรงเรียนที่พบปัญหาว่า ครูแนะแนวจำนวนมากไม่เข้าใจตลาดแรงงานจริง ทำให้ไม่สามารถให้คำแนะนำที่มีคุณภาพพอที่จะตอบโจทย์ได้ ดังนั้นครูแนะแนว ควรแนะแนวอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่คนที่ถูกจิ้มมาให้ทำหน้าที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งานผ่านแพลตฟอร์ม รวมถึงการพัฒนาทักษะแบบ Demand Driven ที่เชื่อมโยงกับระบบการศึกษาอย่างแท้จริง

มีแรงงานไทยราว 30–40 ล้านคน ที่ทำงานได้ต่ำกว่าศักยภาพ ส่งผลให้จีดีพีเติบโตช้า หากสามารถยกระดับกลุ่มนี้ได้ จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจุบันพบว่าไทยฝึกอบรมแรงงานหลังจบการศึกษาเพียง 2% เทียบกับประเทศ OECD ที่ทำได้เกือบ 60%”

ดร.สมชัย เสนอว่า การอบรมแรงงานขนาดใหญ่ควรเป็น นโยบายแห่งชาติ” และควรติดหนึ่งในสามนโยบายหลักของทุกพรรคการเมือง โดยจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มขึ้น 5–10 เท่าจากปัจจุบัน และต้องเป็นไปแบบ Demand Driven อย่างแท้จริง ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ธนาคารโลกเคยทำแบบจำลองไว้ว่า หากยกระดับทักษะพื้นฐานของแรงงานให้ถึงเกณฑ์ได้ จีดีพีไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งหมายความว่า หากไม่ลงมือทำ ประเทศก็จะสูญเสียโอกาสนี้ไป ขอฝากถึงฝ่ายการเมือง กลไกราชการ และสาธารณชน ให้ร่วมกันผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยแรงงาน ให้เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ” ดร.สมชัย ระบุ 

ที่มา ; SALIKA