ค้นหา

บอร์ดคุรุสภาไฟเขียวไม่สอบวิชาเอกในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม น..ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า จากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดให้มีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่  20-21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกำหนดวิชาที่จะต้องทดสอบใน 5 หมวดวิชา คือ1. วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2. วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3. วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 4. วิชาชีพครู และ 5. วิชาเอก (ที่คณะอนุกรรมการกำหนด) ซึ่งหลายฝ่ายมีข้อกังวลว่าการสอบสามารถชี้วัดและสะท้อนคุณภาพครูได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการสอบวิชาเอก ที่อาจจะซ้ำซ้อน คณะกรรมการคุรุสภาจึงนำเรื่องนี้เข้ามาทบทวน โดยให้คุรุสภาตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอที่คณะกรรมการคุรุสภาพิจารณา

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบตามที่คุรุสภาเสนอ ว่าจะตัดวิชาเอกออกไป ในการการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคมนี้ สาเหตุที่ตัดการสอบวิชาเอกออกไป เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกระบวนการสอบวัดความรู้วิชาเอกอยู่แล้ว เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็มีการสอบภาค ค.วัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการสอบสาธิตการปฏิบัติการสอนอยู่แล้ว” ..ตรีนุช กล่าว

..ตรีนุช กล่าวต่อว่า เมื่อมีการตัดวิชาเอกออก จะเหลือการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู 4 วิชา ประกอบด้วย 

1.วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 

2.วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 

3.วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา และ

4.วิชาชีพครู

โดยเกณฑ์การตัดสินการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูแต่ละวิชา ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้จะไม่นำผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ในวิชาเอก ของผู้เข้ารับการทดสอบ ครั้งที่ 1/2564 มาใช้เป็นเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยที่ประชุมมอบคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะ ทางวิชาชีพครู พ.. 2563 เสนอต่อคณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาต่อไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 

ข่าวเกี่ยวกัน

ฉุน ‘บอร์ดคุรุสภา’ ตัดสอบวิชาเอกขอตั๋วครู ถามนักการเมืองใช้หลักคิดอะไร

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มีน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบตัดวิชาเอก ในการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคมนี้ นั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้งนี้คุณภาพของครูคือความเชี่ยวชาญในวิธีสอน ศาสตร์การสอน การจัดการเรียนรู้ และความแม่นยำในเนื้อหาวิชาที่สอน ซึ่งคือวิชาเอกของครู การที่กมว.ดำเนินการให้มีการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯเพื่อคะดกรองคนที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่วิชาชีพครู ซึ่งมีความพยายามดำเนินการมาต่อเนื่อง

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า เมื่อ กมว.ดำเนินการตามเจตนารมณ์พื่อให้มั่นใจว่าจะได้ครูที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้ และได้ดำเนินการจนกระทั่งมีประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 เรื่องการจัดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู 5 วิชา คือ การสื่อสารภาษาไทย การสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก ซึ่งประกาศคุรุสภาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับผู้ที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไปทุกหลักสูตร ทุกระดับชั้น ต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ผลปรากฏว่า การสอบวิชาครู มีผู้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 60 ไม่ถึง ร้อยละ10 จนต้องมีการปรับค่าสถิติช่วยเหลือจึงได้ผู้สอบผ่านวิชาครูขึ้นมาเป็นตัวเลขประมาณเกือบร้อยละ 40 ส่วนวิชาเอก คะแนนดิบสอบผ่านไม่ถึงร้อยละ40 เช่นกัน จึงมีผลให้เกิดการอ้างการออกข้อสอบยาก ไม่ตรงตามผังข้อสอบ จนถึงขนาดขอให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้งๆที่วิชาเอกเป็นสิ่งที่สำคัญและสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครอง และสังคมให้เชื่อมั่นว่าได้ครูเก่งในเนื้อหาวิชาที่สอนจริงตามมาตรฐานวิชาชีพครู

ข้อมูลก็คือผู้เรียนป.บัณฑิตมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30-40ที่สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบ ป.ตรี มาเช่น จบการท่องเที่ยวไปสอนภาษาจีน เป็นต้น เลยขอสอบวิชาภาษาจีนที่ตนเองสอนเพราะไม่มีวิชาการท่องเที่ยวให้ทดสอบ การสอนไม่ตรงวิชาเอกก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูอยู่แล้ว เพราะกำหนดให้ปฏิบัติการสอนวิชาเฉพาะ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้เรียน ป.บัณฑิตที่เข้ารับการทดสอบรุ่นแรกสอบไม่ผ่านวิชาเอกเกินครึ่งของผู้เข้ารับการทดสอบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยที่ผู้เรียนหลักสูตรครูจริงๆ ทั้ง 4 ปี และ 5 ปีที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี การศึกษา 2562 ยังไม่ได้รับการทดสอบเพราะจะมีสิทธิ์สอบครั้งแรกในปี 2565 ก็มายกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้งๆที่กลุ่มเป้าหมายนิสิต นักศึกษาครู ในสถาบันผลิตครูจริงๆ ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบเลย การคิดยกเลิกการสอบวิชาเอกก่อนที่กลุ่มเป้าหมายหลักจะทดสอบ ไม่ทราบว่าสำนักงานคุรุสภา ใช้หลักคิดอะไรที่น่าเชื่อถือทางวิชาชีพหรือไม่ การยกเลิกการสอบวิชาเอก หรือให้ผู้เรียน ป.บัณฑิตทุกคน ได้ใบประกอบวิชาชีพครู ของนักการเมืองบางคนใช้หลักคิดอะไร หรือต้องการคะแนนเสียงนิยมมากกว่าคุณภาพครูที่จะมีผลต่อคุณภาพนักเรียน และผู้เรียน”นายเอกชัย กล่าว

ประธานกมว. กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลการยกเลิกสอบวิชาเอก เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกระบวนการสอบวัดความรู้วิชาเอกอยู่แล้ว เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)และและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการสอบสาธิตการปฏิบัติการสอนอยู่แล้วนั้น เรื่องการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ กับการปฏิบัติการสอน ในสถานศึกษา และการสอบแข่งขันครูผู้ช่วย เป็นคนละวัตถุประสงค์กัน ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทดสอบวิชาเอกได้ 

มติชนออนไลน์ วันที่ 12 กรกฎาคม 2564

ข่าวเกี่ยวกัน

ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพชี้ยังต้องมีสอบวิชาเอกขอตั๋วครู

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภามีมติให้ตัดหมวดความรู้วิชาเอกออกไป จากการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ในการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอยวิชาชีพครู ที่จะจัดขึ้นครั้งที่ 2 ในเดือนตุลาคมนั้น กมว.ได้มีมติยืนยันว่าต้องสอบสิชาเอก และหากไม่มีวิธีการอื่นที่น่าเชื่อถือได้ เรื่อง ความรู้ความสามารถวิชาเอก ยังคงต้องทดสอบไปก่อน ซึ่งเจตนารมณ์เรื่องนี้ มีมานานกว่า 10 ปี เรื่องความพยายามหาวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูและวิชาชีพควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ครูที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้ และได้ดำเนินการจนกระทั่งมีประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อวันที่ 30 มี.ค.63 เรื่องการจัดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู 5 วิชา คือ การสื่อสารภาษาไทย การสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก ซึ่งประกาศคุรุสภาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับผู้ที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไปทุกหลักสูตร ที่ต้องการใบประกอบวิชาชีพครู การสอบเพื่อขอใบประกอบวิชาชีพครู การทดสอบครั้งแรก คือ กลุ่มที่เรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู (ป.บัณฑิต) ประมาณ 7,200 คน ได้เข้ารับการทดสอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าสอบวิชาครู จากคะแนนดิบผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ไม่ถึงร้อยละ10 จนต้องมีการปรับค่าสถิติช่วยเหลือจึงได้ผู้สอบผ่านวิชาครูขึ้นมาเป็นตัวเลขประมาณเกือบร้อยละ 40 ส่วนวิชาเอก คะแนนดิบสอบผ่านไม่ถึงร้อยละ 40 เช่นกัน จึงมีผลให้เกิดการอ้าง เรื่อง การออกข้อสอบยาก ไม่ตรงตามผังข้อสอบ

ประธานกมว.กล่าวต่อปว่า ทั้งนี้จนถึงขนาดขอให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้งๆ ที่วิชาเอกเป็นสิ่งที่สำคัญและสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครอง และสังคมให้เชื่อมั่นว่าได้ครูเก่งในเนื้อหาวิชาที่สอนจริงตามมาตรฐานวิชาชีพครูสำหรับสาเหตุที่ผู้เรียนหลักสูตรป.บัณฑิต สอบวิชาเอกผ่านน้อย เพราะความจริงที่ปรากฏเป็นข้อมูลก็คือผู้เรียนป.บัณฑิตมีไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 30-40 ที่สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบมา เช่น จบการท่องเที่ยวไปสอนภาษาจีน เป็นต้น เลยขอสอบวิชาภาษาจีนที่ตนเองสอนเพราะไม่มีวิชาการท่องเที่ยวให้ทดสอบ การสอนไม่ตรงวิชาเฉพาะ (วิชาเอก) ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูอยู่แล้ว เพราะกำหนดให้ปฏิบัติการสอนวิชาเฉพาะ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้เรียน ป.บัณฑิตที่เข้ารับการทดสอบรุ่นแรกสอบไม่ผ่านวิชาเอกเกินครึ่งของผู้เข้ารับการทดสอบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยที่ผู้เรียนหลักสูตรครูจริงๆ ทั้ง 4 ปี และ 5 ปีที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี การศึกษา 2562 ยังไม่ได้รับการทดสอบเลย เพราะจะมีสิทธิสอบครั้งแรกในปี 2565 ก็มายกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้งๆที่กลุ่มเป้าหมายนิสิต นักศึกษาครู ในสถาบันผลิตครูจริงๆ ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบเลย การคิดยกเลิกการสอบวิชาเอกก่อนที่กลุ่มเป้าหมายหลักจะทดสอบ ไม่ทราบว่าสำนักงานคุรุสภา ใช้หลักคิดอะไรที่น่าเชื่อถือทางวิชาชีพครับ

 

ความพยายามสร้างกระแสให้มีการยกเลิกการสอบวิชาเอก หรือให้ผู้เรียน ป.บัณฑิตทุกคน ได้ใบประกอบวิชาชีพครู ของนักการเมืองบางคนใช้หลักคิดอะไร หรือต้องการคะแนนเสียงนิยมมากกว่าคุณภาพครูที่จะมีผลต่อคุณภาพนักเรียน และผู้เรียน ป.บัณฑิต รุ่นแรกที่ผ่านการสอบมาเมื่อต้นปีบางกลุ่มที่พยายามอ้างข้อสอบยาก ข้อสอบไม่เป็นไปตามผังข้อสอบ ก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้มีเหตุและคงต้องให้ สทศ.ในฐานะผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบทำการทบทวน หากเป็นจริงก็ต้องปรับแก้ไข สำนักงานคุรุสภาเองก็ต้องมีหลักการที่ถูกต้องในการดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบเพื่อให้ได้ครูวิชาเอกที่มีคุณภาพเก่งเนื้อหาจริงๆ การยกเลิกสอบวิชาเอกด้วยเหตุผล เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกระบวนการสอบวัดความรู้วิชาเอกอยู่แล้ว เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” และ “และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการสอบสาธิตการปฏิบัติการสอนอยู่แล้ว”ประธาน กมว.กล่าว 

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเรื่องการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ กับการปฏิบัติการสอน ในสถานศึกษา และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นคนละวัตถุประสงค์กัน ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทดสอบวิชาเอกไ้ด้ เพราะถ้าจะอ้างเช่นนั้นการทดสอบทุกวิชาก็ไม่จำเป็นเช่นกันไม่ว่าจะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีฯ หรือวิชาครู เพราะการเรียนการสอนในสถาบันก็มีการสอบอยู่แล้ว และหลายวิชาการสอบแข่งขันบรรจุก็มีการทดสอบอยู่แล้วเช่นกัน ซึ่งตรรกะการคิดและผลกระทบที่ตามมาเกี่ยวกับคุณภาพของครูสำคัญ ถ้าเมื่อใดที่เล่นการเมืองในการบริหารวิชาชีพครู หรือวิชาชีพควบคุมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่โดยไม่ห่วงคุณภาพผู้เรียนเลย ถ้าทุกคนไม่ห่วงคุณภาพครูที่จะส่งผลถึงคุณภาพเด็ก แต่ตนมีความห่วงใยอย่างมาก 

ที่มา ; เดลินิวส์ 12 กรกฎาคม 2564

ข่าวเกี่ยวกัน

'ตรีนุช'ยืนข้างคุรุสภา อ้างเลิกสอบวิชาเอกตั๋วครู เพราะมีปัญหาปฎิบัติ

12ก.ค.64-ตามที่ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ออกมายืนยันว่า การทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู มีความจำเป็นที่จะต้องสอบหมวดความรู้วิชาเอก เพื่อรักษาคุณภาพของครู เนื่องจากคณะกรรมการคุรุสภา มีมติให้ตัดหมวดความรู้วิชาเอกออกไป จากการทดสอบดังกล่าว

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนเข้าใจในหลักการ ซึ่งตามหลักการแล้ว การทดสอบวิชาเอกถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลุ่มวิชาเอกมีจำนวนมาก เมื่อมาสู่ขั้นตอนการปฏิบัติแล้ว ในการทดสอบมีการนำวิชาดนตรี รวมไว้กับวิชาศิลปะให้เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่งผลให้การทดสอบไม่สามารถสะท้อนออกมาได้ตามความเป็นจริง เช่น ครูศิลปะ มีความสามารถอย่างมาก แต่ไม่มีความรู้ด้านดนตรีเลย ทำให้ไม่สามารถทำข้อสอบวิชาเอกได้ เป็นต้น อีกทั้งการที่เราจะเป็นครู ทำหน้าที่สอนในวิชาได้นั้น จะต้องมีการประเมินความสามารถก่อนอยู่แล้ว สำหรับโรงเรียนรัฐบาล ก็จะมีการสอบภาค ค ที่ให้อัดคลิปวิดีโอการสอน หรือ โรงเรียนเอกชน ก็จะให้สาธิตการสอนก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งครู


ที่มา ;
แนวหน้า 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

 

ข่าวเกี่ยวกัน

เอกชัย' ยันสอบวิชาเอกสำคัญ เป็นเรื่องจำเป็น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าคนเป็นครูมีความรู้จริง พอที่จะสอนคนอื่นได้

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการคุรุสภา มีมติให้ตัดหมวดความรู้วิชาเอกออกไปจากการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ว่า ตนยังคงเชื่อว่าในการทดสอบดังกล่าวยังมีความจำเป็น ควรที่จะมีการทดสอบในกลุ่มวิชาเอกด้วย เพื่อที่จะเป็นการวัดมาตรฐานและคุณภาพของบุคลากรที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพครูให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานวิชาชีพและเป็นไปตามสากลในเรื่องความรู้ในวิชาชีพ (Professional Knowledge ) เป็นครูวิชาเอกใดๆ ก็ต้องผ่านการสอบวัดสมรรถนะความสามารถวิชาเอกตามมาตรฐานที่กำหนดเพื่อให้มั่นใจว่าครูมีความรู้จริง รู้ลึกพอที่เหมาะสมจะไปเป็นครูผู้สอนในวิชานั้นๆ ลองนึกภาพดูครับว่าถ้าคนเรียนครูวิชาเอกคณิตศาสตร์ หรือดนตรีสากล ดนตรีไทย หรือวิชาเอกภาษาอังกฤษ ไม่ต้องผ่านการทดสอบวิชาเอก เพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู แล้วสังคมจะเชื่อถือคุณภาพครูว่ารู้จริง เก่งจริงหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีหลักฐานการทดสอบเชิงประจักษ์ที่เป็นผลการสอบว่าเก่งจริง ความน่าเชื่อถือของมาตรฐานวิชีพครูจะมีได้อย่างไร   ถ้าไม่มีการทดสอบวิชาเอก ซึ่งวิธีการทดสอบถือเป็นวิธีสากล ที่มีนานาชาติ ก็ยึดถือปฏิบัติอยู่ 
"หากครูไทยคนไหนต้องการจะเป็นครูของโรงเรียนนานาชาติที่เปิดสอนในประเทศไทย เขาจะเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถวิชาเอกที่จะสอนได้หรือไม่ เช่นเขาต้องการครูสอนภาษาไทย แต่ไม่เคยทดสอบความรู้วิชาเอกภาษาไทย และแม้แต่โอกาสที่จะไปสอนหนังสือในโรงเรียนที่ต่างประเทศ ก็อาจจะมีปัคความน่าเชื่อถือหรือการยอมรับ ลองนึกภาพดูครับว่าถ้าเภสัชกรเรียนจบไม่ต้องสอบความรู้ทางเภสัชกรรม พยาบาลเรียนจบไม่ต้องสอบความรู้วิชาการพยาบาล ซึ่งเป็นความรู้ที่จะใช้ประกอบอาชีพ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น การสอบวิชาเอกของคนจะเป็นครูก็คือการสอบความรู้ที่จะไปประกอบวิชาชีพครูสอนวิชาเอกครับ"ประธานกมว.กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หากมีปัญหาในกระบวนการปฏิบัติ ตนมองว่าเรื่องนี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการกำหนดให้มีการจัดการทดสอบในหมวดวิชาเอก ตามที่มีการกำหนดในมาตรฐานคุณวุฒิระดับ ปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ หรือ มคอ.1 แทน ซึ่งจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรได้ตรงตาม มคอ.1 และไม่มีการเปิดหลักสูตรที่นอกเหนือจากที่มีการกำหนด และสำหรับกรณีที่มีการนำวิชามารวมกัน เป็นกลุ่มวิชานั้น ก็ควรแก้ที่แยกวิชาที่จะทดสอบให้ชัดเจนซึ่งสามารถทำได้

"อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ต้องการที่จะขัดแย้งกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แต่อย่างใด เพียงแต่ผมมีความกังวลในเรื่องของคุณภาพของผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ลองนึกภาพดูครับประเทศต้องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี แต่ครูผู้สอนเก่งวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีหรือไม่ ก็ไม่รู้เพราะไม่มีการสอบวิชาเอกและผมเชื่อว่าหากมีปัญหาที่จะปฏิบัติก็สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ไม่ควรที่จะยกเลิกการทดสอบในหมวดวิชาเอก"ประธาน กมว.กล่าว


ที่มา ;
แนวหน้า 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

 

ข่าวเกี่ยวกัน

กมว. เคาะตั๋วครู ต้องสอบวิชาเอกเร่งเสนอ ‘บอร์ดคุรุสภา’ ทบทวนมติยกเลิก

เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กมว. ได้หารือเรื่องการสอบวิชาเอกของผู้ขอรับใบประกอบวิชาชีพครู โดยมีมติเอกฉันท์ ว่าต้องสอบวิชาเอก ดังนั้นจึงขอเสนอให้คณะกรรมการคุรุสภา ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน พิจารณาทบทวนมติที่ยกเลิกการสอบวิชาเอก เพราะมีปัญหาการปฏิบัติให้เป็นการเลื่อนสอบวิชาเอกไปในเดือนมีนาคม 2565 โดยให้ผู้ที่จะสอบวิชาเอกครั้งที่สอง ที่เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต ไปสอบวิชาเอกในปี 2565 พร้อมกับผู้เรียนหลักสูตรหลักสูตร ป.ตรี 4 ปี หรือ 5 ปี ที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 และให้ใช้ช่วงเวลานี้ไปดำเนินการทบทวนปรับปรุงผังข้อสอบ รายวิชาเอก ที่ต้องสอบให้แยกวิชาชัดเจน ไม่รวมแบบบางวิชาที่ผ่านมา

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งที่ประชุมได้มีมติให้ คณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นสองสถาบันเป็นหลักในการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขผังข้อสอบ การสอบวิชาเอกที่เป็นวิชาการศึกษาพื้นฐาน ส่วนด้านวิชาเอกด้านอาชีวศึกษา ขอให้คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมฯ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้ามาช่วยในการยกร่างปรับปรุงแก้ไข รายวิชา ผังข้อสอบวิชาเอก หากสถาบันคุณวุฒิแห่งชาติมีการทดสอบแล้วก็อาจจะนำผลการทดสอบเป็นการผ่านวิชาเอกได้ในส่วนมติเอกฉันท์ที่ยืนยันหลักการต้องสอบวิชาเอกนี้ คาดว่าจะดำเนินการทบทวนการสอบวิชาเอก ปรับผังข้อสอบวิชาเอก แยกวิชาให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดปัญหาแบบที่ผ่านมา คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน จากนั้นก็จะดำเนินการเชิญคณาจารย์สถาบันผลิตครูให้เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้เพิ่มเติมปรับแก้ไขตามความจำเป็น ต่อไปและสามารถดำเนินการจัดจ้าง สทศ พัฒนาออกข้อสอบให้ทันการทดสอบต่อไป

การเลื่อนการทดสอบวิชาเอกออกไปแทนการยกเลิกทดสอบวิชาเอก ยังคงหลักการสากลที่ต้องมีการทดสอบวิชาเอกเพื่อสร้างความมั่นใจให้สังคมว่าครูทุกคนมีความรู้ความสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ และเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งเพราะใช้งบประมาณครั้งเดียวสามารถจัดสอบวิชาเอกได้พร้อมกันทั้งหลักสูตร ป.บัณฑิต และหลักสูตร ป.ตรี” นายเอกชัย กล่าว

มติชนออนไลน์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2564

ความเห็นของผู้ชม