ค้นหา

ย้ำอีกครั้งข้าราชการทุกคนมีสิทธิเงินบำเหน็จรับบำนาญ

ย้ำอีกครั้ง “ข้าราชการทุกคนมีสิทธิรับบำนาญ” ไม่ว่าจะบรรจุเข้ารับราชการในปีไหน ก็ยังคงมีสิทธิเลือกได้ว่า เมื่อเกษียณอายุราชการ หรือออกจากราชการ จะเลือกรับ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ” จากกรมบัญชีกลาง โดยการเลือกรับบำนาญมีเงื่อนไขที่ต้องจดจำเพียงแค่ 2 กรณี 

  • อายุราชการ 25 ปี ขึ้นไป ออกจากราชการด้วยเหตุลาออก ให้ออก หรือปลดออก
  • อายุราชการ 10 ปีขึ้นไป ออกจากราชการด้วยเหุตสูงอายุ (อายุ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) เหตุเกษียณ ทุพพลภาพ หรือทดแทน

สำหรับเงิน กบข. ที่สมาชิกจะได้รับคืน จะขึ้นอยู่กับว่าสมาชิกเลือกรับ “บำเหน็จ” หรือ “บำนาญ”

หากสมาชิกเลือกรับบำเหน็จ จะได้รับเงิน กบข. คืน ในส่วนของเงินสะสมของตนเอง และเงินสมทบจากรัฐ พร้อมเงินส่วนผลตอบแทนที่ กบข. นำไปลงทุนให้

หากสมาชิกเลือกรับบำนาญจากกรมบัญชีกลาง จะได้รับเงิน กบข. คืนทุกก้อน ทั้งเงินสะสมของตนเอง (เงินสะสมตามกฎหมาย 3% และเงินออมเพิ่มตามความสมัครใจ 1-12%) เงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2% จากรัฐ และเงินประเดิม (กรณีที่สมาชิกบรรจุเข้ารับราชการก่อนวันที่ 27 มี.ค. 40 จะมีเงินก้อนนี้) ซึ่งสมาชิกจะได้รับเงินคืนทั้งหมด พร้อมเงินส่วนผลตอบแทนที่ กบข. นำไปลงทุนให้

ที่มา; #กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

 

ข้าราชการเกษียณแล้วได้อะไรจากราชการบ้าง จำแนกรายละเอียดอย่างนี้

ก.กรณีข้าราชการคนนั้นไม่เป็นสมาชิก กบข.

          ก) กรณีรับบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ)

กรณีนี้จะได้รับเงินก้อนเดียว สิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ

          ข) กรณีรับบำนาญ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ เกิน 6 เดือนนับเป็น 1 ปี) หาร 50

กรณีนี้จะได้รับเงินทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และยังมีสิทธิได้รับ

          1. ค่ารักษาพยาบาลของตนเอง คู่สมรสและบิดามารดา บุตรที่ไร้ความสามารถ ยกเว้นบุตรปกติที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

          2. ค่าเล่าเรียนบุตร เบิกได้ถึงอายุ 25 ปีบริบูรณ์

          3. บำเหน็จดำรงชีพ = เงินบำนาญ x 15 เท่า  โดยได้รับ ดังนี้เมื่อเกษียณ ได้รับเลย 200,000.บาท

เมื่ออายุครบ 65 ปีขอรับได้อีก (รวมกับที่เคยได้รับ) ไม่เกิน 400,000.บาท และครั้งที่ 3 อายุครบ 70 ปี (รวมกับที่เคยได้รับ) ไม่เกิน 500,000.บาท แต่ทั้งหมดนี้ไม่เกิน 15 เท่าของเงินบำนาญ

          4. เงินช่วยพิเศษ (ถึงแก่กรรม) = เงินบำนาญ x 3 เท่า โดยมอบให้กับผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาหรือทายาทตามกฎหมาย

          5. เงินบำเหน็จตกทอด (ถึงแก่กรรม) = เงินบำนาญ x 30 เท่า – เงินบำเหน็จดำรงชีพที่เบิกไปแล้ว

โดยมอบให้กับทายาทตามกฎหมายหรือผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนา (กรณีที่ไม่มีทายาท) และถ้าไม่มีผู้รับให้สิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นอันยุติลง

 

ข. กรณีข้าราชการเป็นสมาชิก กบข.

          ก) กรณีรับบำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย (เศษเดือนเศษวันเป็นจุดทศนิยม x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ) กรณีนี้จะได้รับเงินก้อนเดียว และสิทธิต่าง ๆ ระงับไป ยกเว้นการขอพระราชทานเพลิงศพ

          ข) กรณีรับบำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ (รวมอายุราชการทวีคูณ เป็นจุดทศนิยม) หารด้วย 50 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือน

          กรณีนี้จะได้รับเงินทุกเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต และยังมีสิทธิได้รับสิทธิต่าง ๆ เหมือนกับบำนาญปกติ

          นอกจากนั้น สมาชิก กบข.ยังได้รับเงิน

          1. เงินสะสม + ผลประโยชน์

          2. เงินประเดิม + ผลประโยชน์

          3. เงินชดเชย + ผลประโยชน์

          4. เงินสมทบ + ผลประโยชน์

          ส่วนผู้ที่ลาออกจาก กบข.จะได้เงินสะสมของตนเองคืน

 

ค. ข้าราชการได้เงินต่าง ๆ ที่สมัครเป็นสมาชิก

          ก) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เช่น เงิน ชงพ.ค. ช.พ.ส. หรือ ชื่ออย่างอื่นในลักษณะเดียวกัน

          ข) เงินผลประโยชน์จากหุ้นสหกรณ์

          ค) เงินประกันชีวิตและเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์

          กรณีผู้รับบำนาญตายผู้ที่ได้รับคือผู้ที่ผู้รับบำนาญแสดงเจตนาหรือทายาทตามกฎหมาย

ทายาทตามกฎหมาย ได้แก่ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย (ได้รับคนละ 1 ส่วน) สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย (ได้รับ 1 ส่วน) บิดามารดาหรือบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ (ได้รับ 1 ส่วน)

 

ความเห็นของผู้ชม