ค้นหา

แนวทางการแก้ไขหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

หนี้สินครู : แก้อย่างไร? (ตอนที่ 1)

          นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ขึ้นในประเทศไทยเมื่อต้นปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา คนไทยจะได้ยินคำว่า "หนี้" อย่างต่อเนื่อง ทั้ง "หนี้สาธารณะ" ซึ่งเป็นหนี้สินของประเทศ และ "หนี้ครัวเรือน" ซึ่งเป็นหนี้สินของครอบครัวคนไทยทั่วประเทศ ตลอดจน "หนี้สินครู" ซึ่งเป็นหนี้สินของกลุ่มบุคคลที่เป็นกำลังหลักในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ ดังนั้น ปัญหา "หนี้สิน" จึงดูจะเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศไทย เพราะเป็นปัญหาที่ีเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับตัวบุคคล ระดับครอบครัว ไปจนถึงระดับประเทศ ปัญหาหนี้สินครูและหนี้สินครัวเรือนนั้น นับเป็นปัญหาทางการเงินที่ีสะท้อนระดับความรู้ความเข้าใจเรื่อง "ทักษะทางการเงิน (Financial Literacy)" ที่ยังอ่อนด้อยของคนไทย ส่วนปัญหา "หนี้สาธารณะ" เป็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐที่ียังไม่มีประสิทธิภาพ
          "หนี้สาธารณะ" ซึ่งเป็นหนี้ในระดับประเทศนั้น นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ.2563 รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการออก "พระราชกำหนด" ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ีได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 ในวงเงิน 1 ล้านล้านบาท พระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2563
          ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2564 รัฐบาลได้ออก "พระราชกำหนด" ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (เพิ่มเติม) พ.ศ.2564 เป็นเงินอีก 5 แสนล้านบาท รวมเป็นเงินที่รัฐบาลต้องกู้มาเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท
          นอกจากนี้ในปีงบประมาณพ.ศ.2564 นี้รัฐบาลยังมีภาระต้องกู้เงินจำนวน 6.23 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการปิดหีบงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั่นแปลว่าในปี พ.ศ.2564 นี้รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในวงเงินสูงกว่า 2.1 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว ทำให้สถานการณ์ "หนี้สาธารณะ" ของประเทศไทย ณ วันที่  23 มิถุนายน พ.ศ.2564 ปรากฏว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะเป็นเงินรวม 8.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.91% ต่อ GDP (ข่าว TNN ONLINE วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2564) หนี้ดังกล่าวแบ่งเป็น
          1.หนี้รัฐบาล 7.53 ล้านล้านบาท
          2.หนี้รัฐวิสาหกิจ 7.6 แสนล้านบาท
          3.หนี้รัฐวิสาหกิจการเงิน 2.8 แสนล้านบาท
          4.หนี้หน่วยงานของรัฐ 7.2 พันล้านบาท
          ในส่วนของ "หนี้ครัวเรือน" นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยว่า (ข่าว TNN ONLINE วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2564) " มีความเป็นห่วงภาวะหนี้ครัวเรือนไทยที่เวลานี้อยู่ในระดับสูง ล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 1/2564 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ร้อยละ 90.5% ต่อ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า 14.1 ล้านล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ีทำให้รายได้หดตัวลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยลดลง จำนวนหนี้เพิ่มสูงขึ้น" โดยหนี้ครัวเรือนมีเจ้าหนี้ค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ หนี้ธนาคารพาณิชย์ 43% หนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 29% หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ 15% หนี้บริษัทลิสซิ่ง 6% หนี้บริษัทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 4% และอื่นๆ 3%" ปัญหาหนี้ครัวเรือนของคนไทยที่ีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีรายได้ต่ำ และขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะทางด้านการเงินเป็นสำคัญ
          ในส่วนของหนี้ส่วนบุคคลนั้น "หนี้สินครู" นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะ "ครู" เป็นบุคคลากรที่ีมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ถ้า "ครู" ส่วนใหญ่มีหนี้สินเป็นภาระติดตัวกันเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้ครูขาดขวัญ กำลังใจ และความกระตือรือร้นในการจัดการเรียนการสอน เพื่อที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ ให้เป็นเด็กและเยาวชนที่ก้าวทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแน่นอน
          เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า "ปัจจุบันพบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษามีหนี้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท" (ข่าวมติชนออนไลน์ 28 มิ.ย.2564) ต่อมาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า "หนี้ครูส่วนใหญ่ 80% ครูเป็นหนี้สหกรณ์ รองลงมาคือ สถาบันการเงินกับธนาคารต่างๆ เช่น ธนาคารออมสิน เป็นต้น ดังนั้นหนี้ครูจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเริ่มนำร่องแก้ปัญหาก่อน" (ข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ 9 ส.ค.2564)
          ข้อมูลเกี่ยวกับ "หนี้สิน" ของประเทศไทยตั้งแต่ระดับหนี้ส่วนบุคคล หนี้ครัวเรือน ไปจนถึงหนี้สาธารณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหา "กับดักรายได้" ของคนในประเทศอย่างรุนแรง เป็นปัญหาที่ีรัฐบาลต้องเร่งรีบแก้ไขโดยด่วน เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีรายได้ต่ำ แต่มีหนี้สินสูง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า จนสามารถก้าวข้าม "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะระบาดไปอีกนานเท่าไร ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในป้องกันการแพร่ระบาด และใช้เงินในการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้การที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ย่อมทำให้จำนวนแรงงานในระบบลดลง และส่งผลกระทบทำให้รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ลดลงตามไปด้วย สิ่งที่จะตามมาคือภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจะไปเอาเงินที่ไหนมาดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ ในเมื่อ "หนี้สาธารณะ" ของประเทศกำลังใกล้จะชน "เพดานหนี้" เต็มทีแล้ว

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            21 สิงหาคม 2564

 

หนี้สินครู : แก้อย่างไร? (ตอนที่ 2)
          กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีขนาดใหญ่มาก มีจำนวนข้าราชการ "ครูและบุคลากรทางการศึกษา" อยู่ในสังกัดประมาณ 6.5 แสนคน น่าจะเป็นหน่วยงานที่ีบุคคลากรในสังกัดเป็นต้นแบบ ในการดำเนินวิถีชีวิต "แบบพอเพียง" ตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพราะเป็นกระทรวงที่มีหน้าที่พัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ ให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ
          เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบหนี้สินครูในภาพรวมพบว่า "หนี้ก้อนใหญ่ที่ีสุดของครูและบุคลากรทางการศึกษา กว่า 8.74 แสนล้านบาท เป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 109 แห่ง ส่วนธนาคารออมสิน ครูมีหนี้ 3.9 แสนล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 6 หมื่นล้านบาท และธอส. 6 หมื่นล้านบาท ยอดรวมหนี้ทั้งหมดกว่า 1.4 ล้านล้านบาท" (ข่าวเดลินิวส์ วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563) นอกจากนี้นายอนุชา บูรพชัยศรี ยังเปิดเผยอีกว่า "เฉพาะปี 2562 สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 109 แห่ง ปล่อยกู้ทั้งหมด 3.78 แสนล้านบาท โดยร้อยละ 33 กู้ไปใช้ส่วนตัว ร้อยละ 23 กู้เพื่อชำระหนี้สินเดิม ร้อยละ 17 กู้เพื่อซื้อบ้านและที่ดิน ร้อยละ 12 กู้เพื่อนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ"
          ในขณะที่ข้อมูลในเว็บไซต์ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ระบุว่า "ปัจจุบันพบว่า แหล่งเงินกู้ที่ีสำคัญของครูทั่วประเทศมาจากหลายแหล่ง อันได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ สินเชื่อโครงการพัฒนาชีวิตครูผ่านธนาคารออมสิน สินเชื่อโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา โครงการเงินกู้ ช.พ.ค.ต่างๆ และแหล่งที่สามารถสร้างหนี้ได้ง่ายที่ีสุดอย่างบัตรเครดิต และกู้ยืมหนี้นอกระบบ เป็นต้น" (นอกจากนี้ข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังระบุว่า ในรอบปี 2554 จำนวนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีจำนวนทั้งสิ้น 115 แห่ง มีสมาชิกโดยรวมทั้งประเทศ 7.21 แสนคน)
          ข้อมูล "จำนวนหนี้สินครู" และ "แหล่งที่มาของหนี้สินครู" ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า "ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา" สามารถเข้าถึง "แหล่งเงินกู้" ที่ีหลากหลายและง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา "เป็นหนี้" ในระดับที่สูงมาก แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ทั้งการพักชำระหนี้ การลดดอกเบี้ย และขยายเวลาการชำระหนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ ตรงกันข้ามหนี้สินครูกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
          ในการให้กู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนั้น มีครูผู้ช่วยในจังหวัดนครราชสีมาคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า "บรรจุเป็นครูได้ไม่กี่เดือน ก็สมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และยื่นกู้เงินมาเกือบ 1 ล้านบาท เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัว ก็เหลือราว ๆ 9,000 กว่าบาท จากนั้นทางสหกรณ์ก็มีโครงการให้กู้อีก จึงไปกู้เพิ่มมาอีกจำนวนหนึ่ง หักหนี้สินแต่ละเดือนแล้วก็จะเหลือเงินไม่มาก ก็ต้องบริหารจัดการให้พอใช้จ่าย" (แสดงว่า ครูเริ่ม "เป็นหนี้" ตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ) นอกจากนี้ครูผู้ช่วยคนดังกล่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า "สหกรณ์จะมีโครงการให้กู้อยู่เรื่อย ๆ อย่างช่วงโควิด-19 ก็ปล่อยให้กู้ช่วยเหลือ 1-2 แสนบาทต่อคน หรืออยากจะมีรถมีบ้านก็ไปยื่นกู้ได้" ข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวแล้วชี้ให้เห็นว่า ทำไม "เจ้าหนี้รายใหญ่" ของครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงเป็น "สหกรณ์ออมทรัพย์ครู"  
          นอกจากนี้ "โครงการสินเชื่อ" ต่างๆ ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากู้ยืมเงินไปใช้จ่าย เช่น โครงการพัฒนาชีวิตครู และโครงการ ช.พ.ค.ต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน เป็นผู้จัดทำโครงการขึ้นมา ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อต้องการ "ช่วยเหลือเพื่อนครู" ให้สามารถ "กู้ยืมเงิน" ได้โดยง่ายนั้น ผมไม่แน่ใจว่า ผู้บริหารหน่วยงานดังกล่าวรู้หรือไม่รู้ว่า โครงการเหล่านั้นแทนที่จะไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้บรรเทาลง ตรงกันข้ามกลับเป็นโครงการที่จะไป "สร้างภาระหนี้" ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น
          ที่มาของปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมากดังกล่าวแล้ว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง "แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่ีส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน" ซึ่งได้มีการสำรวจข้อมูลจากข้าราชการครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูสายผู้สอน 398 คน เพื่อสะท้อนถึงสาเหตุของเงินกู้ที่เกิดขึ้น ผลการสำรวจมูลเหตุและสภาวะหนี้สินพบว่า "ข้าราชการครูเริ่มมีหนี้สินหลังจากเข้ารับราชการ คิดเป็น 68.5%" (ข่าวกรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2564) โดยมีสาเหตุที่ทำให้เกิดหนี้สินตามลำดับ ดังนี้
          1.ซื้อหรือผ่อนรถยนต์หรือจักรยานยนต์
          2.การนำไปใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในชีวิตประจำวัน
          3.ซื้อหรือสร้างที่ีอยู่อาศัย
          จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า แหล่งเงินกู้ยืมที่ีสำคัญของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แหล่งสำคัญแหล่งแรกก็คือ "สหกรณ์ออมทรัพย์ครู" ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่รัฐจัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริม "การออมเงินของสมาชิก" และอีกแหล่งหนึ่งคือ "สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)" ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ "การส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นๆ และความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา" จึงมีคำถามตามมาว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูก็ดี หรือสำนักงาน สกสค.ก็ดี เป็นหน่วยงานที่เข้ามาช่วย "แก้ไขปัญหาหนี้สินครู" หรือช่วย "เพิ่มภาระหนี้สิน" ให้กับครูกันแน่?

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            22 สิงหาคม 2564

 

หนี้สินครู : แก้อย่างไร? (ตอนที่ 3)

          "สหกรณ์ออมทรัพย์" เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
          1.การส่งเสริมการออมทรัพย์ เพื่อให้สมาชิกรู้จักประหยัดและรู้จักการออมทรัพย์ ด้วยการถือหุ้น โดยสหกรณ์จะกำหนดให้สมาชิกส่งชำระค่าหุ้นเป็นประจำทุกเดือน เมื่อสมาชิกลาออกจากสหกรณ์ก็สามารถถอนค่าหุ้นคืนได้
          2.การให้เงินกู้แก่สมาชิก สหกรณ์จะนำเงินค่าหุ้นและเงินฝากของสมาชิกมาหมุนเวียนให้สมาชิกที่มีความจำเป็นหรือเดือดร้อนกู้ยืม
          จะเห็นได้ว่า "การส่งเสริมการออมทรัพย์" เป็นวัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์ออมทรัพย์ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สมาชิก "รู้จักประหยัดและรู้จักการออมทรัพย์" เพื่อที่จะได้เก็บออมเงินไว้ใช้ในยามที่ต้องพ้นจากหน้าที่การงาน ส่วน "การให้สมาชิกกู้ยืมเงิน" นั้น เป็นวัตถุประสงค์รอง และจะให้แต่เฉพาะสมาชิก "ที่ีมีความจำเป็นและเดือดร้อน" เท่านั้นเป็นผู้กู้ยืมเงินไปใช้จ่าย
          แต่ในความเป็นจริงแล้ว "สหกรณ์ออมทรัพย์" เกือบทุกแห่ง จะมุ่งเน้นเป้าหมายไปที่การพยายามทุกวิถีทางที่จะให้สมาชิกได้ "กู้ยืมเงิน" ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้สหกรณ์มีรายได้และมี "กำไรสูงสุด" นั่นเอง
          มีข้อมูลที่ีแสดงว่า "สหกรณ์ออมทรัพย์" ส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่การแสวงหา "กำไร" จากการ "ปล่อยสินเชื่อ" โดยเว็บไซต์ ลงทุนแมน วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ระบุว่า "รายได้หลักของสหกรณ์ออมทรัพย์มาจากธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งในปี 2560 สหกรณ์ออมทรัพย์มีการปล่อยสินเชื่อมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท และมีรายได้จากสินเชื่อกว่า 1.37 แสนล้านบาท โดยสหกรณ์ออมทรัพย์มีกำไรกว่า 78,196 ล้านบาท หรือคิดเป็น 94% ของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบ.... และที่น่าสนใจ คือ กำไรของสหกรณ์ออมทรัพย์นั้นมากกว่ากำไรในปี 2560 ของธนาคารไทยพาณิชย์และกสิกรไทยที่รวมกันได้ 77,489 ล้านบาท" นี่คือข้อมูลที่ีแสดงว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่มุ่งแสวงหา "รายได้และกำไร" จากการปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่ื "สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์" ส่วนใหญ่จะมีภาระ "หนี้สิน" สูงมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ "ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา" ที่ีเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ จำนวน 7.21 แสนคน
          ความหมายของ "การออมทรัพย์" และ "การกู้ยืมเงิน" นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ
          "การออมทรัพย์" หมายถึง การเก็บเงินที่ีเกิดจากรายได้ส่วนหนึ่ง (เช่น 10-20% ของรายได้ในแต่ละเดือนไว้เป็น "เงินออม" ก่อนที่ีจะนำเงินรายได้ที่เหลือไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน) ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะได้มี "เงินออม" ส่วนหนึ่งเก็บรวบรวมเอาไว้ "ใช้จ่ายในอนาคต" ในยามที่จำเป็นหรือเดือดร้อน หรือเอาไว้ใช้จ่ายในยามที่ต้องพ้นจากหน้าที่การงาน เช่น เมื่อเกษียณอายุงาน หรือด้วยเหตุอื่นๆ
          ส่วน "การกู้ยืมเงิน" นั้น หมายถึง การไปกู้ยืม "เงินในอนาคต" มาใช้จ่ายล่วงหน้า (ทั้งที่เงินดังกล่าวยังไม่ถึงเวลาได้รับ เพียงแต่คาดการณ์ว่าตนเองจะมีรายได้เพียงพอ และสามารถที่จะนำเงินนั้นมา "ใช้จ่ายล่วงหน้า" ได้เท่านั้น) ดังนั้น "การกู้ยืมเงิน" มาใช้ล่วงหน้า จึงมี "ความไม่แน่นอนและความเสี่ยง" สูงมาก เนื่องจาก ในอนาคตนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราจะมีรายได้ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ เช่น ถ้าเราต้องถูกให้ออกจากงานที่ทำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น ถูกไล่ออกหรือให้ออก หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเสียชีวิต หรือนายจ้างปิดกิจการเลิกการจ้างงาน เป็นต้น เช่นนี้เราจะไปเอาเงินรายได้จากที่ีไหน มาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้ยืมเงิน และภาระหนี้สินที่ติดค้างอยู่จะไปตกอยู่กับใคร ใครบ้างที่จะต้องเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการสร้างหนี้ของเรา ผู้ที่ก่อหนี้จึงต้องคิดให้รอบคอบ
          การที่รัฐอนุญาตให้้จัดตั้ง "สหกรณ์ออมทรัพย์" ขึ้น ก็เพื่อให้เป็นองค์กรที่ีมีหน้าที่มาช่วยเหลือดูแลเพื่อนสมาชิกด้วยกัน จึงได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักให้สหกรณ์ทำหน้าที่ "ส่งเสริมให้สมาชิกออมทรัพย์" ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ส่งเสริมให้ "สมาชิกกู้ยืมเงิน" เป็นหลัก การที่จะทำให้สมาชิกสหกรณ์ "ลดการกู้ยืมเงินหรือลดการเป็นหนี้" เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว จึงเป็นบทบาทภาระหน้าที่ที่สำคัญของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกสหกรณ์ ที่ีจะต้องเปลี่ยนแปลงมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการบริหารจัดการ "เงินออม" ของสมาชิกสหกรณ์ในอนาคต เพราะถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการบริหารจัดการเงินออมเสียใหม่ ก็ไม่มีทางที่จะ "ลดภาระหนี้สิน" ของสมาชิกได้อย่างถาวรในอนาคต การที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือกระทรวงศึกษาธิการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล เข้ามาแก้ไขปัญหา "หนี้สินครู" ด้วยการขอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือพักชำระหนี้ หรือลดดอกเบี้ยนั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่วิธีการ "แก้ไขปัญหาหนี้สินครู" อย่างยั่งยืนแต่อย่างใด
          ในส่วนของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น การที่สมาชิกส่วนใหญ่มุ่งแต่จะ "กู้ยืมเงิน" โดยไม่สนใจเรื่อง "การออมเงิน" เท่าที่ควร แสดงถึงความอ่อนด้อยในความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเงิน หรือเรียกว่ายังขาด "ทักษะทางการเงิน (Financial Literacy)" เป็นอย่างมาก จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่จะต้องร่วมมือกันในการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มากขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทที่ีปรึกษาทางการเงินอยู่มากมายหลายบริษัท ที่ีกระทรวงศึกษาธิการและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสามารถจ้างมาให้คำแนะนำ หรือให้ความรู้ทางการเงินกับข้าราชการครูหรือสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อให้รู้จัก "การออมเงิน" มากกว่า "การกู้ยืมเงิน"

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            23 สิงหาคม 2564

 

หนี้สินครู : แก้อย่างไร? (ตอนที่ 4)

          "ทักษะทางการเงิน (Financial Literacy)" ตามนิยามขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คือ การตระหนัก ความรู้ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญความชำนาญ ทัศนคติ และพฤติกรรม ในลักษณะที่มีผลให้บุคคลเกิดการตัดสินใจทางการเงินที่ดี และในที่สุดจะช่วยส่งผลให้บุคคลมีสุขภาพทางการเงินที่ดี" (เว็บไซต์ HoonSmart วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2561)
          เว็บไซต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า "จากการสำรวจระดับทักษะทางการเงินของคนไทยทั่วประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 ซึ่งครอบคลุมการวัด 3 ด้านหลัก คือ ด้านความรู้ทางการเงิน ด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านทัศนคติทางการเงิน... พบว่า คนไทยมีทักษะทางการเงินเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 58.5 ของคะแนนเต็ม 22 คะแนน ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ 14 ประเทศที่ร่วมโครงการสำรวจของ OECD ซึ่งอยู่ที่ีร้อยละ 62.3... ผลของการขาดทักษะทางการเงินก็คือ คนไทยจะไม่มีการวางแผนทางการเงิน ทำให้มีปัญหาทางการเงิน อย่างเช่น เป็นหนี้ ไม่มีเงินพอใช้ยามเกษียณ ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ฯลฯ"
          การที่คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "ทักษะทางการเงิน (Financial Literacy)" ที่ดีพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยมี "หนี้ครัวเรือนสูง" ความรู้ความเข้าใจทางการเงินที่สำคัญ เช่น เรื่องการออมและการกู้ยืมเงิน เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน และเรื่องการลงทุน เป็นต้น ถ้าคนไทยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆดังกล่าวดีพอ เชื่อว่าปัญหาเรื่อง "หนี้สิน" จะลดลงได้ เพราะเมื่อมีความรู้ความเข้าใจทางการเงิน ก็จะรู้จักการยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่ายเงินและการกู้ยืมเงินมากกว่าในปัจจุบัน
          เรื่อง "การออมและการกู้ยืมเงิน" นั้น ผมได้เขียนแจงให้เห็นความแตกต่างไว้แล้วในตอนที่ 3 ในส่วนของความรู้ความเข้าใจในเรื่อง "ทรัพย์สินและหนี้สิน" นั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทย "ก่อหนี้" กันอย่างมากมายในปัจจุบัน เนื่องจากคนไทยโดยทั่วไปพยายามทำงานหาเงิน เพื่อที่จะนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งก็จะเก็บออมด้วยการซื้อ "ทรัพย์สิน" เช่น ที่ีดิน บ้าน คอนโด รถยนต์ มือถือ ทองคำ เพชรพลอย ฯลฯ เอามาเก็บไว้ในครอบครอง โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงว่า อะไรคือ "ทรัพย์สิน" และอะไรคือ "หนี้สิน"
          เว็บไซต์ efin (efinance 
thai.com) วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 หัวข้อเรื่อง "ทรัพย์สิน : หนี้สิน แยกไม่ออก = จน" ในเว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า "ข้อเท็จจริงคือ ทรัพย์สิน = สิ่งที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นหรืออย่างน้อยต้องไม่มีรายจ่าย ส่วน หนี้สิน = สิ่งที่ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า "ทรัพย์สิน" ต้องเป็น บ้าน-คอนโด ยานพาหนะทุกชนิด เครื่องประดับ (เพชร ทอง นาฬิกา) มือถือ-แท็บเล็ต เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องดนตรี และอีกมากมายที่ีดูมีคุณค่าและราคา ส่วน "หนี้สิน" คนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าใจว่าเป็น  หนี้ผ่อนบ้าน-คอนโด หนี้ผ่อนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน หนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ยืมเงินเพื่อนหรือใครก็ตามที่ให้เอามาหมุนใช้ก่อน คนที่มีความคิดความเชื่อดังกล่าวถือเป็น "ความเชื่อผิดๆ" การที่เราผ่อนบ้าน,ผ่อนรถ,ผ่อนมือถือ และอีกสารพัดผ่อน มันคือ "หนี้สิน" ทั้งหมด"
          เว็บไซต์ StockRadars วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 เขียนถึงทรัพย์สินและหนี้สินไว้ว่า "หนังสือพ่อรวยสอนลูก หรือ Rich Dad Poor Dad ของ Robert Kiyosaki เป็นหนังสือขึ้นหิ้งขายดีด้านการเงินการลงทุนมาหลายปี ซึ่งจากที่ี Radars Man อ่านมาแล้ว ขอบอกเลยว่าเป็นหนังสือที่ีไม่ควรพลาด ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงนิยามของหนี้สินและทรัพย์สินว่าแตกต่างกันอย่างไร โดยนิยามง่ายๆ ที่ีสรุปไว้ในหนังสือเล่มนี้คือ ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า หนี้สิน คือสิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า"
          นิยามคำว่า "ทรัพย์สิน-หนี้สิน" ดังกล่าวมาแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น คนส่วนใหญ่คิดว่าสิ่งเหล่านี้คือ "ทรัพย์สิน" แท้จริงแล้วมันคือ "หนี้สิน" เพราะทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เมื่อซื้อมาแล้ว จะเกิดรายจ่าย (ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า) ตามมาในทันที ได้แก่ ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าตรวจเช็คเครื่องยนต์ตามรอบ ค่าซ่อมแซมบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนอะไหล่ล้อยาง แบตเตอรี่ ฯลฯ นอกจากนี้ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังจะมี "ค่าเสื่อมราคา" นั่นคือมีมูลค่าลดลงไปเรื่อยๆนั่นเอง อย่างไรก็ตาม "ทรัพย์สิน" บางอย่างเช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น อาจจะเป็นได้ทั้งทรัพย์สินและหนี้สินในเวลาเดียวกัน เพราะถ้าเราซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์มาแล้วเอาไปใช้รับจ้าง เช่น เอาไปทำเป็นรถรับจ้างส่วนบุคคล หรือเอาไปรับจ้างขนส่งสินค้า รถยนต์คันนั้นก็จะกลายเป็น "ทรัพย์สิน" เพราะทำให้เกิดรายได้(เงินไหลเข้ากระเป๋า)ตามมา แต่คนส่วนใหญ่ซื้อรถยนต์เพื่อเอามาไว้ใช้ในการเดินทางไปทำงาน (เฉลี่ยแล้วใช้เดินทางวันละประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น) ส่วนเวลาที่เหลือก็จอดทิ้งเอาไว้เฉยๆ นับว่าสิ้นเปลืองสูญเปล่าเสียมากกว่า
          การขาดทักษะความรู้ความเข้าใจเรื่อง "การออมและการกู้ยืมเงิน" รวมทั้งเรื่อง "ทรัพย์สินและหนี้สิน" ของคนไทยโดยทั่วไป โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ นำไปสู่ "การก่อหนี้" ทำให้เกิดปัญหา "หนี้สิน" ขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งความพยายามของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและหน่วยงานของรัฐ (สำนักงาน สกสค.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่พยายามจะนำเสนอโครงการต่างๆ เพื่อชักจูงให้สมาชิก "กู้ยืมเงิน" ตลอดมา นำมาซึ่งการ "เป็นหนี้ก้อนใหญ่" และมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จนยากที่จะจัดการแก้ไข สุดท้ายก็ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการขอให้ปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้พักชำระหนี้ และขอให้ลดดอกเบี้ย เป็นต้น การเรียกร้องดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ก็แก้ไขบรรเทาปัญหาได้เพียงครั้งคราว ถ้ายังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ีต้นเหตุ ปัญหา "หนี้สิน" ก็จะยังอยู่คู่กับคนไทย โดยเฉพาะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ ซึ่งควรจะเป็นบุคคลตัวอย่างในการ "สร้างนิสัย" การประหยัดและอดออมให้กับลูกหลานของคนไทย ด้วยการดำเนินวิถีชีวิตแบบ "พอเพียง"

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            24 สิงหาคม 2564

 

หนี้สินครู : แก้อย่างไร? (ตอนที่ 5 - จบ)

          ทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาควรที่จะศึกษาหาความรู้ คือ "การลงทุน (Investment)" ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เงินที่หามาได้ในระหว่างการทำงาน เกิดดอกออกผลงอกเงย หรือสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต และเพื่อที่จะได้มีความเป็น "อิสระทางการเงิน" เมื่อต้องพ้นจากหน้าที่การงานไปแล้ว ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ
          การลงทุนนั้น หมายถึง "การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมปัจจุบัน ให้ได้รับผลตอบแทนจากการใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนเชื่อว่าเงินสดหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ีจะได้รับคืนนั้น จะสามารถชดเชยระยะเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่ีอาจเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า หรืออาจกล่าวได้ว่า การลงทุนเป็นการออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น" (เว็บไซต์ Google Sites)
          "การลงทุน" จึงหมายถึง การนำเงินออมที่เก็บสะสมไว้ไปสร้างผลตอบแทน ที่สูงกว่าการออมในรูปแบบของการฝากเงินไว้กับธนาคาร ซึ่งในปัจจุบันนี้การฝากเงินไว้กับธนาคารจะได้รับผลตอบแทน(ดอกเบี้ย) ในอัตราที่ต่ำมาก จนไม่สามารถเอาชนะ "เงินเฟ้อ" ได้้ นั่นแปลว่า การฝากเงินไว้กับธนาคารจะทำให้มูลค่าเงินในบัญชีลดลงไปเรื่อยๆ
          ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดช่องทางการลงทุนขึ้นอย่างมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีทักษะความรู้ความเข้าใจในเรื่อง "การลงทุน" เท่าไดนัก จึงปรากฏว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน แต่มีคนที่เปิดบัญชีเงินฝากสำหรับการลงทุนในหุ้น เพียงล้านกว่าบัญชีเท่านั้น สำหรับช่องทางการลงทุนโดยทั่วไปนั้น เว็บไซต์ Stock2morrow ได้นำเสนอแนวทางการลงทุนขั้นพื้นฐาน (Basic Investment) ไว้ 5 ประเภท คือ
          1.การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
          2.การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ระยะยาว
          3.การลงทุนในหุ้น
          4.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
          5.การลงทุนในของสะสมมีค่า

          นอกจากนี้ "ทางเลือก" สำหรับการลงทุนอีกช่องทางหนึ่ง ที่ีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาน่าจะสนใจศึกษาหาความรู้ คือ การลงทุนผ่าน "กองทุนรวม (Mutual fund)" เพราะการลงทุนในกองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ีผู้ลงทุนไม่ต้องใช้ประสบการณ์ หรือใช้ความรู้ความสามารถในการลงทุนมากนัก และสามารถเริ่มต้นการลงทุนได้ด้วยเงินตั้งแต่หลักพันบาทขึ้นไป เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทน และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในอนาคต รวมทั้งสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจาก "กองทุนรวม" เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีนักบริหารมืออาชีพทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการกองทุน" คอยบริหารจัดการกองทุนแทนผู้ถือ "หน่วยลงทุน" การลงทุนในกองทุนรวมจึงแตกต่างจากการลงทุนใน "หุ้น"
          "กองทุนรวม" นั้นมีอยู่หลายแบบที่ีผู้สนใจลงทุน สามารถเลือกลงทุนได้ตามความถนัด และความต้องการ โดยมีกองทุนรวมแบบหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการออมเงินสำหรับประชาชนทั่วไป โดยผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวสามารถนำเอา "หน่วยลงทุน" ไปใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดถึงปีละ 500,000 บาท ได้แก่กองทุน
          1.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้คนไทยเก็บออมเงินระยะยาว เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ กองทุนนี้คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ของพนักงานบริษัทเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของข้าราชการ
          2.กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund หรือ SSF) เป็นกองทุนที่ีจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการออมเงินระยะยาวพอสมควร (โดยจะต้องถือครองเป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ จึงจะขายหน่วยลงทุนได้)
          กองทุนรวมทั้ง 2 กองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนที่จะทำให้เกิดการออมเงินระยะยาว และยังสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีไปพร้อมกันด้วย จึงเป็นเรื่องที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรให้ความสนใจและศึกษาหาความรู้ เพราะนอกจากเป็นทางเลือกในการ "ออมเงิน" ระยะยาวแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้ตามกฎหมายด้วย แทนที่จะไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ที่มี "ภาระหนี้" ที่ีหลายคนคาดไม่ถึงจนเกิดภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้น
          ในการแก้ไขปัญหา "หนี้สินครู" ในระยะยาวนั้น "สหกรณ์ออมทรัพย์ครู" น่าจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ "คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู" ควรที่จะได้เปลี่ยนแปลงมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการบริหารจัดการสหกรณ์เสียใหม่ ต่อไปนี้ "สหกรณ์ออมทรัพย์ครู" จะต้องไม่มุ่งแสวงหา "กำไร" จากการพยายามปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกอีกต่อไป แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้สหกรณ์มีรายได้ลดลง และทำให้เงินปันผลลดลงก็ตาม แต่สิ่งที่จะได้รับกลับคืนมา คือ จะทำให้ "หนี้สินครู" ลดลง ผมคิดว่าสิ่งที่จะได้รับดังกล่าวมี "ความคุ้มค่า" มากกว่า ดังนั้น "การปล่อยสินเชื่อ" ให้กับสมาชิกในระยะต่อไป ควรจะต้องกระทำเฉพาะเท่าที่ "มีความจำเป็นหรือเดือดร้อน" เท่านั้น
          นอกจากนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสำนักงาน สกสค. จะต้องไม่พยายามคิดหรือหาโครงการใดๆมาจูงใจให้สมาชิก "กู้ยืมเงิน" เพื่อสร้างภาระหนี้เพิ่มเติมอีกต่อไป ถ้าคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูยังคงมีมุมมอง วิธีคิดและวิธีบริหารจัดการสหกรณ์ในแบบเดิม ก็คงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในระยะยาวได้อย่างแน่นอน คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูควรให้ความสำคัญกับ "การส่งเสริมการออมเงิน" ของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มากขึ้น เช่น ในการจัดประชุมสมาชิกสหกรณ์ประจำปี หรือจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะความรู้ด้านการเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์ สหกรณ์ควรเชิญผู้แทนภาคเอกชนที่ีมีชื่อเสียง หรือเชิญผู้จัดการธนาคารในพื้นที่ หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน หรือบริษัทที่ีปรึกษาทางการเงิน (ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายบริษัท) ไปให้ความรู้ในเรื่องการออมเงิน ความรู้เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน และความรู้เรื่องการลงทุนให้กับสมาชิกสหกรณ์ให้มากขึ้น เช่นนี้เชื่อว่าในอนาคตข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะทางการเงินดีขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกันนี้ "คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู" ก็ควรที่จะเรียนรู้เรื่อง "การลงทุน" ให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันช่องทางในการหารายได้เพิ่มให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น มีอยู่อย่างมากมายหลายช่องทาง ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง "การปล่อยสินเชื่อ" ให้สมาชิกกู้ยืมเงิน เท่านั้น
          นอกจากนี้ การที่จะพัฒนา "สหกรณ์ออมทรัพย์" ทั้งระบบให้ก้าวหน้าทันสมัย ให้เป็นสถาบันการเงินที่มั่นคงและมีรายได้เพียงพอที่จะช่วยเหลือจุนเจือสมาชิก ให้มีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะต้องร่วมมือกันคิดปรับปรุงแก้ไข "พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542" ให้เป็นกฎหมายที่ีทันสมัย สามารถเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            25 สิงหาคม 2564

 

ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

ความเห็นของผู้ชม